ตอนที่ 4 จี้เยี่ยนจื๋อ จอมเผด็จการ
ตอนที่ 4 จี้เยี่ยนจื๋อ จอมเผด็จการ
ช่วงเที่ยงของวันถัดมา
หน้าต่างแจ้งเตือนกำหนดเวลาที่มุมขวาล่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์เด้งขึ้นมา จี้ทิงยกมือขึ้นพับปิดโน้ตบุ๊ก เตรียมจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย
ในเวลานั้นเอง โทรศัพท์มือถือก็สั่นขึ้นมาทันที
“สวัสดีครับ ผมฟางเจี๋ยจากฝ่ายเลขาของท่านประธานครับ ท่านประธานจี้ต้องการพบคุณในช่วงพักเที่ยง คนขับรถจะไปรับคุณที่บ้านตระกูลจี้ในอีกสิบห้านาทีครับ”
จี้เยี่ยนจื๋ออยากพบเขางั้นเหรอ คิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อย “เขามีธุระอะไรกับผม?”
“ขออภัยครับ ท่านประธานจี้ไม่ได้แจ้งรายละเอียดไว้”
จี้ทิงไม่อยากไปเท่าไหร่ เขารู้สึกว่าจี้เยี่ยนจื๋อเปรียบเสมือนธาตุเคมีที่มีเลขอะตอมสูงลิ่ว ซึ่งมีความเสถียรต่ำอย่างยิ่ง
แต่สุดท้ายเขาก็ยอมรับปากเลขา เพราะถ้าเขาไม่ไป ด้วยนิสัยของจี้เยี่ยนจื๋อ มีความเป็นไปได้สูงที่จะส่งคนมาหามเขาออกไปอยู่ดี
เวลา 12 .30 น. จี้ทิงเดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทซื่อลี่
หลังจากที่เขาเข้าไปในห้องประธาน เลขาก็ปิดประตูจากด้านนอก
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่น้อย สายตายังคงจดจ่ออยู่กับเอกสารบนโต๊ะ “หาที่นั่งเอาเอง”
จี้ทิงเลือกมุมโซฟาที่ห่างจากเขามากที่สุด ความเหินห่างระหว่างสองพี่น้องราวกับมีทางช้างเผือกกั้นกลางไว้ก็ไม่ปาน
ผ่านไปราวสิบกว่านาที เลขาก็เคาะประตูเข้ามาอีกครั้ง พร้อมวางกล่องอาหารสองกล่องลงบนโต๊ะ “ท่านประธานจี้ครับ อาหารกลางวันเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ”
“อืม”
เมื่อคนออกไปแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อจึงลุกจากโต๊ะทำงานเดินมาที่โซฟา
“จี้ทิง”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงจี้เยี่ยนจื๋อที่ทำหน้าเย็นชา ใช้สายตาส่งสัญญาณไปยังที่ว่างข้างตัว “มานี่ กินข้าว”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองวินาที ก่อนจะตอบขัดความรู้สึก “ผมไม่หิว”
“ฉันถามนายหรือไงว่าหิวไหม?”
[เผด็จการ] จี้ทิงให้คำนิยามในใจ
ครั้งนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้โกรธเลยสักนิด เพราะถ้าเทียบกับคำว่าสติปัญญามีปัญหาหรือโรคทางจิตเวชแล้ว คำว่าเผด็จการยังฟังดูรื่นหูเสียกว่า
จี้ทิงยังคงไม่ขยับ “พี่เรียกผมมาที่บริษัท เพื่อให้มานั่งกินข้าวเป็นเพื่อนเหรอ?”
“กินข้าวเป็นเพื่อนฉัน?” จี้เยี่ยนจื๋อพูดด้วยน้ำเสียงจิกกัดตามความเคยชิน “นายน่ะยังไม่มีคุณสมบัติพอหรอก”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดปาก เขาก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
จี้เยี่ยนจื๋อพบว่า เขาดูเหมือนจะวางตัวกับน้องชายคนนี้แบบปกติไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่เริ่มอ้าปากก็ต้องมีหนามทิ่มแทง จนบรรยากาศรอบข้างพลอยแข็งทื่อไปหมด
เขาหลบสายตาอย่างไม่เป็นธรรมชาติ น้ำเสียงผ่อนลงสองส่วน “ฉันเรียกนายมาเพราะมีเรื่องจะบอก”
“ว่ามาสิ”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนถูกย้อนศรจนจุกอกเล็กน้อย เขาเลิกคิ้วขึ้นพลางสูดลมหายใจเข้าลึก “เรื่องการลักลอบขนสินค้าหนีภาษีสืบพบหลักฐานใหม่แล้ว จี้ลี่ผิงกับจี้รุ่ยไม่เพียงแต่ลักลอบขนส่งสินค้าแบรนด์เนม แต่ยังมีการติดต่อซื้อขายกับขบวนการค้ายาเสพติดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ฝ่ายกฎหมายคาดการณ์ว่าโทษต่ำสุดคือจำคุกตลอดชีวิต”
[ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็ส่งคนไปตามสืบต่อสินะ อืม... ก็ถือว่ากำจัดเสี้ยนหนามใหญ่ไปได้หนึ่งอย่าง]
นิ้วมือเรียวยาวของจี้เยี่ยนจื๋อขดเกร็งเล็กน้อย เขาตัดสินใจพูดสิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในใจมาตลอดทั้งเช้าออกมา “จี้ทิง ต่อไปถ้ามีเรื่องแบบนี้อีก นายบอกฉันตรงๆ ได้เลย”
จี้ทิงกะพริบตาเล็กน้อย [จี้เยี่ยนจื๋อหมายความว่า เขาจะเชื่อฉันงั้นเหรอ?]
จี้เยี่ยนจื๋ออ้าปาก เขาไม่สามารถตอบออกไปตรงๆ ได้ จึงทำได้เพียงพูดอ้อมๆ ว่า “ไม่ว่าเรื่องที่นายพูดจะจริงหรือไม่จริง อย่างน้อยฉันก็จะส่งคนไปตรวจสอบก่อน”
ครั้งนี้จี้ทิงไม่มีเสียงในใจ ดูเหมือนว่าในเรื่องของความเชื่อใจระหว่างกันนั้น มันไม่มีแม้แต่พื้นที่เหลือให้พิจารณาเลยด้วยซ้ำ
เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ถ้าเรื่องที่ผมพูดมันฟังดูไร้สาระเกินไปสำหรับพี่ พี่ก็คงจะโมโหใส่ผมก่อนอยู่ดี”
ความกระวนกระวายใจก่อตัวขึ้นในใจจี้เยี่ยนจื๋อ เขาจึงเอ่ยตัดบท “งั้นนายลองพูดมาสักเรื่องสิ ดูสิว่าฉันจะโกรธนายไหม”
จี้ทิงมองไปที่เขา หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ผมให้ที่อยู่ที่พี่ต้องการกับลู่เหยียนชูไปแล้ว”
ตึ้ง! ราวกับคีย์เปียโนเสียงต่ำทุกตัวถูกกดลงพร้อมกัน ตัวโน้ตแต่ละตัวสั่นสะเทือนก้องอยู่ในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อ เขากัดฟันกรามแน่น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจเข้าออกลึกๆ
จี้ทิงมองดูเปลวไฟแห่งโทสะที่แทบจะกลายเป็นรูปธรรมในดวงตาของอีกฝ่าย แล้วพูดอย่างสงบนิ่ง “พี่โกรธแล้ว ใช่ไหมล่ะ”
ถ้าจี้เยี่ยนจื๋อยอมรับ ก็เท่ากับตบหน้าตัวเอง เขาใช้เวลานานกว่าจะ เค้นคำพูดลอดไรฟันออกมาได้ “ทำไมถึงให้ลู่เหยียนชู?”
“เพราะเขาเป็นคนที่มีศีลธรรม น่าเชื่อถือ และอารมณ์คงที่ เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อได้ยินแบบนั้น เพลิงโทสะก็เริ่มสะสมในส่วนลึกของดวงตา ขณะที่เขากำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา เขาก็พลันพบว่าคำตอบนี้เหมือนต้อนเขาให้จนมุม
ถ้าเขาบอกว่าไม่โกรธ เขาก็ไม่สามารถอาละวาดใส่จี้ทิงเรื่องที่อยู่ได้ แต่ถ้าเขาอาละวาด มันก็เป็นการพิสูจน์ว่าจี้ทิงพูดถูก ลู่เหยียนชูอารมณ์คงที่กว่าเขาจริงๆ...
จี้เยี่ยนจื๋อมองหน้าเขา แล้วแค่นหัวเราะออกมา “ในเมื่อนายเห็นว่าลู่เหยียนชูดีขนาดนั้น นายก็ไปเป็นน้องชายเขาเลยสิ”
จี้ทิงมองเขาเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะหลุบตาลงแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
[จี้เยี่ยนจื๋อนี่... วุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำชะมัด]
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง ถามด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลง “จี้ทิง เมื่อกี้ในใจนายด่าฉันอยู่ใช่ไหม?”
จี้ทิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “เปล่าครับ” เขาไม่ได้รู้สึกว่าประโยคในใจนั้นเป็นการให้ร้าย แต่มันคือการวิเคราะห์ตามเนื้อผ้าต่างหาก
“เปล่างั้นเหรอ” จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะหยันพลางชี้ไปที่โต๊ะ “งั้นนายก็กินอาหารกลางวันทั้งสองกล่องนี้ให้หมด ถ้าเหลือแม้แต่คำเดียวก็อย่าหวังว่าจะได้กลับบ้าน”
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “นี่พี่หาเรื่องเอาคืนผมชัดๆ”
“ฉันกำลังสอนให้นายรู้ซึ้งถึงคำว่า ‘รู้ค่าของข้าวทุกเมล็ด’ ต่างหาก”
พูดจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็ทิ้งจี้ทิงไว้ตามลำพังแล้วเดินสะบัดหน้าออกไปยังห้องเลขาทันที
ไม่รู้ว่าสั่งอะไร เขาเดินกลับมาอย่างรวดเร็ว พอเข้ามาในห้อง เขาก็เห็นจี้ทิงเปิดกล่องอาหารกลางวันกล่องหนึ่งแล้ว เมื่อเห็นเขาเข้ามา ก็ดันกล่องอีกกล่องไปทางเขา
จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตามอง “เป็นอะไร นายกำลังขอร้องฉันเหรอ?”
จี้ทิงเงียบไปอึดใจ เพราะไม่อยากจะโต้เถียงแบบเด็กๆ กับเขา “ครับ สองกล่องมันเยอะเกินไป”
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกขึ้นเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เขาจึงยอมนั่งลงบนโซฟา “ครั้งนี้จะยอมปล่อยไปก่อน กินเถอะ”
นี่เป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องร่วมนั่งโต๊ะกินข้าวด้วยกัน ระหว่างกินไป จี้เยี่ยนจื๋อก็พบว่าจี้ทิงเป็นคนเลือกกินมาก เขาไม่แตะผักสักนิด พอเนื้อหมดก็เอาแต่เคี้ยวข้าวเปล่าๆ
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นแล้วรู้สึกหงุดหงิดใจ แต่ก็ไม่อยากจะเข้าไปก้าวก่ายนิสัยเสียๆ เหล่านั้นของจี้ทิง จึงตัดใจไม่มองเสียให้จบเรื่อง
หลังมื้ออาหาร จี้ทิงนึกว่าตนเองจะกลับได้แล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับทิ้งคำพูดเย็นชาไว้เพียงสองคำว่า “อยู่นี่”
จี้เยี่ยนจื๋อพูดจบก็นิ่งรอให้จี้ทิงโวยวายใส่ แต่จี้ทิงกลับเพียงแค่เอ่ยอย่างสงบว่า “งั้นผมขอโน้ตบุ๊กสักเครื่อง”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขา เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานแล้วกดปุ่มเรียกเลขาให้นำโน้ตบุ๊กเข้ามาเครื่องหนึ่ง
“ห้ามเล่นเกม ห้ามดูวิดีโอ ทำอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันบ้าง” จี้เยี่ยนจื๋อกำชับเสียงเข้ม
จี้ทิงพยักหน้า “ครับ”
สองวันที่ผ่านมาเขาใช้โน้ตบุ๊กจัดระเบียบเนื้อเรื่องเดิมในนิยาย แต่ตอนนี้อยู่ภายใต้สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อ การทำแบบนั้นคงไม่เหมาะนัก
จี้ทิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดเว็บไซต์ทางการของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งขึ้นมา
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังอ่านรายงานสรุปประจำปีของแผนกการตลาดอยู่ ก็พลันได้ยินเสียงถอนหายใจ
จี้ทิง : [วุฒิการศึกษาต่ำเกินไป ไม่มีแม้แต่ปริญญาตรี หางานยากจริงๆ]
เขาเงยหน้ามองไป เห็นจี้ทิงที่หน้าคอมพิวเตอร์เม้มปากแน่น สีหน้าดูจริงจังเคร่งเครียด
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะในใจ เด็กคนนี้เพิ่งจะมารู้จักเสียดายเอาตอนนี้ ตอนเรียนทำไมไม่รู้จักตั้งใจ
อันที่จริง ‘จี้ทิง’ เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตอนจบมัธยมปลาย พ่อก็ส่งเขาไปเรียนที่สถาบันแห่งหนึ่งในต่างประเทศ ซึ่งสามารถจ่ายเงินแล้วได้ใบรับรองได้เลย แต่จี้ทิงเรียนไปได้ไม่ถึงครึ่งปีก็แอบหนีกลับมา
ด้วยวุฒิเพียงมัธยมปลาย อย่าว่าแต่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการวิจัยระดับสูงเลย แม้แต่งานวิชาการที่เกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยก็เป็นได้แค่ความฝัน
จี้ทิงขมวดคิ้ว ใช้ความคิด แต่ท่าทางแบบนั้นในสายตาจี้เยี่ยนจื๋อ กลับดูเหมือนความหงอยเหงาและอับจนหนทาง
รู้จักคิดหางานทำก็ถือว่ายังพอเยียวยาได้ จี้เยี่ยนจื๋อคิดว่า ถ้าจี้ทิงเอ่ยปากอ้อนวอนเขาดีๆ เขาก็อาจจะลองพิจารณาดูให้สักหน่อย
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
จี้เยี่ยนจื๋อรีบเก็บสีหน้า “เข้ามา”
เลขาผลักประตูเข้ามา เดินตรงมาที่โต๊ะแล้ววางกระดาษแผ่นหนึ่งลง “นี่คือสิ่งที่ท่านประธานสั่งให้ตรวจสอบครับ ตารางการเดินทางในสัปดาห์นี้ของคุณลู่เหยียนชู” เขาวางทิ้งไว้แล้วออกไป
จี้เยี่ยนจื๋อกวาดสายตามองเนื้อหาบนกระดาษ คิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเข้าหากัน
ด้วยนิสัยของลู่เหยียนชู เมื่อได้ที่อยู่ไปแล้วย่อมต้องรีบไปที่เมืองไห่เฉิงทันที และต้องจัดการทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางถึงจะวางใจ ต่อให้ทำเวลาได้เร็วแค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องมีเวลาว่างหายไปสักสามวัน
ทว่าในตารางการเดินทางที่เปิดเผยนี้กลับอัดแน่นไปด้วยกำหนดการ ไม่มีรายการใดถูกยกเลิกเลยแม้แต่รายการเดียว
จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาลง หรือว่าลู่เหยียนชูจะไม่ได้ไป?
เขาไม่แน่ใจว่านี่คือแผนลวงตาของอีกฝ่าย หรือว่าอีกฝ่ายไปช้าก้าวหนึ่งจนหาคนไม่พบกันแน่
ระหว่างที่กำลังคาดเดาอยู่นั้น ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านก็ตีตื้นขึ้นมาในใจอีกครั้ง ถ้าตอนนั้นจี้ทิงให้ที่อยู่กับเขา เรื่องยุ่งยากพวกนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
เขากำกระดาษในมือจนยับย่น ก่อนจะตวัดสายตาไปทางตัวต้นเหตุ “จี้ทิง”
“ครับ” จี้ทิงขานรับ แต่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ
จี้เยี่ยนจื๋อยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห สีหน้ามืดครึ้มราวกับพายุฝน “นายเคยคิดถึงผลที่ตามมาของการเอาที่อยู่ไปให้คนอื่นบ้างไหม?”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^