ตอนที่ 42 ทำไมถึงทำได้เหมือนกัน
ตอนที่ 42 ทำไมถึงทำได้เหมือนกัน
พอเลยช่วงเวลาสิบเอ็ดโมงมาได้ไม่นาน รถของจี้ทิงก็เคลื่อนเข้ามาจอดสนิทที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
“อาจารย์จี้ ความจริงคุณไม่เห็นต้องลำบากมารับผมเลยครับ ผมนั่งรถไฟใต้ดินไปเองก็ได้” สวีเหรินพูดขึ้น หลังจากก้าวขึ้นรถมาแล้ว
“ไม่เป็นไรครับ ยังไงก็ทางผ่านพอดี”
จี้ทิงมองสวีเหรินที่คาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อย จึงหมุนพวงมาลัยบังคับรถให้ทะยานออกจากหน้าประตูมหาวิทยาลัย
สวีเหรินเพิ่งจะกดล็อกเข็มขัดเข้าที่ ก็รีบหันไปทักทายคนด้านหลังทันที “ประธานจี้ สะ...”
ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบประโยค ดวงตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ให้ตายเถอะ ทำไมวันนี้ประธานจี้ถึงได้หล่อขนาดนี้นะ!
ไม่ใช่ว่าปกติจี้เยี่ยนจื๋อจะดูไม่ดี แต่ทว่าวันนี้เขากลับมีกลิ่นอายบางอย่าง... บางอย่างที่สวีเหรินเองก็บอกไม่ถูก รู้แต่เพียงว่าเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของดาบล้ำค่าไร้ฝักที่ประดับด้วยอัญมณีล้ำค่าไปทั่วทั้งเล่ม ทั้งดูโอ่อ่าสูงศักดิ์ และขณะเดียวกันก็คมกริบเย็นเยียบ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายมองเขาจนเหม่อลอย จึงเพียงแต่พยักหน้าตอบรับอย่างเย็นชา “สวัสดีตอนเที่ยงครับ”
สวีเหรินดึงสติกลับมา เขารีบเอ่ยทักทายตอบกลับไป
เขาหันกลับมามองจี้ทิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทว่าฝ่ายหลังกำลังตั้งสมาธิอยู่กับการขับรถ จึงไม่ได้สังเกตเห็นสัญญาณที่เขาส่งไป
บรรยากาศภายในรถตกอยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง ก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามถึงเรื่องการตีพิมพ์วารสารวิชาการของสวีเหรินแทน
“อาจารย์ที่ปรึกษากำลังช่วยผมรวบรวมเอกสารอยู่ครับ” เมื่อพูดถึงหัวข้อนี้ น้ำเสียงของสวีเหรินก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นทันที “เขาบอกว่าด้วยคุณสมบัติของผมตอนนี้ วารสารชั้นนำห้าอันดับแรกอาจจะยังสูงเกิน แต่ LSA [1] มีโอกาสสูงมาก เขาเลยกำชับให้ผมคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ครับ”
ขณะที่พูด เขามองไปทางจี้ทิงด้วยดวงตาที่เป็นประกาย จี้ทิงยกยิ้มที่มุมปากบางเบา พยักหน้าให้เพื่อเป็นกำลังใจ
จี้เยี่ยนจื๋อย่อมเข้าใจถึงความสำคัญของเรื่องนี้ดี จึงเอ่ยขึ้นว่า “มีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้ทันที ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบคุณครับประธานจี้”
ประมาณสิบห้านาทีต่อมา รถสปอร์ตของจี้ทิงก็มาหยุดอยู่ที่หน้าคลับแชนทิลลี
พนักงานต้อนรับรีบวิ่งเข้ามาเปิดประตูรถให้ ทันทีที่สวีเหรินก้าวลงจากรถ เขาก็ถึงกับหลุดเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความทึ่ง
ภาพที่เห็นคือลู่เหยียนชูที่เดินออกมาจากด้านใน ร่างสูงโปร่งนั้นราวกับมีแสงนวลตาแผ่ออกมาโดยธรรมชาติ แม้แต่รอยยิ้มที่ประดับบนมุมปากก็ยังสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ
“จี้ทิง” เขาเอ่ยทักทายจี้ทิง ก่อนจะหันไปทางจี้เยี่ยนจื๋อ “ประธานจี้ บังเอิญเหลือเกินนะครับที่เราได้พบกันอีกแล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองมือที่ยื่นมาอย่างเย็นชา ก่อนจะยกมือขึ้นจับตอบ “ไม่บังเอิญหรอก เพราะเมื่อวานฉันเพิ่งเห็นนายในข่าวนี่เอง”
เมื่อต้องเผชิญกับถ้อยคำที่เย็นชาบาดหูของจี้เยี่ยนจื๋อ ลู่เหยียนชูไม่ได้โต้ตอบอะไร เพียงแต่ส่งยิ้มตามมารยาทกลับไปเท่านั้น
เพื่อไม่ให้จี้ทิงต้องลำบากใจ เขารู้ดีว่าวันนี้ตนเองต้องคอย ‘ตามน้ำ’ เอาใจจี้เยี่ยนจื๋อเสียหน่อย
จังหวะนั้นเอง จี้ทิงเดินอ้อมมาจากหน้ารถแล้วช่วยแนะนำ “คุณลู่ครับ นี่คือเพื่อนของผม สวีเหริน”
“สวัสดีครับคุณสวี ยินดีที่ได้พบนะครับ”
สวีเหรินมองจนตาค้าง “สะ...สวัสดีครับ”
ถ้าจะเปรียบว่าจี้เยี่ยนจื๋อคือดาบล้ำค่าที่เปล่งประกายโชติช่วง ลู่เหยียนชูก็คงเป็นแจกันหยกชั้นเลิศที่งดงามนวลตา เพียงแค่เขายกยิ้มบางๆ ก็ประหนึ่งห้อมล้อมไปด้วยหยาดฝนและม่านหมอกคล้ายจับต้องไม่ได้ ชวนให้ผู้คนลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น
“ข้างในเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้ว เชิญด้านในเถอะครับ”
“สวีเหริน พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
กว่าสวีเหรินจะหลุดจากภวังค์ก็ตอนที่ได้ยินเสียงเรียกของจี้ทิง เขาจึงรีบก้าวตามไปติดๆ พลางกระซิบถาม “อาจารย์จี้ครับ ประธานจี้กับคุณลู่เหยียนชูเขาชอบคนคนเดียวกันจริงๆ เหรอครับ?”
“อืม”
สวีเหรินนึกประหลาดใจในใจ ให้ตายเถอะ คนคนนั้นต้องดีเลิศขนาดไหนกันนะถึงทำให้ผู้ชายที่โดดเด่นถึงสองคนต้องมาแย่งชิงกันแบบนี้
ในตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าจี้ทิงเองก็เคย ‘หลงรัก’ หลิงซีมาก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องคิดว่าหลิงซีเป็นเทพเซียนจุติลงมาเกิดเป็นแน่
เมื่อทุกคนเข้าไปยังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ ระหว่างทางไม่พบแขกคนอื่นเลย เห็นได้ชัดว่าวันนี้ลู่เหยียนชูเหมาคลับแห่งนี้ไว้ทั้งหมด
เขาเข้าใจดีว่าวันนี้แต่ละคนไม่ได้มาเพื่อทานข้าวเพียงอย่างเดียว ดังนั้นก่อนเข้าห้องจึงสั่งให้ผู้จัดการคอยดูแลความเรียบร้อย แล้วค่อยนำอาหารเข้ามาเสิร์ฟในภายหลัง
หลังจากทั้งสี่คนนั่งลงเรียบร้อย ลู่เหยียนชูก็ไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเริ่มเข้าประเด็นทันที “ประธานจี้ จี้ทิงคงจะเล่าเรื่องปัญหาของผมให้คุณฟังแล้วเมื่อวาน การที่คุณยอมยื่นมือเข้ามาช่วย ผม...”
“คุณลู่รีบสรุปเร็วเกินไปหน่อยมั้ง” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อแม้จะไม่มีแววเยาะเย้ยถากถางแล้ว แต่ก็ยังไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกอยู่ดี “การดักฟังเครื่องมือสื่อสารของผู้อื่นถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ต่อให้ฝ่ายนั้นจะมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าจะเป็นสายลับ แต่นายมีหลักฐานมายืนยันเรื่องนี้หรือเปล่า?”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ตั้งใจจะหาเรื่องลำบากใจ แต่ในเมื่อต้องใช้เทคโนโลยีจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่ เขาจึงไม่สามารถตัดสินใจอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าเพียงเพราะคำบอกเล่าของลู่เหยียนชูได้
ถ้าพูดถึงหลักฐานที่มัดตัวแน่น ลู่เหยียนชูยังไม่มีจริงๆ ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่รีบร้อนขอความช่วยเหลือจากจี้ทิงขนาดนี้ แต่หากเป็นเบาะแสบางอย่าง ทางเขาก็พอจะสืบพบมาบ้างแล้ว
“รอสักครู่นะครับ” เขาลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือจากโซฟาด้านข้าง แล้วนำโน้ตบุ๊กออกมา
“พอจับได้ว่ามีคนพยายามแทรกแซงงานสร้างภาพยนตร์ ผมจึงสั่งตรวจสอบรายชื่อบริษัทโพสต์โปรดักชันอย่างละเอียด”
ลู่เหยียนชูเลื่อนเมาส์แล้วเปิดไฟล์เอกสารขึ้นมา “บริษัทวิชวลที่ชื่อเมิ่งลี่แห่งนี้ เคยได้รับเงินระดมทุนจากภายนอกเมื่อปีก่อน...”
เมื่อทั้งสองเริ่มสนทนาเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจ สวีเหรินที่อยู่ข้างๆ ก็ฟังไม่รู้เรื่องและรู้สึกเบื่อที่ต้องนั่งนิ่งๆ จึงแอบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งข้อความหาจี้ทิง
[อาจารย์จี้ครับ ผมดูแล้วท่าทางประธานจี้เริ่มอ่อนลงแล้วนะ]
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะพิมพ์ตอบ : [อืม จี้เยี่ยนจื๋อจะไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงานจนเสียเรื่องหรอก]
นับตั้งแต่จี้เยี่ยนจื๋อขึ้นเป็นประธานของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ ตระกูลจี้ก็ไม่เคยทำผิดกฎหมายอีกเลย อีกทั้งในโครงการที่ร่วมมือกับรัฐบาลหลายโครงการ เขายังมอบสิทธิบัตรเทคโนโลยีให้ฟรีๆ จนบรรดาคณะกรรมการบริหารต่างพากันไม่พอใจเขาอยู่ไม่น้อย
สวีเหริน : [แล้วคุณคิดว่าประธานจี้จะยอมช่วยศัตรูหัวใจของตัวเองไหมครับ?]
จี้ทิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปสั้นๆ ว่าไม่รู้
เขาไม่รู้จริงๆ เพราะในนิยายนั้น ไม่ว่าฝ่ายรุกทั้งสามจะเก่งกาจทรงอำนาจหรือมีเล่ห์เหลี่ยมในการทำงานเพียงใด ทว่าทันทีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของนายเอก พวกเขาก็พร้อมจะทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามแม้จะต้องยอมเจ็บตัวไปด้วยก็ตาม
จี้เยี่ยนจื๋อและลู่เหยียนชูสนทนากันอย่างต่อเนื่องร่วมครึ่งชั่วโมง ในขณะที่ยังคงคุยกันอยู่นั้น จู่ๆ ทั้งสองคนก็ได้ยินเสียงของจี้ทิงดังขึ้นพร้อมกัน
[หิวข้าวแล้วแฮะ]
จี้เยี่ยนจื๋อเตรียมจะเอ่ยขัดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ทว่านึกไม่ถึงว่าลู่เหยียนชูจะหยุดพูดไปเองเสียดื้อๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน “คุยกันมานานแล้ว อาหารน่าจะเตรียมเสร็จพอดี พวกเราทานข้าวกันก่อนเถอะครับ”
ลู่เหยียนชูหันไปมองจี้เยี่ยนจื๋อ ตั้งใจจะถามความเห็น แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วแน่น สีหน้าดูประหลาดใจพิกล แถมยังจ้องมองเขาเขม็งราวกับจะจับผิด
เขาเข้าใจไปเองว่าอีกฝ่ายไม่พอใจในพฤติกรรมที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องเช่นนี้ จึงยิ้มออกมาเล็กน้อย “จี้ทิงกับคุณสวีนั่งรอเฉยๆ คงจะเบื่อแย่ ให้พวกเขาเริ่มทานก่อนเถอะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อพยักหน้าตอบรับอย่างเย็นชา โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าภายในใจของเขากำลังสับสนและหวาดระแวงอย่างหนัก
เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อสงสัยของตนเอง เขาจึงฉวยโอกาสในจังหวะที่ลู่เหยียนชูลุกเดินออกไปนอกห้อง เอ่ยขึ้นว่า “จี้ทิง นายมานี่หน่อย”
จี้ทิงเดินมาหยุดตรงหน้าเขา “มีอะไรครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้พูดในทันที เขาเอียงหูเล็กน้อยประหนึ่งกำลังฟังความเคลื่อนไหวภายนอก
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของลู่เหยียนชูที่กำลังเดินกลับมา เขาก็โพล่งถามขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย “เมื่อกี้นายก็ฟังอยู่ตั้งนาน นายคิดว่าควรจะช่วยเขาไหม?”
จี้ทิงเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะตอบ แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับพูดแทรกขึ้นก่อน “นิ่งคิดในใจให้ดีๆ ก่อนแล้วค่อยพูด”
จี้ทิงกะพริบตาเบาๆ [ต่อให้วันนี้ไม่มีเบาะแสพวกนี้ เดิมทีฉันก็ตัดสินใจไปแล้วว่าจะช่วยลู่เหยียนชู]
สิ้นเสียงนั้น ลู่เหยียนชูก็ก้าวเท้ากลับเข้ามาด้านในพอดี
จี้เยี่ยนจื๋อรีบหันขวับไปมองทันที และเขาก็จับสังเกตรอยยิ้มที่แวบผ่านมุมปากของลู่เหยียนชูได้พอดิบพอดีเช่นกัน
เชิงอรรถ
[1] LSA (Light : Science & Applications) คือ วารสารวิชาการระดับนานาชาติชั้นนำที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยแบบ Open Access (เข้าถึงได้ฟรี) ในสาขาทัศนศาสตร์และโฟตอนิกส์ ทั้งในแง่พื้นฐานและประยุกต์
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^