ตอนที่ 47 เจ้าหูน้อยจี้
ตอนที่ 47 เจ้าหูน้อยจี้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทนายหลิวจากฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็เดินทางมาถึง
เขาฟังคำบอกเล่าลำดับเหตุการณ์จากสวีเหรินคร่าวๆ เมื่อฟังจบก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร เพียงแค่เหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อแวบหนึ่ง
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ทันทีว่าอีกฝ่ายมีเรื่องจะคุยด้วย ทั้งสองจึงเลี่ยงไปคุยกันตามลำพัง
“ประธานจี้ครับ เรื่องสวีเหรินคนนี้...”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีว่าเขาต้องการจะพูดอะไร จึงเอ่ยตัดบท “เขาไม่มีทางขโมยของแน่ เรื่องนี้ผมรับประกันได้”
“ครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็เบาใจ” ทนายหลิวพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อ “ตอนนี้สถานการณ์ที่แย่ที่สุดคืออาจารย์ที่ปรึกษาของสวีเหรินโยนความผิดเรื่องของหายในบ้านมาให้เขา แต่คุณไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะรีบส่งคนไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของหมู่บ้านทันที”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้ดีว่าคดีแบบนี้สำหรับทนายหลิวแล้วถือเป็นเรื่องเล็กๆ เขาจึงเอ่ยเตือน “เรื่องใส่ร้ายน่ะจัดการง่าย แต่ผมคาดว่าจุดประสงค์ของอาจารย์คนนั้นคือต้องการขโมยผลงานวิจัยของสวีเหริน”
“ท่านประธานหมายความว่า...”
“คุณอย่าเพิ่งกระโตกกระตากไป หาเหตุผลอื่นส่งอาจารย์คนนั้นเข้าไปนอนในคุกก่อนก็แล้วกัน”
ทนายหลิวเข้าใจทันทีว่าทำไมเรื่องเล็กแค่นี้ถึงต้องเรียกเขามาด้วยตัวเอง เขาจึงยิ้มบาง “ผมเข้าใจความหมายของคุณแล้วครับ”
เมื่อคุยธุระเสร็จ ทนายหลิวก็เดินไปหาสวีเหริน “คุณสวีครับ เราออกเดินทางกันเลยเถอะครับ”
สวีเหรินมองจี้ทิงด้วยดวงตาแดงก่ำ จี้ทิงจึงเอ่ยขึ้น “วางใจเถอะ เรื่องพวกนี้จี้เยี่ยนจื๋อไว้ใจได้อยู่แล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลงทันควัน ทนายหลิวกระแอมไอแก้เก้อ “พวกเราไปกันเถอะครับ”
สวีเหรินเดินตามทั้งสองคนออกไป จี้ทิงยืนส่งเขาอยู่ที่หน้าประตูจนขึ้นรถไป ทันใดนั้นจี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ข้างกายก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นายเป็นห่วงสวีเหรินจริงๆ หรือกลัวว่าถ้าเขาออกมาไม่ได้ แล้วจะไม่มีใครช่วยลู่เหยียนชูกันแน่”
จี้ทิงหันหน้ากลับมา มองเขาอยู่สองสามวินาที “พี่ต่างหากที่เป็นห่วงลู่เหยียนชู”
“ฉันเนี่ยนะห่วงมัน?!”
จี้ทิงนึกว่าเขาละอายใจจนไม่กล้ายอมรับ จึงเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องห่วงหรอก สวีเหรินส่งโปรแกรมดักฟังที่ทำเสร็จมาให้ผมแล้ว”
จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาฉายความประหลาดใจ “สวีเหรินทำเสร็จแล้วเหรอ?”
โปรแกรมดักฟังโทรจันไม่ใช่ผักปลาในซูเปอร์มาร์เก็ตที่จะเสกขึ้นมาได้ง่ายๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความเร็วเลย เมื่อกี้สวีเหรินเพิ่งบอกอยู่หยกๆ ว่าเมื่อคืนวานยุ่งอยู่กับการช่วยอาจารย์จัดเตรียมเอกสาร แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเขียนโปรแกรมกัน
จี้ทิงรู้ว่าเขาต้องสงสัย จึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ฝีมือของคนสร้างแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งน่ะ”
ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อเผยอออกเล็กน้อย ก่อนจะขบกรามแน่น หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง “เรื่องที่ให้เจ้าของแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งทำโปรแกรมดักฟังโทรจันนั่น ใครเป็นคนตัดสินใจกัน?”
จี้ทิงคำนึงถึงว่าไม่อยากให้สวีเหรินต้องรับเคราะห์ จึงตอบไปตามตรง “ผมเอง”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนมีเสียงปืนปล่อยตัวดังขึ้นข้างหู โทสะของเขาพลุ่งพล่านออกมาในทันที “นายกล้าดียังไงถึงเอาเรื่องของลู่เหยียนชูไปรบกวนเขา นายรู้ไหมว่าคนคนนี้สำคัญกับกลุ่มบริษัทซื่อลี่ขนาดไหน ขนาดฉันยังหาทางติดต่อเขาไม่ได้ แต่นายกลับกล้าดีไปออกคำสั่งใช้งานเขาเนี่ยนะ?”
จี้ทิงอึ้งไปเล็กน้อย ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องโมโหขนาดนี้ “เขาก็แค่สร้างแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งขึ้นมาเอง แถมยังเป็นแค่ของที่ยังไม่สมบูรณ์...”
“นายจะไปรู้อะไร! คำว่า ‘ก็แค่’ งั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อยิ่งพูดยิ่งโมโห จนเผลอเอ่ยคำทำร้ายจิตใจออกมา “ไอ้ขยะอย่างนาย ทั้งชีวิตจะมีปัญญาทำประโยชน์ได้เท่าเส้นผมเส้นเดียวของเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้!”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ เขาไม่ได้โกรธ เพียงแต่รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างแปลกใหม่ : [จี้เยี่ยนจื๋อเหมือนกำลังด่าฉันอยู่เลย แต่เขาก็ชื่นชมฉันเกินจริงไปด้วย]
ชื่นชม? จี้เยี่ยนจื๋อแทบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโหกับตรรกะอันพิลึกพิลั่นนี้ เมื่อก่อนแค่โง่ แต่ตอนนี้ถึงขั้นฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องแล้วหรือ?
จี้ทิงเห็นเขาโกรธจนใบหูแดงก่ำ จึงเอ่ยเสียงเรียบ “แล้วพี่จะดูโปรแกรมดักฟังนี่ไหมล่ะ ถ้าไม่ดู...”
“ดู!” ทำไมจะไม่ดูล่ะ อย่างน้อยคนคนนั้นก็นับว่าเป็นเครือข่ายเส้นสายของเขานะ
อดไม่ได้ที่จะขยับมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม ผลก็คือมันไปกระตุกต่อมโมโหของจี้เยี่ยนจื๋อเข้าอีกระลอก “นายยิ้มอะไร?”
“เปล่าครับ”
[แค่รู้สึกว่าคนปากไม่ตรงกับใจนี่แปลกดี เพิ่งจะทะเลาะกันเสร็จแท้ๆ พริบตาเดียวก็ทำตัวเป็นเด็กหิวข้าวอยากกินโน่นกินนี่ขึ้นมาซะอย่างนั้น]
โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ท้ายทอยของจี้ทิงก็ถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งคว้าจับเอาไว้
จี้ทิงเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงจี้เยี่ยนจื๋อที่ก้มมองลงมาด้วยสายตามาดร้าย “เจ้าหูน้อยจี้ [1] นายอยากโดนดีอีกใช่ไหม?”
เขาสะดุดใจกับคำเรียกขานนั้นแต่ไม่มีท่าทีหวาดกลัว เพียงแต่ถามกลับ “เจ้าหูน้อยจี้?”
“ทำไม?” จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง น้ำเสียงเปี่ยมด้วยการประชดประชัน “นายเรียกฉันว่าแทสเมเนียนได้ แล้วทำไมฉันจะเรียกนายว่าเจ้าหูน้อยจี้ไม่ได้ล่ะ”
จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ก็ได้ครับ”
ในเมื่อเขาตั้งฉายาให้จี้เยี่ยนจื๋อ อีกฝ่ายย่อมตั้งฉายาให้เขาได้เหมือนกัน แบบนี้ถึงจะยุติธรรม
ในสายตาของจี้เยี่ยนจื๋อ จี้ทิงมีดวงตาที่กลมโตเป็นประกายราวกับเม็ดองุ่น ดูเหมือนลูกกวางที่ถูกนายพรานจับตัวไว้ ทั้งไร้เดียงสาและบริสุทธิ์
เขาเบือนหน้าหนีพร้อมส่งเสียง ‘ฮึ’ ในลำคอ ก่อนจะปล่อยมือ “ไม่ต้องมาทำหน้าซื่อตาใสใส่ฉัน ฉันไม่หลงกลนายหรอก”
จี้ทิงงุนงง “ทำหน้าซื่ออะไร...”
ยังพูดไม่ทันจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็หันหลังเดินตรงไปที่ลิฟต์ “ขึ้นไปข้างบนซะ”
เมื่อทั้งคู่มาถึงห้องของจี้ทิง จี้เยี่ยนจื๋อก็สอดส่ายสายตาไปรอบโต๊ะ “โน้ตบุ๊กนายล่ะ?”
“อยู่ในห้องเกมครับ”
“แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่บอก?”
“ก็พี่บอกเองว่าจะขึ้นข้างบนนี่ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าสักวันเขาคงต้องประสาทกินแน่ๆ เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ “ไปห้องเกมของนายซะ”
“ไม่ต้องดูในโน้ตบุ๊กหรอกครับ” จี้ทิงหยิบแฟลชไดรฟ์อันหนึ่งออกมาส่งให้ “โปรแกรมดักฟังอยู่ในนี้ครับ”
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าวันนี้จี้เยี่ยนจื๋ออยู่บ้าน เขาและสวีเหรินคงไม่สะดวกที่จะเข้าไปในห้องเกม จึงได้คัดลอกไฟล์ลงในนี้ไว้ก่อน
จี้เยี่ยนจื๋อรับไปพลางกังวลว่าไฟล์ที่จี้ทิงคัดลอกมาจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ “โปรแกรมต้นฉบับยังอยู่ในโน้ตบุ๊กของนายใช่ไหม?”
“ครับ”
“เดี๋ยวส่งให้ฉันด้วย”
พูดจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็ถือแฟลชไดรฟ์เดินจากไป
เขาลงไปที่ห้องทำงานชั้นล่าง และส่งโปรแกรมดักฟังไปให้วังปินที่ห้องแล็บสื่อสารของกลุ่มบริษัท เพื่อให้อีกฝ่ายทำการทดสอบดูหลายๆ รอบ
ไม่ใช่ว่าเขาเคลือบแคลงในความสามารถของคนคนนั้น แต่ในเมื่อมันถูกสร้างขึ้นในเวลาอันสั้นขนาดนี้ รอบคอบไว้หน่อยย่อมไม่เสียหาย
ผ่านไปชั่วโมงเศษ
ในขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะออกจากบ้าน วังปินก็โทรศัพท์เข้ามาพอดี
“ผลการทดสอบโปรแกรมดักฟังเป็นยังไงบ้าง?”
น้ำเสียงของวังปินฟังดูแปร่งๆ “ประธานจี้ โปรแกรมนี้ใครเป็นคนทำครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ตอบตรงๆ “ทำไม มีปัญหาอะไรเหรอ?”
“เมื่อกี้ตอนทดสอบ ผมลองใส่คำสั่งมาโครเข้าไปตามความเคยชินน่ะครับ” วังปินผ่อนลมหายใจออกมา ท่าทางพยายามบังคับความตื่นเต้นไว้อย่างเต็มที่ แต่น้ำเสียงยังคงสั่นเครือ “ผมพบว่าโปรแกรมชุดนี้เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาเมื่อคืน และใช้เวลาในการเขียนโปรแกรมทั้งหมดเพียงสี่สิบสามนาที คุณรู้ไหมครับว่ามันหมายความว่ายังไง?”
จี้เยี่ยนจื๋อเริ่มสังหรณ์ใจบางอย่าง หัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้น “ว่าไง?”
“มันหมายความว่าในห้องแล็บของอีกฝ่ายต้องมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และประสิทธิภาพการทำงานของมันก็ย่อมเหนือกว่าเซินหลาน [2] ของบริษัทเราเสียอีกครับ”
หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบอย่างห้ามไม่ได้ “เหนือกว่าเซินหลาน คุณแน่ใจเหรอ?”
“ถึงผมจะกล้าเอาหัวเป็นประกันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อยก็มีโอกาสเป็นไปได้ก็สูงถึงเก้าส่วนเลยครับ”
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าวังปินไม่ใช่คนที่จะพูดจาโอ้อวดเกินจริง แต่เขาก็ยังอดใจสั่นกับคำพูดนั้นไม่ได้ เพราะซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีสมรรถนะเหนือกว่าเซินหลานนั้น จะพบเห็นได้ก็เพียงแต่ในห้องแล็บของกองทัพหรือหน่วยงานรัฐบาลเท่านั้น
เชิงอรรถ
[1] หู ในที่นี้สื่อถึงความดื้อรั้นที่ชอบทำเป็นหูทวนลม
[2] เซินหราน หรือที่รู้จักกันในชื่อภาษาอังกฤษว่า Deep Blue คือ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาโดยบริษัท IBM ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเล่นหมากรุก ในปี 1997 Deep Blue สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเอาชนะ Garry Kasparov แชมป์โลกหมากรุกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในตอนนั้นได้ภายใต้เงื่อนไขเวลามาตรฐาน
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^