LNCrawler

ตอนที่ 50 คนในตำนานคนนั้นคือจี้ทิง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 50 คนในตำนานคนนั้นคือจี้ทิง

        หลังจากจี้เยี่ยนจื๋อแจ้งความแล้ว ทางกลุ่มบริษัทซื่อลี่ก็ส่งทนายความมาเพิ่มอีกหนึ่งคน พร้อมกับวิศวกรซุนซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดูแลโครงการของสวีเหริน

       เมื่อทั้งคู่มาถึงและรับช่วงต่อในการประสานงานกับตำรวจเพื่อยื่นหลักฐานเพิ่มเติม จี้เยี่ยนจื๋อก็ปลีกตัวเดินออกมาจากสถานีตำรวจเพียงลำพัง

       “คุณจี้ครับ”

       เสียงของหวังเจี้ยนหมิงดังขึ้นจากด้านหลัง จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดยิ้มเย็นชาพลางหันกลับไป “คุณหวังมีธุระอะไรเหรอครับ?”

       “ผมอยากจะยืนยันกับคุณเรื่องหนึ่ง” อีกฝ่ายก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา “ที่สวีเหรินได้ร่วมงานกับคุณ เป็นเพราะเขาบอกว่าค้นพบวัสดุที่สามารถวัดอุณหภูมิความร้อนของแสงเฉพาะจุดในโครงสร้างพื้นผิวอัจฉริยะได้อย่างแม่นยำใช่ไหมครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อหรี่ตาคมปลาบ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงชัดเจน “คุณรู้รายละเอียดลึกขนาดนี้ได้ยังไง?”

       หวังเจี้ยนหมิงหลุบตาลงพลางถอนหายใจยาว ราวกับแบกรับความหนักอึ้งเอาไว้เต็มอก “สวีเหรินเด็กคนนี้ฐานะทางบ้านลำบากมาตลอด ผมเลยนึกว่าเรื่องคราวนี้เขาแค่ทำผิดเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่นึกเลยว่า... ไม่นึกเลยว่าเขาจะวางแผนฮุบผลงานวิจัยของลูกชายผมมาตั้งแต่ต้น”

       เมื่อได้ยินดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหวังเจี้ยนหมิงถึงกล้าเสี่ยงเรียกเขาไว้

       ตราบใดที่สวีเหรินไม่อาจแก้ต่างให้ตัวเองได้ ลูกชายของเขาก็จะไม่เพียงแต่มีอนาคตที่สดใส แต่ยังสามารถเข้าไปทำงานในกลุ่มบริษัทซื่อลี่แทนที่สวีเหรินได้อีกด้วย

       จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะเยาะในใจ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นขมวดคิ้วเคร่งขรึม “ข้อมูลที่สวีเหรินให้ผมมา รวมไปถึงผลการทดลองมันสมบูรณ์มาก คุณจะมาพูดลอยๆ แล้วให้ผมเชื่อเลยอย่างงั้นเหรอ?”

       คราวนี้หวังเจี้ยนหมิงกล้าสบตาเขา พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงลำบากใจ “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ผมก็ไม่กล้าปิดบังคุณแล้วละครับ ความจริงแล้ววัสดุนี้ผมเป็นคนค้นพบตั้งแต่แรก แต่เพราะลูกชายผมมันไม่ได้เรื่อง ผมก็เลยต้อง... เฮ้อ...”

       คนเรามักจะได้รับความเชื่อถือได้ง่ายขึ้นเมื่อยอมเปิดเผยจุดด่างพร้อยของตนเอง หวังเจี้ยนหมิงเป็นฝ่ายหยิบยื่นชะงักติดหลังให้ ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อกลับนิ่งเงียบ คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักบางอย่างในใจ

       เมื่อเห็นดังนั้น หวังเจี้ยนหมิงจึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และเปิดร่างวิทยานิพนธ์ที่สวีเหรินส่งให้เขาเมื่อตอนต้นเดือนธันวาคมขึ้นมา “ประธานจี้ดูสิครับ ตอนนั้นเขาไม่ได้เอ่ยถึงเทคโนโลยีโพรบ SERS เลยด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่าแม้แต่ทิศทางการทดลองโดยรวมเขาก็ยังทำผิด แล้วเขาจะไปค้นพบวัสดุโพรบตัวใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยีนี้ภายในเวลาสั้นๆ ได้ยังไงกันครับ”

       ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันวูบไหว ถ้าเขาจำไม่ผิด ช่วงเวลานี้ตรงกับวันก่อนที่สวีเหรินจะไปเป็นครูสอนพิเศษพอดี

       วันต่อมาสวีเหรินมาสอนจี้ทิง แต่แล้วก็ขอตัวกลับกะทันหันกลางคัน พอถึงมหาวิทยาลัยก็หมกตัวอยู่ในห้องแล็บทันที

       นอกจากความตื่นเต้นที่ได้ค้นพบวัสดุใหม่แล้ว เขาก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกเลยว่ามีอะไรที่ทำให้สวีเหรินกระตือรือร้นได้ขนาดนั้น

       แน่นอนว่าหวังเจี้ยนหมิงย่อมไม่รู้ว่าจี้เยี่ยนจื๋อกำลังคิดอะไรอยู่ เขายังคงยืนยันว่าสามารถหาข้อมูลการวิจัยที่สมบูรณ์กว่าของสวีเหรินมาให้ได้

       “ผมเข้าใจแล้ว รอให้วิศวกรซุนออกมา ผมจะให้เขาประสานงานกับคุณเอง”

       ในหัวของเขามีเรื่องให้คิดมากเกินไป จึงตอบปัดไปส่งๆ และในตอนที่เขากำลังจะเดินกลับไปที่รถ หวังเจี้ยนหมิงกลับขยับมาขวางหน้าเขาไว้

       “ประธานจี้ครับ ผมรู้ว่าคำขอนี้อาจจะดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ช่วยถอนแจ้งความได้ไหมครับ ถือซะว่าให้โอกาสสวีเหรินสักครั้ง”

       ทว่าผลที่ได้กลับผิดคาด สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้สั่นคลอนแม้แต่น้อย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวกับหิมะ “คนที่ทำผิดร้ายแรงขนาดนี้ สมควรได้รับบทเรียนที่สาสมเท่านั้นครับ”

       พูดจบเขาก็เดินเลี่ยงหวังเจี้ยนหมิงขึ้นรถไปทันที

       เมื่อรถเคลื่อนตัวออกจากหน้าสถานีตำรวจ จี้เยี่ยนจื๋อก็เอนกายพิงเบาะรถอย่างใช้ความคิด ครู่หนึ่งเขาก็หยิบโทรศัพท์ออกมา

       ทันทีที่หน้าจอสว่างขึ้น เขาจึงเห็นว่ามีคนส่งอีเมลมาหา หัวข้อคือ : [ให้ฟางเจี๋ยไปเซ็นสัญญาเช่าบ้าน]

       ข้อความนี้ทุกตัวอักษรล้วนเข้าใจง่าย แต่ความหมายกลับทำให้จี้เยี่ยนจื๋อต้องขมวดคิ้ว

       เขาเปิดอ่านเมลด้วยความไม่เข้าใจ และพบว่าข้างในมีเอกสารและไฟล์วิดีโอนับสิบไฟล์ เขาคลิกเปิดไฟล์แรก ภาพชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพลันปรากฏขึ้นบนหน้าจอ: “พี่ครับ ผมมาถึงแล้ว... ดูสิ ตู้รองเท้าพวกนี้ใหม่เอี่ยมเลย...”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองไปยังหน้าต่างเล็กๆ ที่มุมขวาบน นั่นคือใบหน้าของฟางเจี๋ย เลขาของเขาไม่ผิดแน่

       หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่น พลางตรวจสอบชื่อผู้ส่งอีกครั้ง ไอดีเป็นชุดตัวเลขตามด้วยชื่ออีเมล

       ในวินาทีนั้นเอง วิดีโอก็ถูกเร่งความเร็วอย่างรวดเร็ว จนไปหยุดตรงตอนที่ชายในเสื้อเชิ้ตกำลังเปิดตู้ มีลูกศรสีเหลืองสว่างชี้ไปที่โน้ตบุ๊กซึ่งวางอยู่ชั้นบนสุด นั่นคือโน๊ตบุ๊กของสวีเหริน

       รูม่านตาของจี้เยี่ยนจื๋อหดเกร็ง และวิดีโอก็เริ่มเร่งความเร็วอีกครั้ง...

       “ตายจริง บังเอิญจังเลยนะ ผู้เช่าคนปัจจุบันของเขาก็มาจากมหาลัยปักกิ่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกัน...”

       หลังจากดูเนื้อหาในอีเมลจนจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็เอนหลังพิงเบาะ โดยไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ามือของตนมีเหงื่อซึมออกมาบางๆ

       ที่แท้ ‘คนผู้นั้น’ ไม่เพียงแต่รู้เรื่องที่เกิดกับสวีเหรินแล้ว แต่ภายในเวลาเพียงสองชั่วโมง เขายังสามารถแกะรอยสัญญาณโทรศัพท์ไปจนถึงการอนุมานขั้นตอนการกระทำผิดของหวังเจี้ยนหมิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

       ยิ่งไปกว่านั้น เขายังจัดการปิดจ็อบมัดตัวจำเลยจนดิ้นไม่หลุดโดยใช้ตัวตนของฟางเจี๋ย ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้ปรากฏตัวออกมาเลยด้วยซ้ำ

       ทั้งพยาน หลักฐานมัดตัว รวมถึงหลักฐานปลีกย่อยในทุกขั้นตอนถูกส่งมาให้เขาครบถ้วน ในอีเมลทั้งหมดมีเพียงคำขอสุดท้ายทิ้งท้ายไว้เพียงประการเดียว

        [ก่อนห้าโมงเย็น ให้ฟางเจี๋ยไปเซ็นสัญญาเช่าบ้าน สัญญาเช่าระยะยาวสามปี ส่วนค่าเช่าผมจะให้สวีเหรินโอนคืนให้คุณเอง]

       จี้เยี่ยนจื๋อถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ใช่แล้ว... ในที่สุดเขาก็ล่อคนผู้นั้นออกมาจนได้ และมีช่องทางติดต่อกันทางอ้อมแล้ว

       ทว่าทั้งที่บรรลุเป้าหมาย แต่ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อกลับผุดความรู้สึกหงุดหงิดและวุ่นวายขึ้นมา

       เขาเรียนรู้หลักการหนึ่งมาตั้งแต่เด็ก หากเรื่องเล็กๆ ไม่ได้รับความสนใจ ก็จงทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น เพื่อบีบให้คนที่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ได้ต้องยอมเสนอหน้าออกมาจัดการ

       ที่จี้เยี่ยนจื๋อแจ้งความไปก่อนหน้านี้ นอกจากอยากจะขยี้หวังเจี้ยนหมิงให้จมดินแล้ว ความจริงเขายังต้องการใช้สวีเหรินเป็นเหยื่อล่อเพื่อตกคนคนนั้นออกมา

       ตราบใดที่คนคนนั้นเป็นห่วงสวีเหรินจริงๆ เขาย่อมต้องยอมปรากฏตัว และเมื่อใดที่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง ย่อมต้องทิ้งร่องรอยไว้เสมอ

       แต่ผลปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับมองแผนการของเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ทุกย่างก้าวถูกวางไว้อย่างไร้รอยต่อ แม้แต่การเก็บกวาดช่วงท้ายก็ยังส่งต่อมาถึงมือเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

       นอกจากนี้ในบรรดาเลขาทั้งสามคน คนที่เขาไว้ใจที่สุดก็คือฟางเจี๋ย

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อยกยิ้มอย่างขมขื่น การที่คนผู้นั้นทำแบบนี้ เกรงว่าจะเป็นการส่งคำเตือนมาถึงเขาในรูปแบบหนึ่ง

       อีกฝ่ายอยู่ในที่มืด ส่วนเขาอยู่ในที่แจ้ง ต่อให้ร่วมงานกันไม่ได้ ก็จงอย่าได้กลายเป็นศัตรูกันเด็ดขาด

       จี้เยี่ยนจื๋อสลัดความนึกคิดก่อนหน้านี้ทิ้งไป เขาจัดการส่งต่อหลักฐานในอีเมลให้คนไม่กี่คน และกำชับฟางเจี๋ยเป็นพิเศษว่าต้องท่องจำเนื้อหาบทสนทนาของอีกฝ่ายในวิดีโอให้ได้ทุกคำ

       พอส่งข้อความวีแชตเสร็จ สายจากทนายหลิวก็โทรเข้ามาพอดี

       “ฮัลโหลครับประธานจี้ สวีเหรินเพิ่งออกมาครับ”

       รถของจี้เยี่ยนจื๋อยังไปไม่ไกล เขาจอดรออยู่ที่หัวมุมถนนฝั่งตรงข้าม “พาเขามาหาผม”

       ...

       ไม่กี่นาทีต่อมา กระจกรถก็ถูกเคาะเบาๆ

       จี้เยี่ยนจื๋อเลื่อนกระจกลง สวีเหรินที่อยู่นอกรถยืนก้มตัวลงเล็กน้อย สภาพของเขาเหมือนคนอ่อนแรง แม้แต่แววตาก็ยังดูเหม่อลอย

       “ประธานจี้ครับ เรื่องที่สถานีตำรวจผมได้ยินจากทนายหลิวแล้ว ผม...”

       จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเรียบ “ขึ้นมาคุยบนรถก่อนเถอะ”

       สวีเหรินส่ายหน้า “ผมไม่อยากสร้างปัญหาให้คุณเพิ่มแล้วละครับ ผมว่าผมกลับมหาลัยก่อนดีกว่า”

       “ขึ้นรถ”

       หวังเจี้ยนหมิงไปร้องเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้ว สวีเหรินกลับไปตอนนี้ไม่รู้จะต้องเจอกับมรสุมอะไรบ้าง ให้อยู่กับเขาก่อนนี่แหละดีที่สุด

       สวีเหรินเม้มปากแน่น สุดท้ายก็ได้แต่เดินอ้อมไปขึ้นรถอีกฝั่ง

       เมื่อรถขับออกไปได้ไกลพอสมควร จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองสวีเหรินที่นั่งคอตก ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “คนคนนั้นช่วยคุณแก้ปัญหาจนจบแล้ว คุณยังไม่มีสติอีกเหรอ”

       สวีเหรินชะงักไป เขาหันมามองอีกฝ่ายอย่างมึนงง “อะไรนะครับ... ใครเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าอีกฝ่ายดูเหมือนจะบื้อจริงหรือไม่ก็กำลังแกล้งโง่ เขาจึงแค่นยิ้มเยาะ “ถ้าผมบอกว่าคนคนนั้นคือจี้ทิง... คุณจะเชื่อไหมล่ะ?”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^