LNCrawler

ตอนที่ 41 ใครกันแน่ที่ปากไม่ตรงกับใจ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 41 ใครกันแน่ที่ปากไม่ตรงกับใจ

        “เฮอะ” มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “เขาอยากจะขอร้องฉันแทบตาย แต่นายดูสิว่าเขากล้าเหยียบย่างเข้าประตูบริษัทซื่อลี่หรือเปล่า”

       จี้ทิงมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย พลางนึกในใจ [จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มนิสัยเสียอีกแล้ว แกล้งทำเป็นฟอร์มจัดอีกแล้ว]

       ปลายหูของจี้เยี่ยนจื๋อร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เขากำลังจะอ้าปากด่า แต่อีกฝ่ายกลับชิงพูดขึ้นเสียก่อนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ผมว่าแล้วเชียวว่าพี่คงไม่รับปากเขา ผมก็เลยไปถามสวีเหรินมาแล้ว เขาบอกว่าเรื่องโปรแกรมดักฟังนั่น... เขาพอจะลองทำดูได้”

       “สวีเหริน?” จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วก่อนจะปั้นหน้ายักษ์ “ถ้าฉันไม่อนุญาต เขาก็ไม่มีสิทธิ์ทำงานให้ลู่เหยียนชู”

       จี้ทิงแสดงสีหน้าสงสัย “ทำไมล่ะครับ?”

       “สวีเหรินเริ่มงานกับฉันก่อน ถึงจะยังไม่ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างฉันกับเขาก็ถือว่ามีฐานะนายจ้างกับลูกจ้างกันแล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อกอดอก พลางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “พูดง่ายๆ คือตอนนี้ฉันเป็นเจ้านายของเขา ถ้าอยากจะทำอะไรมันก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากฉันก่อน”

       ความรู้สึกระอาใจสายหนึ่งผุดขึ้นในอกของจี้ทิง ทว่าเพียงแค่ขยับริมฝีปากจะเอ่ยโต้ตอบ เสียงท้องร้อง ‘โครก’ ยาวๆ ก็ดังขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

       เขาก้มลงมองท้องตัวเอง จี้เยี่ยนจื๋อจึงหัวเราะออกมา “ทำไม อยู่กับลู่เหยียนชูตั้งนานสองนาน แต่กลับไม่มีปัญญาหาข้าวมากินหรือไง?”

       “ผม...”

       จิ้งยังไม่ทันพูดจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็ลุกขึ้นจากโซฟา “ผมอะไรของนาย ไปกินข้าวซะ!”

       จากนั้นทั้งสองก็เดินตามกันไปยังห้องอาหาร ก่อนที่อาหารจะขึ้นโต๊ะ จี้ทิงก็หาจังหวะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู

       ลู่เหยียนชู : [จี้ทิง ถึงบ้านหรือยัง?]

       จี้ทิงตอบกลับไปว่า ‘อืม’ จากนั้นก็กดออกจากบทสนทนาแล้วส่งข้อความหาสวีเหรินแทน : [สวีเหริน นายอยู่ที่ห้องแล็บหรือเปล่า?]

       ไม่ถึงครึ่งนาที สวีเหรินก็ตอบกลับมา [อาจารย์จี้ ผมกำลังส่งเอกสารการทดลองให้อาจารย์อยู่ครับ]

       จี้ทิงพิมพ์ตัวอักษรลงไปไม่กี่คำ ทว่าคิดดูอีกทีเขาก็ลบทิ้งเสีย เรื่องนี้พูดยาวๆ ผ่านข้อความคงไม่จบ ไว้คุยกันทีหลังน่าจะดีกว่า

       จี้ทิง : [ถ้าคุณว่าง อีกครึ่งชั่วโมงผมจะโทรหานะ]

       สวีเหรินส่งสติกเกอร์รูปดีใจกลับมาทันควัน

       “นายกำลังส่งข่าวให้ลู่เหยียนชูงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

       จี้ทิงเงยหน้าสบตาแล้วตอบตามความจริง “เปล่าครับ เขาแค่ถามว่าผมถึงบ้านหรือยัง”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียงในลำคอ “ฉันเตือนนายไว้ก่อนนะ ลู่เหยียนชูคนนั้นภายนอกดูสะอาดบริสุทธิ์เหมือนเทพบุตร แต่ข้างในเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว อย่าให้เขาแค่ส่งยิ้มให้ไม่กี่ทีก็ยอมไปถวายหัวทำงานให้เขาล่ะ”

       คิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อย เขาถามออกไปตรงๆ ด้วยความสงสัย “พี่ประเมินเขาแบบนี้ เป็นเพราะพี่เคยเสียท่าให้เขามาก่อนเหรอครับ?”

       “ฉันเนี่ยนะจะเสียท่าให้ลู่เหยียนชู!” จี้เยี่ยนจื๋อขึ้นเสียงสูงขึ้นสองระดับ “เขามีค่าคู่ควรพอเหรอ สมองอย่างเขาน่ะมีปัญญาทำได้งั้นเหรอ!”

       จี้ทิงพยักหน้าเงียบๆ ในใจ [ดูท่าจะเคยจริงๆ ด้วยสินะ มิน่าล่ะจี้เยี่ยนจื๋อถึงอยากจะเอาคืนนัก]

       เมื่อสิ้นความคิดนั้น ร่างของจี้ทิงก็พลันชะงักงันไปชั่วขณะ กระทั่งคำพูดที่จี้เยี่ยนจื๋อพ่นออกมาหลังจากนั้นเขาก็แทบไม่ได้ยินมันอีกเลย

       เมื่อกี้... เขาสามารถแยกแยะได้แล้วว่าคนอื่นกำลังพูดประชดประชันอยู่ เขารับรู้ได้โดยไม่ต้องลังเล ไม่ต้องวิเคราะห์เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่มันคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณล้วนๆ

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า มองไปยังจี้เยี่ยนจื๋อด้วยสายตาพร่าเลือน [หรือว่าจะเป็นเพราะเขาจริงๆ ที่ทำให้ฉันกลายเป็นคนปกติได้?]

       จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่จู่ๆ ก็เงียบเสียงลง ริมฝีปากบางเผยอออกเล็กน้อย คิ้วที่ขมวดมุ่นแสดงถึงความไม่เข้าใจอย่างชัดเจน

       หมายความว่ายังไง กลายเป็นคนปกติงั้นเหรอ นี่ที่ผ่านมาจี้ทิงมองว่าตัวเองไม่ปกติอย่างนั้นเหรอ?

       ทั้งสองตกอยู่ในห้วงความคิดอันสับสนพร้อมๆ กัน ทันใดนั้น พ่อบ้านก็เดินเข้ามาที่โต๊ะ “คุณชายใหญ่ ให้จัดโต๊ะเสิร์ฟอาหารเลยไหมครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อได้สติ ทว่าหัวคิ้วยังคงขมวดเป็นปม “อืม”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองจี้ทิงแวบหนึ่ง เห็นว่าอีกฝ่ายยังคงนิ่งค้างคล้ายติดอยู่ในวังวนของคำถามเมื่อครู่ เขาจึงละสายตาลงและเลือกที่จะไม่พูดอะไร

       หลังมื้ออาหารจบลง จี้ทิงก็กลับมามีท่าทีสงบนิ่งดังเดิม

       เมื่อเห็นจี้เยี่ยนจื๋อวางตะเกียบลง เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “พรุ่งนี้เป็นวันหยุด ลู่เหยียนชูจะไปหาสวีเหริน พี่จะไปด้วยไหมครับ?”

       ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อขรึมตึงขึ้นมาทันที “นายเห็นคำพูดของฉันเป็นแค่ลมปากหรือไง?”

       “ผมถึงได้ถามพี่ไงครับ เพราะถ้าพี่ไป ลู่เหยียนชูก็จะได้ขอร้องพี่ต่อหน้าได้เลย” จี้ทิงดูเหมือนจะเริ่มหาวิธีรับมือกับอีกฝ่ายได้แล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบ เขาเดินลุกออกจากโต๊ะอาหารไป ทว่าก่อนจะพ้นจากห้อง เขาก็ทิ้งคำพูดเย็นชาไว้ประโยคหนึ่ง “ดูอารมณ์ฉันก่อนแล้วกัน”

       ถ้าไม่ใช่เพราะอยากจะลากไส้ไอ้สายลับนั่นออกมา เขาคงไม่สนความเป็นความตายของลู่เหยียนชูหรอก

       จี้ทิงพอจะเดาออกว่าอีกฝ่ายน่าจะตอบตกลง จึงกลับห้องไปโทรหาสวีเหริน

       เมื่อสวีเหรินได้ยินว่าโปรแกรมดักฟังจะใช้ชื่อของเขาเป็นคนทำ แม้จะรู้สึกผิดและละอายใจอยู่บ้างแต่ก็ตอบตกลงทันที ทว่าพอได้ยินว่าคนที่จะให้ใช้คือลู่เหยียนชู สมองของเขาก็ถึงกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ “ใคร... ใครนะครับ ลู่... ลู่เหยียนชูงั้นเหรอ ดาราดังคนนั้นน่ะเหรอครับ?”

       “อืม”

       สวีเหรินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ “อาจารย์จี้ ไปรู้จักเขาได้ยังไงครับเนี่ย”

       จี้ทิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเลือกอธิบายสั้นๆ ให้เข้าใจง่าย “ลู่เหยียนชูเป็นศัตรูหัวใจของพี่ชายผมน่ะ พวกเขาเคยรู้จักกันมาก่อน”

       “ฮะ?”

       จี้ทิงถือว่าได้เอ่ยเตือนเพื่อดักทางล่วงหน้าแล้ว เขาจึงเอ่ยต่อเรียบๆ “เพราะงั้น พรุ่งนี้ถ้าสองคนนั้นมีท่าทีแปลกๆ ใส่กัน คุณก็ทำเป็นไม่เห็นไปซะ แค่ทำหน้าที่เพื่อนของผมให้ดีก็พอ”

       สวีเหรินเริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา “ผม... ผมจะพยายามครับ”

       “อืม รบกวนด้วยนะ”

       หลังจากวางสายจากสวีเหริน เขาก็กดเข้าไปในแชทของลู่เหยียนชู

       ผ่านไปไม่นานหลังจากส่งข้อความ อีกฝ่ายก็โทรกลับมา

       “ฮัลโหล”

       “จี้ทิง ฉันเห็นข้อความแล้วนะ” ลู่เหยียนชูเว้นจังหวะเล็กน้อย น้ำเสียงดูทุ้มต่ำลง “จี้เยี่ยนจื๋อคงจะว่านายเรื่องของฉันใช่ไหม ขอโทษนะที่ฉันเป็นต้นเหตุทำให้นายลำบาก”

       เขามองผ่านข้อความก็รู้ได้ทันทีว่าจี้ทิงคงถูกบีบบังคับ เพราะด้วยนิสัยของจี้ทิงตอนนี้ คงไม่มีทางหาเรื่องใส่ตัวด้วยการดึงจี้เยี่ยนจื๋อเข้ามาเกี่ยวแน่ๆ

       จี้ทิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านั้น เขาแค่ถามว่า “งั้นพรุ่งนี้ที่ต้องเจอกัน คุณ...”

       “วางใจเถอะ” ลู่เหยียนชูหัวเราะเบาๆ “ในเมื่อมาขอร้องเขา ก็ต้องมีท่าทีแบบคนมาขอร้อง ต่อให้ต้องทำเพื่อนาย ฉันก็จะยอมโอนอ่อนให้จี้เยี่ยนจื๋อแล้วกัน”

       บรรยากาศในคำพูดนั้นดูแปลกประหลาดไปบ้าง ทว่าจี้ทิงกลับไม่ได้รู้สึกถึงมัน “อืม งั้นเจอกันพรุ่งนี้ครับ”

       “เจอกันพรุ่งนี้ ฝันดีนะ”

       เมื่อประสานงานทั้งสามฝ่ายเสร็จสิ้น ก็เหลือเพียงจี้เยี่ยนจื๋อเท่านั้น

       จี้ทิงนั่งนิ่งๆ อยู่บนเก้าอี้หนึ่งนาที ก่อนจะล้มเลิกความคิดที่จะเดินลงไปหาคนข้างล่าง

       ...

       เวลา 10.00 น. ลู่เหยียนชูส่งโลเคชั่นมาให้ เป็นคลับส่วนตัวที่ชื่อว่า ‘แชนทิลลี’

       จี้ทิงหยิบโทรศัพท์เดินลงมาข้างล่างจนถึงหน้าห้องของจี้เยี่ยนจื๋อ

       เขาเคาะประตูสองครั้ง ครู่ใหญ่ประตูจึงเปิดออก

       จี้เยี่ยนจื๋อยืนอยู่หลังบานประตู ทั้งที่รู้ดีว่าจี้ทิงมาหาเพราะเรื่องอะไร แต่เขาก็ยังคงปั้นหน้านิ่งถามไปว่า “มีอะไรก็รีบพูดมา”

       จี้ทิงมองสำรวจใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกไปว่า “วันนี้พี่อารมณ์ดีไหมครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเบือนหน้าไปทางอื่นเล็กน้อยพร้อมแค่นเสียง ‘ฮึ’ “ก็พอใช้ได้”

       สิ้นคำนั้น จี้ทิงก็ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา “ตอนนี้เวลาสิบโมงสิบสามนาที”

       พูดจบ เขาก็เงยหน้าสบตากับจี้เยี่ยนจื๋อ “เราต้องไปรับสวีเหรินที่มหาวิทยาลัยด้วย เพราะงั้นเราต้องออกเดินทางก่อน ผมให้เวลาพี่สิบห้านาทีในการเปลี่ยนชุด แล้วผมจะไปรอที่ข้างล่างนะครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อ "..."


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^