ตอนที่ 51 คนไม่เอาถ่าน VS อัจฉริยะผู้สง่างาม
ตอนที่ 51 คนไม่เอาถ่าน VS อัจฉริยะผู้สง่างาม
แววตาของสวีเหรินเริ่มสว่างไสวขึ้นทีละน้อย ราวกับหลอดไฟที่ชำรุดได้รับการเปลี่ยนไส้ทังสเตนใหม่ ทว่าเพียงวินาทีต่อมาจมูกของเขาก็เริ่มขยับสั่น ขอบตาแดงระรื่นขึ้นมาทันควัน
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยปากด้วยท่าทีเย็นชา “ถ้าคุณร้องไห้ ผมจะสั่งให้เลี่ยวข่ายโยนคุณลงจากรถเดี๋ยวนี้”
เลี่ยวข่ายที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารหน้าย่นหน้าเข้าหากัน ‘อย่าเลยครับ วันนี้คุณครูสวีก็น่าสงสารพอแล้ว’
“ผมรู้อยู่แล้ว...” สวีเหรินมีสีหน้าก้ำกึ่งระหว่างร้องไห้กับดีใจ “ผมรู้อยู่แล้วว่าอาจารย์จี้จะ... จะไม่มีวันทอดทิ้งผม”
เชื่อเข้าไปได้ยังไงกัน?
จี้เยี่ยนจื๋อมั่นใจแล้วว่า หมอนี่ซื่อบื้อของจริง ไม่ได้แกล้งทำเลยแม้แต่นิดเดียว
ผ่านไปครู่ใหญ่ อารมณ์ของสวีเหรินก็เริ่มสงบลง เขาได้แต่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถด้วยสายตาว่างเปล่า
“ในเมื่อคุณออกมาได้แล้ว ไม่คิดจะบอกกล่าว ‘คนคนนั้น’ หน่อยหรือไง?” จี้เยี่ยนจื๋อถามขึ้น
“ฮะ?” สวีเหรินหันขวับมาด้วยความมึนงง ผ่านไปสองวินาทีถึงเพิ่งได้สติ “อ้อ... เขาคงทราบเรื่องแล้วล่ะครับ เดี๋ยวไว้ผมค่อยโทรหาตอนดึกๆ”
ตอนนี้เขาใจเย็นลงแล้ว และเริ่มตระหนักได้ว่าคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อคือการประชดประชัน ดังนั้นเขาจึงต้องระวังไม่ให้ความลับรั่วไหล
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง “ฝากบอกเขาด้วยว่า คำเตือนของเขาฉันได้รับแล้ว หลังจากนี้เรื่องพวกนี้ฉันจะพิจารณาให้รอบคอบ”
สวีเหรินขมวดคิ้วด้วยความฉงน อาจารย์จี้ไปเตือนประธานจี้ตอนไหน แล้วทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาได้นะ
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อเหลือบเห็นสีหน้านั้น ความรู้สึกหงุดหงิดก็ผุดขึ้นในใจ
ถ้าเขาสามารถได้ยินเสียงในใจของสวีเหรินได้ก็คงดี เจ้าคนไม่เอาถ่านอย่างจี้ทิงวันๆ เอาแต่คิดเรื่องไร้สาระ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย...
ช่างเถอะ... ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่เขาก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างจริงๆ นั่นแหละ
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบกับสวีเหริน “เรื่องอื่นคุณไม่จำเป็นต้องรู้หรอก แค่คุณบอกชื่อฟางเจี๋ยไป เขาก็จะรู้เองว่าผมหมายถึงเรื่องอะไร”
“อ้อ” สวีเหรินพยักหน้าตอบอย่างงงๆ
หลังจากสิ้นสุดบทสนทนาได้ไม่นาน รถก็เคลื่อนตัวผ่านประตูคฤหาสน์เก่าแก่
ทันทีที่เข้าบ้าน จี้เยี่ยนจื๋อก็ถามถึงจี้ทิงทันที
พ่อบ้านรายงานว่า “หลังจากคุณชายใหญ่ออกไป คุณชายรองก็ขึ้นไปนอนครับ มื้อเที่ยงก็ไม่ได้ทาน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ตื่นเลยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะออกมาอย่างหัวเสีย นี่น่ะหรือคนที่สวีเหรินซาบซึ้งใจจนร้องไห้ให้ น้ำตาพวกนั้นสู้ไหลให้มดที่เดินผ่านยังจะคุ้มเสียกว่า
“สวีเหรินจะมาพักที่นี่สองสามวัน สั่งคนให้ไปจัดห้องรับรองบนชั้นสามไว้ห้องหนึ่ง”
ขณะที่พ่อบ้านกำลังจะรับคำ สวีเหรินก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่รบกวนคุณอาพ่อบ้านหรอกครับ ผมจัดการเองได้”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ฝืนใจ “ตามใจคุณเถอะ”
…
เมื่อดวงจันทร์ลอยเด่นกลางท้องฟ้า จี้ทิงที่นอนอยู่บนเตียงจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
เขาสะลึมสะลืออยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพลิกตัวไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียง หน้าจอแสดงข้อความสิบกว่าข้อความ และสายที่ไม่ได้รับจากลู่เหยียนชูอีกหนึ่งสาย
จี้ทิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาปล่อยให้อีกฝ่ายรอเก้อมาทั้งวัน จึงส่งข้อความกลับไปอธิบายเหตุผล
หลังจากส่งข้อความเสร็จ เขาก็ลุกขึ้นนั่งแล้วกดโทรศัพท์หาสวีเหริน
เสียงสัญญาณดังขึ้นสองครั้ง จากนั้นสวีเหรินก็รับสาย “ฮัลโหล อาจารย์จี้ครับ”
“คุณกลับไปถึงมหาลัยหรือยังครับ?”
“ผมอยู่ที่บ้านคุณครับ พักอยู่ที่ห้องรับรองถัดจากห้องคุณไปสองห้อง”
จี้ทิงเลิกคิ้วเล็กน้อย พลางเดาว่านี่คงเป็นความต้องการของจี้เยี่ยนจื๋อ “ผมขออาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะไปหานะ”
“ครับ”
ครึ่งชั่วโมงต่อมา สวีเหรินเปิดประตูห้องออก “อาจารย์จี้”
จี้ทิงมองใบหน้าที่บวมฉึ่งของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าเพราะร้องไห้หนักหรือเพราะถูกเค้นถามมากันแน่ “เข้าไปคุยข้างในเถอะครับ”
เมื่อเข้ามาในห้องนอน จี้ทิงจึงถามขึ้น “คุณมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ออกจากสถานีตำรวจตอนสี่โมงกว่าๆ แล้วก็นั่งรถคันเดียวกับประธานจี้กลับมาครับ” สวีเหรินเอ่ยเสียงเบาลงเรื่อยๆ
จี้ทิงเห็นท่าทางหดหู่ของเขา จึงไม่ได้ซักไซ้เรื่องที่เกิดขึ้นข้างในนั้น “ตอนกลับมา จี้เยี่ยนจื๋อได้พูดอะไรกับคุณบ้างไหม?”
“พูดครับ” สวีเหรินเงยหน้าขึ้น “เขาฝากข้อความมาถึงคุณด้วย”
จี้ทิงขมวดคิ้ว “ถึงผมเหรอ?”
“เขาบอกว่าฝากถึง ‘คนคนนั้น’ น่ะครับ เขายังไม่รู้ว่าเป็นคุณเลย ฟู่ววว... ผมนี่เก็บความลับเก่งจริงๆ” สวีเหรินเริ่มมีสีหน้าสดใสขึ้น พลางส่งยิ้มซื่อๆ ตามแบบฉบับของตนเอง “เขาบอกว่า คำเตือนของคนคนนั้นเขาได้รับแล้ว หลังจากนี้จะทำงานให้รอบคอบกว่าเดิม”
“คำเตือน?”
“อืม... ประธานจี้บอกว่า แค่ผมพูดชื่อฟางเจี๋ยออกมา คุณก็จะเข้าใจเอง”
จี้ทิงกะพริบตาด้วยความสงสัย พลางนึกในใจ : [ฟางเจี๋ยมีปัญหาตรงไหนงั้นเหรอ? ที่ฉันใช้ใบหน้าของเขา ก็เป็นเพราะว่า...]
ซ่า!
ในห้องน้ำชั้นล่าง จี้เยี่ยนจื๋อเอื้อมมือไปปิดฝักบัวทันควัน
เมื่อกี้จี้ทิงพูดว่าอะไรนะ ใบหน้าของฟางเจี๋ยงั้นเหรอ?
เสียงน้ำที่ไหลแรงเกินไปทำให้เขาได้ยินเพียงคำศัพท์ที่ขาดตอนและเลือนลาง นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้ม หางตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างยากจะคาดเดาความคิด
จี้ทิงตื่นแล้ว และตอนนี้คงกำลังอยู่กับสวีเหริน แต่ต่อให้สวีเหรินจะพูดอะไรออกไป ตอนที่อยู่บนรถเขาก็เอ่ยถึงฟางเจี๋ยแค่ประโยคเดียว แล้วจี้ทิงไปรู้มาจากไหนว่า ‘คนคนนั้น’ ใช้ใบหน้าของฟางเจี๋ย?
จี้เยี่ยนจื๋อยืนนิ่งอยู่พักหนึ่งเพื่อรอฟังเสียงนั้นต่อ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเสียงในใจดังขึ้นอีก เขาจึงจัดการเช็ดตัวลวกๆ ก่อนจะสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกไป
ขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อเดินขึ้นบันไดมา เป็นจังหวะเดียวกับที่จี้ทิงเดินออกมาจากห้องรับรองพอดี เมื่อจี้ทิงหันกลับมาปิดประตู สายตาของสองพี่น้องก็ปะทะกันเข้าพอดี
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวขึ้นบันไดสองขั้นสุดท้าย “ไปที่ห้องนาย ฉันมีเรื่องจะถาม”
“ครับ”
จี้ทิงเดินตามหลังเขาไป ทว่าเห็นน้ำยังคงหยดจากเส้นผมของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ขาดสาย จึงเอ่ยทักขึ้นตามความเคยชิน “สระผมแล้วไม่เช็ดให้แห้ง ระวังเส้นเลือดในสมองจะมีปัญหานะครับ”
“ไม่ต้องมายุ่ง” จี้เยี่ยนจื๋อสวนกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
จี้ทิงไม่พูดอะไรต่อ เมื่อเข้าไปในห้องนอนแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็จัดการปิดประตู
“เมื่อกี้สวีเหรินคุยอะไรกับนายบ้าง?”
จี้ทิงตอบสั้นๆ “ก็เรื่องเมื่อกลางวันน่ะครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อคร้านจะอ้อมค้อม จึงถามเข้าประเด็น “เรื่องของฟางเจี๋ย เขาบอกนายว่ายังไง”
จี้ทิงช้อนสายตาขึ้น นิ่งไปครู่หนึ่ง “เขาบอกว่าได้แจ้งเรื่องให้คนคนนั้นทราบแล้ว คนคนนั้นบอกว่าที่ใช้ใบหน้าของฟางเจี๋ยไม่ใช่เพื่อจะเตือนอะไร เพียงแต่ภาพลักษณ์ของเขามันดูเหมือนอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัยที่สุดก็แค่นั้น”
แค่นี้เนี่ยนะ?
มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ รู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวเข้าให้แล้ว
ในความคิดของเขา ‘คนคนนั้น’ คืออัจฉริยะผู้สง่างามและน่าเกรงขาม ถึงแม้จะไม่ได้เคร่งขรึมตลอดเวลา แต่อย่างน้อยในเรื่องงานก็ไม่น่าจะทำอะไรเล่นๆ แบบนี้
จิ๊... ไม่สิ
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วแน่น หรือว่าจะเป็นเขาเองที่คิดมากไป ความจริงคนคนนั้นอาจจะไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเขาเลยก็ได้
จี้ทิงเอียงคอเล็กน้อย [จี้เยี่ยนจื๋อกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่เห็นเขามีสีหน้าหลากหลายขนาดนี้]
จี้เยี่ยนจื๋อหันกลับมามองเขา แววตาพลันเคร่งขรึมลงทันที
[แทสเมเนียนตัวเดิมกลับมาแล้วแฮะ]
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดโทสะไว้ “นอกจากเรื่องนี้แล้ว คนคนนั้นยังพูดอะไรอีกไหม?”
ริมฝีปากของจี้ทิงเผยอออกโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะหุบฉับลงทันควัน
เมื่อเห็นดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็รีบคาดคั้น “ถ้านายกล้าปิดบังอะไรฉันละก็...”
“คนคนนั้นบอกว่า พรุ่งนี้ให้พี่ส่งโปรแกรมไปให้ลู่เหยียนชู และทางที่ดีควรจัดเจ้าหน้าที่เทคนิคไปช่วยสักหนึ่งถึงสองคน คอยผลัดเวรกันเฝ้าสังเกตการณ์บันทึกสัญญาณ”
[ในเมื่อจี้เยี่ยนจื๋อถามมา ก็ถือโอกาสโยนเรื่องทั้งหมดไปให้เขาจัดการเลยแล้วกัน]
จี้ทิงดูจะพอใจกับแผนการนี้มาก จนมุมปากแอบหยักยิ้มขึ้นมาจางๆ ...
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^