ตอนที่ 53 ของขวัญจากแม่
ตอนที่ 53 ของขวัญจากแม่
วันเวลาล่วงเลยไปห้าวัน ในระหว่างนี้ทางตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม และได้ควบคุมตัวหวังเจี้ยนหมิงไปเมื่อสองวันก่อน
ทางด้านลู่เหยียนชูยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่นั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะพวกสายลับมักจะซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ถ้าไม่ระวังตัวให้ดีก็คงไม่กล้าติดต่อกันบ่อยครั้งนัก
จี้ทิงอาศัยช่วงเวลาที่ว่างในไม่กี่วันนี้ เริ่มลงมือพัฒนาเอนจินการเรนเดอร์ทางฟิสิกส์ [1] ตัวใหม่ เนื่องจากการแข่งขันการเรนเดอร์ระดับโลกจะเริ่มเปิดรับผลงานในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า ซึ่งหัวข้อในครั้งนี้คือ ‘เมดูซ่า’
วันนี้เขาเข้านอนและตื่นขึ้นมาทานมื้อเช้าเพียงลำพัง จากนั้นจึงตรงไปยังห้องเล่นเกมทันที
เขาขลุกตัวอยู่ในนั้นเกือบทั้งวัน จนกระทั่งเวลาเกือบห้าโมงเย็น สวีเหรินก็โทรศัพท์เข้ามาหาเขา
“ฮัลโหลครับ อาจารย์จี้” น้ำเสียงของสวีเหรินดูตื่นเต้นมาก แต่ยังคงกดเสียงให้ต่ำลง “เมื่อครู่เราตรวจจับสัญญาณจากต่างประเทศได้แล้วครับ พิกัดสถานีฐานอยู่ในเขตตะวันออกที่ห้า [2] พอดีครับ”
“ล็อกเป้าหมายได้หรือยัง?”
“แน่นอนครับ ทุกขั้นตอนทำตามที่คุณบอกไว้เป๊ะเลย”
จี้ทิงขานรับในลำคอ “ถ้าอย่างนั้นพวกคุณก็ติดตามย้อนรอยสัญญาณนี้ต่อไป แต่อย่าละเลยจุดอื่นล่ะ ฝ่ายตรงข้ามอาจไม่ได้มีแค่คนเดียว”
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
สิ้นเสียงคำพูดนั้น จี้ทิงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังลอดออกมาจากหูโทรศัพท์ “สวีเหริน คุณอยู่ในนั้นหรือเปล่า?”
“อยู่ครับ เดี๋ยวผมออกไป” สวีเหรินขานรับ พลางยกมือป้องปากกระซิบ “อาจารย์จี้ ผมต้องไปแล้วครับ มีอะไรจะติดต่อกลับไปใหม่”
“ครับ”
หลังจากวางสายไปได้ไม่นาน สวีเหรินก็ส่งข้อความผ่านวีแชตมาหา
[อาจารย์จี้ครับ ช่างเทคนิคหลี่บอกว่าประธานจี้ปิดเครื่อง พวกเขาติดต่อไม่ได้ เลยฝากมาถามคุณว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ]
ไม่แปลกที่ช่างเทคนิคหลี่จะตื่นตระหนก เพราะจี้เยี่ยนจื๋อคือประธานของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ ปกติงานในเครือบริษัทรัดตัวขนาดนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเกิดสถานการณ์ติดต่อไม่ได้เช่นนี้
จี้ทิงลองกดโทรออกดูด้วยตัวเอง และพบว่าอีกฝ่ายปิดเครื่องจริงๆ
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางนึกว่าปกติจี้เยี่ยนจื๋อมีบอดี้การ์ดติดตามเป็นพรวน น่าจะไม่เกิดเรื่องร้ายแรงอะไรขึ้น
[รอจี้เยี่ยนจื๋อกลับมาแล้ว ผมจะบอกเขาให้]
...
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ จี้ทิงเดินมาจากตึกตะวันตก ทว่าเมื่อมาถึงห้องอาหารกลับพบเพียงพ่อบ้านอยู่ตามลำพัง
เขาหันไปถามอีกฝ่าย “วันนี้จี้เยี่ยนจื๋อทำงานล่วงเวลาเหรอครับ?”
สีหน้าของอาหยางหม่นแสงลงทันที กระทั่งแฝงแววเคร่งขรึมอยู่หลายส่วน “ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว คุณชายรองยังไม่รู้อีกหรือครับ?”
ปกติแล้วพ่อบ้านมักจะสุภาพและอ่อนโยนอยู่เสมอ นี่เป็นครั้งแรกที่จี้ทิงเห็นเขาแสดงท่าทางเช่นนี้ “ผมควรจะรู้อะไรเหรอครับ?”
อาหยางจ้องเขม็งมาที่เขาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “วันนี้วันที่ยี่สิบสามมกราคม เป็นวันครบรอบวันตายของคุณผู้หญิงครับ”
จี้ทิงชะงักงันไปชั่วครู่ เมื่อได้สติเขาก็รีบค้นหาความทรงจำของร่างเดิมทันที และพบว่าในวันที่ยี่สิบสามมกราคมของทุกปี มีเพียงความทรงจำที่จี้ซื่อเจ๋อพาเขาออกไปเที่ยวเล่นเท่านั้น
ในบ้านหลังนี้ มีเพียงจี้เยี่ยนจื๋อและอาหยางที่จดจำได้ว่าวันนี้คือวันสำคัญ ส่วนคนอื่นๆ กลับมองว่าเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
เมื่อเห็นเขายืนนิ่งไม่พูดไม่จาอยู่นาน พ่อบ้านก็ก้าวเข้ามาเลื่อนเก้าอี้ออก “คุณชายใหญ่คงไม่กลับมาทานมื้อค่ำแล้ว เชิญคุณทานคนเดียวเถอะครับ”
จี้ทิงสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ จึงเอ่ยปากอธิบาย “อาหยางครับ เมื่อกี้ผมไม่ได้แกล้งถามนะ”
“นั่นก็หมายความว่าคุณไม่เคยจำมันได้เลยจริงๆ” พ่อบ้านพูดจบถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่าถ้อยคำนั้นรุนแรงเกินไป เขาจึงก้มหน้าลง “ขอโทษครับคุณชายรอง ผมไม่ควรละลาบละล้วงถามคุณแบบนั้น”
จี้ทิงมองเขาอย่างเงียบเชียบครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นมาดื้อๆ “อาหยาง ในบ้านมีกระจกพกพาไหมครับ?”
พ่อบ้านคาดไม่ถึงว่าเขาจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาได้รวดเร็วขนาดนี้ จึงตอบเสียงเรียบ “มีครับ”
“เอามาให้ผมอันหนึ่ง ขออันใหม่เลยยิ่งดีครับ” พูดจบเขาก็ขออีกสิ่งหนึ่งเพิ่ม “แล้วก็ขอพวกกระดาษห่อของขวัญด้วยนะครับ”
พ่อบ้านไม่ตอบรับ เพียงแต่หมุนตัวเดินจากไป เดิมทีเขาคิดว่าความสัมพันธ์ของสองพี่น้องช่วงนี้ดีขึ้นมากแล้ว คุณชายรองน่าจะพอเข้าใจความรันทดใจของคุณชายใหญ่บ้าง แต่ที่ไหนได้ นอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว ยังดูเหมือนจะเอาแต่ใจหนักกว่าเดิมเสียอีก
เขาส่ายหน้าอย่างนึกสมเพชตัวเอง เป็นเขาที่คิดไปเองแท้ๆ คุณชายรองก็คือลูกที่ผู้หญิงคนนั้นให้กำเนิดมา จะมารู้สึกโศกเศร้ากับการตายของคุณผู้หญิงได้ยังไงกัน
เขายืนสงบสติอารมณ์อยู่ข้างนอกพักหนึ่ง ก่อนจะไปหยิบของตามที่จี้ทิงต้องการ
เมื่อกลับมาที่ห้องอาหาร จี้ทิงก็ลงมือทานมื้อค่ำทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พ่อบ้านลอบถอนหายใจยาว จี้ทิงจึงเงยหน้ามองเขา “คืนนี้ผมยังต้องทำ... เล่นเกมต่อ จะปล่อยให้ท้องว่างไม่ได้น่ะครับ”
“สมควรแล้วครับ” อาหยางกระตุกยิ้มที่มุมปากพลางวางของลงบนโต๊ะ “นี่คือของที่คุณต้องการครับ”
“ขอบคุณครับ”
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ จี้ทิงก็กลับไปยังตึกตะวันตกเพื่อเล่นเกมต่อ
เวลาล่วงเลยไปจนหลังเที่ยงคืน จี้ทิงเดินมาที่โถงหน้าบ้าน เขาปิดไฟทุกดวงจนมืดสนิท แล้วนั่งลงบนโซฟาเพียงลำพัง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาถูกปลุกให้ตื่นด้วยแสงไฟที่สว่างวาบเข้าตา จี้ทิงสะลึมสะลือลืมตาขึ้น ในครรลองสายตาอันพร่าเลือน เขาก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อกำลังเดินขึ้นบันไดไป
เขารีบยันตัวลุกขึ้นทันที “จี้เยี่ยนจื๋อ”
จี้เยี่ยนจื๋อก้าวขึ้นไปอีกขั้นก่อนจะหยุดเท้า น้ำเสียงเย็นชาบาดลึกอย่างถึงที่สุด “ว่ามา”
จี้ทิงหยิบของที่วางอยู่ข้างตัวเดินตามขึ้นไป แล้วหยุดลงตรงขั้นที่ต่ำกว่าอีกฝ่ายสองขั้น “ให้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีตาหลัง เขาจึงต้องจำใจหันกลับมา และภาพที่เห็นคือจี้ทิงกำลังชูวัตถุทรงโค้งที่ถูกห่อด้วยกระดาษจนยับย่น ดูเผินๆ เหมือนไม้แบดมินตันที่ด้ามหัก
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อสะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจ เขาข่มตาลงอย่างสุดกลั้น “จี้ทิง วันนี้นายอย่ามาแหย่หนวดเสือจะดีกว่า”
“ถึงจะดึกไปหน่อย แต่นี่คือของขวัญที่คุณแม่ฝากมาให้พี่ครับ”
เพียะ! มือหนาปัดของในมือเขาจนกระเด็น ของขวัญชิ้นนั้นร่วงหล่นลงจากราวบันได วินาทีต่อมา คอเสื้อของจี้ทิงก็ถูกกระชากขึ้นอย่างแรง
“ฉันเตือนนายแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาตลบตะแลงใส่ฉัน!” ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งขรึมของจี้เยี่ยนจื๋อบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ทุกคำพูดเหมือนเค้นออกมาจากซอกฟันที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด “ลูกนอกสมรสชั้นต่ำอย่างนาย กล้าดียังไงเอาปากโสโครกนั่นมาพูดถึงแม่ของฉัน?!”
จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจนขาดสติ ภาพของจี้ซื่อเจ๋อซ้อนทับขึ้นมา เมื่อมองจี้ทิงตรงหน้า แววตาของเขาก็ยิ่งเย็นเยียบ กลิ่นอายแห่งความบ้าคลั่งเริ่มปะทุขึ้นในใจ
จี้ทิงรู้สึกเจ็บคอเพราะถูกรั้งคอเสื้อจนแน่น เขาพยายามดิ้นแต่ไม่หลุด จึงได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “ของขวัญชิ้นนั้นคือกระจกครับ ผมอยากให้พี่เอาไว้ใช้ดูหูของตัวเอง”
จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนเลือดในกายพลุ่งพล่านไปรวมอยู่ที่หัวใจ ในขณะที่เขากำลังจะสูญเสียสติไปนั้น จี้ทิงกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “ในหูของพี่มีกระดูกชิ้นหนึ่ง เรียกว่าออติแคปซูล [3] มันมีปริมาตรเพียงแค่หยดน้ำสี่หยด และสารอาหารที่สร้างกระดูกชิ้นนี้ขึ้นมา ก็มาจากอาหารที่แม่ของพี่ทานเข้าไปในช่วงสัปดาห์ที่สิบหกของการตั้งครรภ์”
“ในช่วงชีวิตที่เหลือของพี่ พี่จะพกพาสารเคมีจากอาหารที่แม่ทานตอนอุ้มท้องพี่ได้สี่เดือนติดตัวไปตลอดกาล มันจะไม่มีวันจากพี่ไปไหนเลย”
มือของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายของจี้ทิง เขาขบกรามแน่นจนเป็นสันนูน ทว่าความรู้สึกตื้นตันอันรุนแรงกลับแล่นปราดจากจมูกพุ่งขึ้นสู่ขอบตา
จี้ทิงจงใจหลุบตาลง ไม่มองหน้าอีกฝ่าย “ออติแคปซูลมีเซลล์ที่เป็นอมตะ มันจะช่วยพี่ในการแยกแยะทิศทางและรักษาการทรงตัว”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ไร้ซึ่งการปรุงแต่งอารมณ์ แต่กลับหนักแน่นจนยากจะต้านทาน “มันเปรียบเสมือนมือทั้งสองข้างของคุณแม่ที่คอยประคองแขนพี่ไว้ ในวันที่ท่านสอนพี่เดิน...”
เชิงอรรถ
[1] เอนจินการเรนเดอร์ทางฟิสิกส์ (Physics-based Rendering Engine - PBR) คือเทคโนโลยีการจำลองการตกกระทบของแสงบนวัตถุให้สมจริงตามหลักฟิสิกส์ ซึ่งเป็นงานระดับสูงของเหล่านักพัฒนาโปรแกรมกราฟิก
[2] เขตตะวันออกที่ห้า (UTC+5) เป็นการระบุเขตเวลา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่แถบเอเชียกลางหรือเอเชียใต้ (เช่น ปากีสถาน หรือบางส่วนของรัสเซีย)
[3] ออติแคปซูล (Otic Capsule) หมายถึง ส่วนของกระดูกที่มีความหนาแน่นสูงมากในกะโหลกศีรษะส่วนขมับ (Petrous part of temporal bone) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างห่อหุ้มและป้องกันหูชั้นใน
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^