LNCrawler

ตอนที่ 54 ถูกจี้ทิงทรมานจนปางตาย

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 54 ถูกจี้ทิงทรมานจนปางตาย

        หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อพลันบีบรัดแน่น หยดน้ำตาไหลร่วงลงจากดวงตาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขารีบเบือนหน้าหนี พยายามข่มอารมณ์อย่างสุดความสามารถ ทว่าร่างกายกลับยังสั่นเทาไม่หยุด

       จี้ทิงก้าวขึ้นบันไดไปอีกสองขั้นอย่างทุลักทุเล แม้จี้เยี่ยนจื๋อจะหันหน้าหนีไปแล้ว แต่ทว่ามือที่ขยุ้มคอเสื้อเขากลับลืมคลายออก ส่งผลให้จี้ทิงต้องจำใจค้อมตัวอยู่ในท่าทางที่แสนอึดอัด

       ผ่านไปสักพัก มือใหญ่ที่ลำคอจึงค่อยๆ คลายออกช้าๆ

       “ที่นายพูดมาเมื่อกี้ มีเรื่องไหนหลอกฉันไหม” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อแหบพร่า ปลายประโยคยังแฝงร่องรอยเจือสะอื้น

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “มีเรื่องหนึ่งที่ผมหลอกพี่จริงๆ”

       จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจนหน้ามืด รีบสะบัดหน้ากลับมาทันที “นาย!”

       “กระจกธรรมดามองไม่เห็นออติแคปซูลหรอกครับ มันอยู่ตรงฐานกะโหลก ถ้าอยากเห็นคงต้องผ่าพิสูจน์อย่างเดียว” เขาชี้ประกอบพลางเอ่ยเสริม “แต่เรื่องส่วนประกอบของออติแคปซูลที่ผมบอกไป ผมไม่ได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียว”

       ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นระริกเพียงแผ่วเบา ทว่ายังคงรักษาท่าทีเย็นชาและแข็งกร้าว “จี้ทิง ฉันไม่ต้องการความสงสารอันไร้ค่าแบบนี้จากนาย”

       “นั่นไม่ใช่ความสงสาร” จี้ทิงสบตาเขา แววตาคู่นั้นสงบนิ่งและกระจ่างใส “มันคือความลับที่ล้ำค่าที่สุดของเด็กทุกคนในโลกใบนี้ที่ต้องสูญเสียแม่ไป”

       เมื่อได้ยินประโยคนี้ ความอับอายและโกรธเคืองที่ซ่อนลึกอยู่ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อก็พังทลายลงในชั่วพริบตา ก่อนจะค่อยๆ สัมผัสได้ถึงความจริงใจที่แฝงมากับของขวัญชิ้นนี้

       มันไม่ใช่การฉวยโอกาสเยาะเย้ย และไม่เกี่ยวข้องกับความเวทนา จี้ทิงเพียงแต่ใช้ความพยายามปลอบโยนเขาในแบบฉบับของตนเองเท่านั้นเอง

       เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เบือนหน้าหนีอย่างขัดเขิน “ไปเก็บของกลับมาซะ”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ “พี่เป็นคนปัดมันทิ้งเองนะครับ”

       “จะเก็บไม่เก็บ?” จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาทำท่าทางดุดันอีกครั้ง

       จี้ทิงทำท่าเหมือนจะแย้งแต่ก็เม้มปากเงียบไป [ช่างเถอะ ถือว่าวันนี้ยอมให้จี้เยี่ยนจื๋อวันหนึ่งแล้วกัน]

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นเสียง ‘เฮอะ’ ในใจ ใครต้องการให้ไอ้คนซื่อบื้ออย่างนายมายอมให้กัน

       จี้ทิงหันหลังเดินลงบันไดไป เขาหาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาจากข้างโซฟา

       “แตกรึเปล่า” จี้เยี่ยนจื๋อชะโงกหน้าลงมาจากราวบันได

       จี้ทิงลองเขย่าดู ไม่ได้ยินเสียงเศษแตกข้างใน “ดูเหมือนจะไม่แตกครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินลงจากบันได และคว้าของขวัญไปจากมือเขาพลางกวาดสายตามองอย่างนึกรังเกียจ “ห่อได้ห่วยแตกชะมัด”

       “ก็ขี้เหร่จริงๆ นั่นแหละครับ” จี้ทิงยอมรับตามตรงเสมอ เขาไม่ใช่พวกที่จะมาฝืนยกยอของที่ตัวเองทำขึ้นมา

       จี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปยังริบบิ้นสีเหลืองสด พลางติติงไม่หยุดปาก “คราวหลังอย่าใช้สีนี้ ฉันไม่ชอบ แล้วก็นี่ กระดาษห่อลายเลอะเทอะชะมัด ดูไม่ได้เลย”

       จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย “ยังมีคราวหลังอีกเหรอครับ?”

       ครั้งนี้ก็แล้วไปเถอะ ถือเสียว่าเขาทำเพื่อชดเชยแทนเจ้าของร่างเดิม แต่จะมีใครอยากได้รับของขวัญในวันครบรอบวันตายของแม่ตัวเองกันเล่า

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาพลางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ปีหนึ่งนายเอาเงินจากซื่อลี่ไปตั้งเท่าไหร่ แค่ซื้อของขวัญวันเกิดให้ฉัน นายจะงกไปถึงไหน?”

       ลมหายใจของจี้ทิงสะดุดไปชั่วขณะ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันเกิดของจี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นวันเดียวกับวันครบรอบวันตายของแม่แท้ๆ

       จี้เยี่ยนจื๋อมองเห็นดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและทำตัวไม่ถูกของอีกฝ่าย ดูไปแล้วเหมือนลูกแมวน้อยที่ถูกแกล้งดีดหน้าผาก ครั้งนี้คงเป็นความสงสารจริงๆ แล้วสิ

       จี้เยี่ยนจื๋อเหยียดริมฝีปากอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินตรงไปยังลิฟต์ “ถ้าไม่ง่วง ก็ไปรอฉันที่ห้องดูหนัง”

       จี้ทิงกะพริบตาถี่ๆ “ไปทำไมครับ?”

       “อยากไปก็ไป ไม่ไปก็ช่าง”

       ...

       สิบห้านาทีต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อก็เดินเข้ามาพร้อมถุงขนมขนาดใหญ่

       ทันทีที่เห็นจี้ทิง เขาก็ยัดของเหล่านั้นใส่มืออีกฝ่ายพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เดี๋ยวนายก็นั่งกินพวกนี้ไปเงียบๆ ไม่ต้องมองหน้าจอ”

       จี้ทิงมองกองขนมในอ้อมกอดพลางเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “ถ้าไม่ต้องดู แล้วพี่เรียกผมมาทำไมครับ?”

       “สั่งให้กินก็กินไป อย่าพูดมากหน่า”

       มืออีกข้างของจี้เยี่ยนจื๋อถือกล่องสีเทาตุ่นๆ เขาบอกให้จี้ทิงหาที่นั่งเอาเอง ส่วนตัวเองเดินหายเข้าไปในห้องควบคุมการฉาย

       เพียงไม่นาน จอภาพก็สว่างขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกมาปรายตามองครู่หนึ่ง

       ปกติเขาแทบไม่เคยย่างกรายมาที่นี่ เมื่อเห็นหน้าจอติดจึงทึกทักเอาเองว่าเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเดินกลับมานั่งข้างจี้ทิง

       พอหย่อนก้นลงนั่ง เขาก็พบว่าจี้ทิงกำลังง่วนอยู่กับปุ่มอะไรบางอย่างตรงที่พักแขน

       “หาอะไรของนาย”

       จี้ทิงขะมักเขม้นอยู่กับปุ่มกดพลางตอบว่า “วันนี้ผมนั่งรถมาทั้งวัน รู้สึกปวดเอว เลยอยากจะปรับพนักพิงไปข้างหลังหน่อยครับ”

       “เรื่องมาก…”

       จี้เยี่ยนจื๋อยังพูดไม่ทันขาดคำ ทันใดนั้นหน้าแข้งของเขาก็ถูกบางอย่างที่ยื่นออกมาล็อกไว้แน่น จากนั้นที่นั่งของเขาก็เริ่มยกตัวสูงขึ้นช้าๆ ดูราวกับฮ่องเต้ที่กำลังเสด็จขึ้นครองราชย์

       จี้ทิงมองดูเขาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสับสน ก่อนจะมีเสียงตวาดดังลั่นมาจากด้านบน “จี้ทิง! นายกดโดนปุ่มอะไร!”

       จี้ทิงเองก็ไม่รู้ ในขณะที่เขากำลังพยายามหาปุ่มเดิม ระบบนวดของเก้าอี้ก็เริ่มทำงานเองโดยอัตโนมัติ

       แรงนวดมหาศาลกระแทกผ่านแผ่นหลังจนหน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นสะเทือน ทุกคำพูดที่เปล่งออกมาจึงสั่นเครือตามจังหวะเครื่อง “รีบ... ปิด... อึก... ให้... ฉัน... เดี๋ยว... อึก... นี้...!”

       จี้ทิงกดทุกปุ่มที่มีจนครบหลายต่อหลายรอบ ก่อนจะเม้มปากแล้วเงยหน้าขึ้น “จี้เยี่ยนจื๋อ เก้าอี้ตัวนี้… สงสัยมันจะพังแล้วครับ”

       “นาย... อึก... แค่ปิด... ยังปิด... ไม่เป็น... หรือไง... อึก...!” นอกจากจะถูกทุบหลังแล้ว ทั่วทั้งร่างยังถูกบีบอัดอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถขยับเขยื้อนนิ้วได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว

       “รอเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปหาสวิตช์ไฟรวม”

       จี้ทิงรีบก้าวออกจากห้องดูหนัง ลงไปยังชั้นใต้ดินชั้นสองเพื่อเข้าไปยังห้องควบคุมไฟฟ้า เขาไล่หาจนเจอปุ่มของห้องดูหนังท่ามกลางแผงสวิตช์ เมื่อกดปิดเสร็จก็รีบวิ่งเหยาะๆ กลับไป

       ภายในห้อง มืดสนิท จี้ทิงไม่ได้พกโทรศัพท์มาด้วยจึงต้องคลำทางเข้าไปอย่างทุลักทุเล

       “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่ลงมาหรือยังครับ?”

       ความเงียบปกคลุมอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนที่เสียงกัดฟันกรอดของอีกฝ่ายจะดังขึ้น “นายคิดว่ายังไงล่ะ”

       จี้ทิงเงยหน้ามองตามเสียง รูม่านตาของเขาเริ่มปรับสภาพเข้ากับความมืดได้บ้างแล้ว ท่ามกลางแสงรำไรที่ลอดเข้ามาจากโถงทางเดิน จี้เยี่ยนจื๋อดูราวกับราชาผู้โดดเดี่ยวในยามบ่ายคล้อยที่ถูกตรึงไว้บนบัลลังก์สูงตระหง่าน

       จี้ทิงเอื้อมมือไปกะจะคว้าขาเขาไว้ แต่พบว่ามันถูกถุงลมนวดรัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้

       “นายจะไปยุ่งกับปุ่มพวกนั้นทำไม!” จี้เยี่ยนจื๋อแผดเสียงอย่างเหลืออด “ถ้าอยากลองก็น่าจะไปลองกับเก้าอี้ของตัวเองสิ!”

       จี้ทิงไม่รู้มาก่อนว่าปุ่มของเก้าอี้นี้ถูกออกแบบมาให้สวนทางกัน จึงทำได้เพียงบอกว่า “ขอโทษครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ”

       “หาทางแก้ให้ฉันเดี๋ยวนี้!”

       จี้ทิงครุ่นคิด “ให้ผมไปเรียกอาหยางไหมครับ?”

       “นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว นายจะไปปลุกคนอื่นเพราะความผิดของตัวเองงั้นเหรอ มีสามัญสำนึกบ้างไหม?” ที่จี้เยี่ยนจื๋อพูดแบบนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพอันน่าอัปยศของตัวเองต่างหาก

       จี้ทิงไม่ได้ตอบโต้ หันหลังเดินออกไปอีกรอบ

       “หยุดเดี๋ยวนี้นะ จี้ทิง... จี้ทิง!”

       ครู่ต่อมา ไฟในห้องดูหนังก็สว่างจ้าขึ้นกะทันหัน พร้อมๆ กับที่เก้าอี้นวดเริ่มบรรเลงจังหวะทุบราวกับกลองอีกครั้ง

       เมื่อจี้ทิงเดินกลับมาพร้อมของในมือ เก้าอี้ตัวนั้นก็ตีลังกากลับหัวไปแล้วหนึ่งร้อยแปดสิบองศา จี้เยี่ยนจื๋ออยู่ในสภาพหน้าทิ่มลงพื้นขาชี้ฟ้า ร่างทั้งร่างถูกทุบกระหน่ำจนสั่นเป็นกลองชุด

       แม้จะดูไม่สุภาพนัก แต่จี้ทิงก็อดไม่ได้ที่จะก้มหน้ากลั้นยิ้ม

       “นาย... อึก... กำลัง... หัวเราะ... เยาะฉัน... อึก... อยู่ใช่ไหม...!”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^