LNCrawler

ตอนที่ 46 ทำเขาร้องไห้อีกแล้ว

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 46 ทำเขาร้องไห้อีกแล้ว

        จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่จี้ทิงด้วยโทสะที่ยังไม่จางหาย ก่อนจะหันไปสั่งเลี่ยวข่าย “ให้เขาเข้ามา”

       พวกเขารออยู่ในห้องอาหารเพียงครู่เดียว สวีเหรินก็เดินคอตกพลางสูดน้ำมูกเข้ามาด้วยท่าทางไร้เรี่ยวแรง

       ทั้งสองสังเกตเห็นได้ทันทีว่าอารมณ์ของเขาดูผิดปกติ จี้ทิงจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า “สวีเหริน คุณเป็นอะไรไป?”

       “ผม... คือผม...” ทันทีที่เห็นหน้าจี้ทิง สวีเหรินก็กลั้นสะอื้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป “หายไปแล้ว... หายไปหมดเลยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่น “อะไรหาย พูดให้มันชัดๆ หน่อย”

       “คอมพิวเตอร์หายครับ โทรศัพท์ก็... ก็หายด้วย ข้อมูลการทดลองทั้งหมดอยู่ในนั้น ไม่เหลืออะไรเลย... ไม่เหลือเลยสักอย่าง...”

       ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเฉียบคมขึ้นมาทันที เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและจริงจัง “หายที่ไหน ข้อมูลการวิจัยสำคัญขนาดนั้น คุณไม่ได้สำรองข้อมูลไว้เลยหรือไง?”

       “มี... มีสำรองครับ” เขาสะอื้น “แต่ฮาร์ดดิสก์พกพาก็ถูกขโมยไปพร้อมกัน ในคลาวด์ก็เก็บไว้แค่บางส่วนเท่านั้นครับ”

       ไฟโทสะของจี้เยี่ยนจื๋อปะทุขึ้นมาทันควัน ตัวสวีเหรินเองก็เป็นถึงนักวิจัย เรื่องสำคัญอย่างการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลกลับทำได้แย่ขนาดนี้เชียวหรือ

       ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากตำหนิ จี้ทิงกลับหันมาปราม “อย่าเพิ่งดุเขาเลย ให้เขาพักหายใจสักครู่เถอะครับ”

       พูดจบ จี้ทิงก็ประคองสวีเหรินให้นั่งลงบนเก้าอี้ พร้อมกำชับให้พ่อบ้านช่วยรินน้ำอุ่นมาให้แก้วหนึ่ง

       ผ่านไปไม่กี่นาที อารมณ์ของสวีเหรินจึงเริ่มสงบลงบ้าง เขาเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทั้งสองคนฟัง

       เมื่อวานหลังจากแยกกับจี้ทิง เขาก็ไปที่บ้านของอาจารย์ที่ปรึกษา สองคนอาจารย์กับศิษย์ช่วยกันรวบรวมข้อมูลการทดลองจนถึงช่วงค่ำ และทำงานต่อหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ

       สวีเหรินย้อนความทรงจำว่ายังไม่ทันถึงสามทุ่ม เขาก็รู้สึกง่วงจนทนไม่ไหว อาจเป็นเพราะเขาอดนอนมาเมื่อคืนก่อนหน้า ภรรยาของอาจารย์จึงจัดแจงให้เขาไปนอนพักที่ห้องนอนแขก

       แต่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงอึกทึกในช่วงเช้าตรู่ เขาก็พบว่าภายในห้องถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจายระเกะระกะ ทั้งอาจารย์และภรรยาต่างมีสีหน้าตระหนกตกใจ จนกระทั่งเขาเอ่ยเตือน ทั้งสามคนจึงรีบตรวจสอบว่ามีข้าวของอะไรสูญหายไปบ้าง

       “ของมีค่าทุกอย่างในบ้านอาจารย์ถูกขโมยไปหมดเลยครับ ทั้งโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ แล้วก็เงินสด แม้แต่เครื่องประดับที่ภรรยาอาจารย์เก็บไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าก็ไม่เหลือ”

       “แล้วคนล่ะ มีใครได้รับบาดเจ็บไหม?”

       สวีเหรินส่ายหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “ไม่ครับ อาจารย์บอกว่ายังดีที่พวกเราหลับสนิท ไม่อย่างนั้นถ้าตื่นมาเจอคนร้ายเข้า ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา”

       หัวคิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม เขาถามต่อว่า “ไม่ได้แจ้งความเหรอ?”

       “แจ้งครับ แต่ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง อาจารย์บอกให้ผมเลี่ยงออกมาก่อน”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมาทันที “ทำไมเขาถึงให้คุณออกมาก่อนล่ะ?”

       สวีเหรินสูดน้ำมูกพลางก้มหน้าลง “เขาบอกว่ายังไงผมก็เป็นคนนอก เพิ่งมาถึงบ้านก็เกิดเรื่องขึ้นเลย เขากลัวว่าตำรวจจะสงสัยในตัวผมเป็นคนแรกน่ะครับ”

       คำพูดนี้หากฟังเผินๆ ก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติ เป็นเพียงความปรารถนาดีของครูที่มีต่อศิษย์ แต่จี้เยี่ยนจื๋อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า...

        [ผิดปกติ]

       เขาสะบัดหน้าไปมองจี้ทิงที่อยู่ข้างๆ แต่อีกฝ่ายกลับมีใบหน้าเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของการใช้ความคิดโดยสิ้นเชิง

       จี้เยี่ยนจื๋อรออยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่เห็นจี้ทิงจะเอ่ยปากบอกว่ามันผิดปกติที่ตรงไหน จึงคิดไปเองว่าจี้ทิงก็แค่โชคดีที่เดาถูก

       จี้เยี่ยนจื๋อหันกลับมามองสวีเหริน แต่จี้ทิงกลับชิงพูดขึ้นเสียก่อน “ช่างเรื่องโน้ตบุ๊กของคุณไปก่อนเถอะ ปกติคุณทำแล็บที่มหาวิทยาลัย ข้อมูลพวกนั้นก็น่าจะเคยอัปโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของห้องปฏิบัติการบ้างไม่ใช่เหรอ?”

       สวีเหรินเบะปากทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ “ช่วงนี้ศูนย์คอมพิวเตอร์กำลังอัปเกรดอุปกรณ์ NAS [1] ครับ ช่องสัญญาณเครือข่ายช้ามาก พวกเราเลยมักจะเซฟไว้ในเครื่องตัวเองกันหมด”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็นทันที “เฮอะ ช่างประจวบเหมาะดีจริงๆ”

       สีหน้าของสวีเหรินเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตา เขารีบละล่ำละลักอธิบาย “เรื่องจริงนะครับ ผมไม่ได้โกหก พวกคุณไปสอบถามที่มหาวิทยาลัยของผมได้เลย!”

       จี้ทิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เขาไม่ได้หมายถึงคุณ”

       แน่นอนว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้พุ่งเป้าไปที่สวีเหริน เขาเพียงแต่รู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างพอดิบพอดีกันไปหมดจนจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากแผนการของใครบางคน

       ข้าวของมีค่าในบ้านหายไปจนเกลี้ยง แสดงว่าหัวขโมยต้องใช้เวลารื้อค้นอยู่นาน สวีเหรินหลับสนิทน่ะพอเข้าใจได้ แต่สองสามีภรรยาเจ้าของบ้านจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตลอดเวลานั้นเชียวหรือ...

       ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์มหาวิทยาลัยย่อมไม่ใช่คนโง่ถึงขั้นไม่รู้กฎหมาย จะเป็นไปได้ยังไงที่หลังจากแจ้งความแล้วกลับจะให้สวีเหรินหนีไปก่อน

       สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบลงเรื่อยๆ ก่อนจะโพล่งขึ้นว่า “คุณไปจัดการตัวเองซะ เดี๋ยวผมจะให้คนไปส่งคุณที่สถานีตำรวจที่รับเรื่อง”

       สวีเหรินตกใจ “ผม...”

       “ไม่ต้องกลัว ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัทและบอดี้การ์ดไปกับคุณด้วย ตราบใดที่คุณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ผมรับรองว่าจะพาคุณกลับมาแบบครบสามสิบสองแน่นอน”

       ถ้าสมมติว่าสวีเหรินและครอบครัวอาจารย์เป็นผู้เสียหายจริง การที่เขาเดินออกมาแบบนั้นจะทำให้หลายเรื่องอธิบายได้ยาก

       สวีเหรินมองจี้ทิงด้วยความกังวล จี้ทิงจึงกล่าวว่า “ทำตามที่เขาบอกเถอะ เรื่องอื่นเดี๋ยวผมจะหาทางช่วยเอง”

       “นายน่ะเหรอจะช่วยอะไรเขาได้” จี้เยี่ยนจื๋อตำหนิเสียงเขียว “อยู่บ้านนิ่งๆ อย่าหาเรื่องวุ่นวายมาเพิ่มจะดีกว่า”

       จี้ทิงไม่ได้เลือกที่จะโต้เถียง จี้เยี่ยนจื๋อจึงเดินไปโทรศัพท์ที่ด้านข้าง

       แม้ตัวเองจะเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่สวีเหรินยังไม่วายพะวงถึงสัญญาที่มีต่อกัน “อาจารย์จี้ครับ ถ้าผมกลับมาทันก่อนเที่ยง ผมจะช่วยเอาของไปส่งให้คุณลู่เองนะครับ”

       จี้ทิงคิดในใจว่า ถ้าเป็นไปตามข้อสันนิษฐานของเขา สวีเหรินคงไม่น่าจะกลับมาได้ในเร็วๆ นี้แน่

       “เรื่องของลู่เหยียนชู คุณไม่ต้องห่วงหรอก ผมจัดการเองได้” พูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “คุณเอาที่อยู่บ้านอาจารย์มาให้ผมก็พอ เดี๋ยวผมจะช่วยตามของที่หายไปกลับมาให้ก่อน”

       “จะตามกลับมาได้จริงๆ เหรอครับ?” สวีเหรินถามด้วยนัยน์ตาเปี่ยมหวัง

       “อืม ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก”

       สวีเหรินรับโทรศัพท์ไปพิมพ์ที่อยู่พร้อมรุ่นของโทรศัพท์และโน้ตบุ๊กลงในแอปบันทึกข้อความ ทั้งยังเขียนรหัสผ่านและบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ทิ้งไว้ให้เสร็จสรรพ

       “สวีเหริน”

       สวีเหรินเงยหน้าที่มีดวงตาแดงก่ำและบวมเป่งขึ้น “ครับ?”

       จี้ทิงคิดแล้วคิดอีก จากนั้นเขาก็เห็นว่าควรบอกให้สวีเหรินได้เตรียมใจไว้บ้าง “ถ้าเทคโนโลยีรั่วไหลออกไป คุณก็อย่าได้โทษตัวเองหรือเสียใจไปเลยนะ อย่าลืมสิ ผมเคยบอกแล้วว่ายังมีวัสดุที่ดีกว่าท่อนาโนคาร์บอนผนังเดี่ยวอีก”

       สวีเหรินจ้องหน้าเขาตาค้าง ทั้งที่เป็นคำปลอบโยนแท้ๆ แต่น้ำตาหยดโตกลับร่วงเผาะลงมา

       “แต่คือนั่นมันเป็นของพวกเราสองคน... ทั้งหมดเป็นเพราะผม... เป็นความผิดของผมเอง...”

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินกลับมาพอดีก็เห็นสวีเหรินกำลังร้องไห้โฮ เขาตวัดสายตาเย็นชาไปทางจี้ทิง “นายทำเขาร้องไห้อีกแล้วเหรอ?”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น ในดวงตาคู่นั้นมีความเลิ่กลั่กที่แสนจะหายากปรากฏอยู่ “ผมตั้งใจจะปลอบเขาต่างหาก”

       เขาไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป หรือบางทีอาจเป็นเพราะโรคที่เป็นอยู่ ที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกเศร้าของคนอื่นได้

       จี้เยี่ยนจื๋อเลื่อนเก้าอี้นั่งลงด้วยความหงุดหงิด พลางหันไปพูดกับสวีเหริน “เป็นผู้ชายอกสามศอกจะร้องไห้ทำไม ข้อมูลการทดลองพวกนั้นต่อให้ถูกขโมยไปก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงผมจะรับคุณเข้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่อยู่ดี”

       “ฮึก... ฮือออออ!”

       สวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดเสียงร้องไห้หนักกว่าเดิม จี้ทิงจึงเบนสายตาเรียบเฉยไปมองพี่ชาย “คราวนี้พี่เป็นคนทำเขาร้องไห้เองนะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อ "..."

       พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ คนหนึ่งก็ทื่อ อีกคนก็ขวานผ่าซาก คุณชายทั้งสองจะไหวไหมเนี่ย!

 

 

       เชิงอรรถ

        [1] NAS (Network Attached Storage) คือ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย (LAN/Wi-Fi) ทำหน้าที่เป็น Private Cloud หรือศูนย์กลางเก็บข้อมูลภายในบ้านหรือองค์กร ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถบันทึก แชร์ และเข้าถึงไฟล์ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยผ่านคอมพิวเตอร์และมือถือ


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^