ตอนที่ 55 การเปิดเผยที่คาดไม่ถึง
ตอนที่ 55 การเปิดเผยที่คาดไม่ถึง
“เปล่าซะหน่อย”
จี้ทิงไม่นึกเลยว่าแม้ใบหน้าของอีกฝ่ายจะแดงก่ำเพราะเลือดคั่ง แต่สายตากลับยังดีเยี่ยมขนาดนี้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อเอาตัวรอดไปก่อน ก่อนจะก้มตัวลงวางข้าวของในมือลงบนพื้น
เขาถือโน้ตบุ๊กและกล่องเครื่องมือติดมือมาด้วย พลางย่อตัวลงเปิดฝากล่องแล้วควานหาไขควงด้านใน
เมื่อเห็นการกระทำนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาด “นาย... อึก... จะ... ทำ... อะไร...”
“ซ่อมเก้าอี้ครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินดังนั้นก็พลันรู้สึกเสียวสันหลังวาบ นึกเสียใจที่เมื่อครู่มัวแต่ห่วงเรื่องศักดิ์ศรีจนไม่ยอมเรียกคนเข้ามา ถ้าจี้ทิงลงมือชำแหละเก้าอี้นวดจนเกิดปัญหาอื่นตามมา คนที่ต้องรับกรรมก็คือเขานั่นแหละ
“นาย... อย่า... ซี้ซั้ว... อึก... ไป... เรียกคนมา...”
ทว่าจี้ทิงหาได้ฟังไม่ เขาหยิบไขควงไฟฟ้าออกมาแล้วเริ่มถอดแผงควบคุมทันที “ของแบบนี้ต่อให้อาหยางมาดูก็คงซ่อมไม่เป็นครับ คงต้องตามช่างจากโรงงานผลิตมาอย่างเดียว”
เขาเงยหน้ามองจี้เยี่ยนจื๋อ “แต่พี่ถูกแขวนไว้ท่ามกลางสภาวะเลือดคั่งในสมองนานเกินไปแบบนี้ มันจะอันตรายนะครับ”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนเขาเต็มใจจะอยู่สภาพนี้เองอย่างนั้นแหละ จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด “ก็... ไม่ใช่... อึก... เพราะนายหรือไง...”
“ผมรู้ครับ เพราะงั้นผมถึงกำลังชดเชยให้อยู่นี่ไง”
หลังจากถอดแผงหน้าปัดออก จี้ทิงก็สำรวจสายไฟด้านใน [แหล่งจ่ายไฟและฟังก์ชันของเก้าอี้ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะเป็นระบบควบคุมอัจฉริยะที่ขัดข้อง ซ่อมนิดหน่อยก็น่าจะใช้ได้แล้ว]
จี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ด้านบนชะงักไปทันที ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ถึงขั้นสงสัยว่าตัวเองโดนห้อยหัวนานเกินไปจนหูฝาดหรือเปล่า
จี้ทิงกล้าซ่อมจริงๆ น่ะเหรอ ถ้าเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วขึ้นมา ต่อให้เขาไม่ตาย ก็คงต้องเหลือชีวิตรอดมาได้แค่ครึ่งเดียวแน่ๆ!
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วตะเบ็งเสียงออกมาอย่างสุดกำลัง “นายอย่า... ขยับ... ฉันห้อย... อึก... อยู่แบบนี้... ก็ดี... แล้ว... อึก...”
“ห้อยอยู่แบบนี้จะดีได้ยังไงกันครับ” จี้ทิงเงยหน้าขึ้นเกลี้ยกล่อม “พี่พักผ่อนเถอะครับ การพูดยิ่งจะกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมากขึ้นนะ”
ตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อโมโหจนแทบจะมีควันออกหู ถ้าไม่ติดว่าแม้แต่มือก็ขยับไม่ได้ เขาคงควักโทรศัพท์ออกมากดแจ้งตำรวจไปแล้ว
“จี้ทิง... ไม่ใช่... อึก... นาย... ฟังฉัน...”
จี้ทิงเห็นอีกฝ่ายยังดื้อดึงไม่ฟังคำแนะนำ จึงก้มหน้าทำงานในมือต่อ เมื่อครู่เขาสังเกตเห็นช่องเสียบ USB ด้านล่าง เดิมทีมันมีไว้สำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถใช้เชื่อมต่อกับโน้ตบุ๊กได้พอดี
จี้ทิงวางโน้ตบุ๊กลงบนตัวเก้าอี้ ส่วนตัวเองนั่งยองๆ อยู่ด้านหน้า พลางจ้องมองระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์ [1] ที่กำลังเด้งป๊อปอัปขึ้นมาบนหน้าจอ
เขาลัดเลาะเข้าไปในซอร์สโค้ด [2] กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดโปรแกรมเชื่อมต่อที่ตนเองเขียนขึ้นเป็นประจำ แล้วเริ่มป้อนคำสั่งวาล์วโดเมนเพื่อควบคุมระบบ
จี้เยี่ยนจื๋อที่ถูกแขวนอยู่ด้านบนเงียบเสียงไปนานแล้ว
ตอนนี้ดวงตาของเขาจ้องมองหน้าจอด้วยความตื่นตะลึง รหัสโค้ดที่ไหลวนอย่างรวดเร็วสะท้อนอยู่ในแววตาจนเขารู้สึกเย็นวาบไปถึงหนังศีรษะ
จี้ทิงไม่ใช่แค่ไอ้ตัวขี้เกียจที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมหรอกหรือ?
ทำไมในคอมพิวเตอร์ถึงมีโปรแกรมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาไปเรียนเขียนโปรแกรมมาตอนไหน แล้วทำไมถึงใช้มันได้คล่องแคล่วยิ่งกว่าพวกโปรแกรมเมอร์ในกลุ่มบริษัทซื่อลี่เสียอีก
ขณะนี้จี้ทิงจดจ่ออยู่กับการแก้ไขปัญหา จนลืมตัวไปเสียสนิทว่าตนเองได้เปิดเผยไต๋อะไรบางอย่างออกมาแล้ว
จนกระทั่งโปรแกรมเริ่มทำงาน เขาจึงเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ก่อนจะชะงักไปชั่วขณะ
เขาเห็นจี้เยี่ยนจื๋อจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เขม็งแบบไม่วางตา และเมื่ออีกฝ่ายรับรู้ได้ว่าเขาเงยหน้าขึ้น สายตาที่ดำดิ่งล้ำลึกคู่นั้นก็สบประสานเข้ากับดวงตาของเขาพอดี
จี้ทิงนิ้วกระตุกวูบ พยายามเค้นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นออกมา “โปรแกรมนี้เป็นของสวีเหรินครับ ผมเลยลองเอามาใช้ดู เผื่อว่ามันจะช่วยได้”
[ต้องรีบทำให้จี้เยี่ยนจื๋อพลิกกลับขึ้นไปก่อน เขาจะได้ไม่เห็นอะไรไปมากกว่านี้]
ในนาทีนี้ หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อเปรียบเสมือนน้ำในบึงที่กำลังเดือดพล่าน เลือดลมทั่วร่างสูบฉีดพลุ่งพล่านไปยังหัวใจ ราวกับมันจะทะลุออกมาจากทรวงอกเสียให้ได้
เขาจ้องมองจี้ทิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าน้ำเสียงกลับดูเบาหวิว “อ้อ อย่างนั้นหรอกเหรอ”
เดิมทีจี้ทิงก็ไม่ใช่คนที่โกหกเก่งอยู่แล้ว เขาเกรงว่ายิ่งพูดจะยิ่งพลาด จึงก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ
เขาสะสางเรื่องสายไฟอีกรอบ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดผิดพลาด จึงยกเลิกโหมดหมุนอิสระเป็นอันดับแรก
ตามมาด้วยเสียงกลไกทำงานเบาๆ เก้าอี้ค่อยๆ หมุนกลับมาทางขวาอย่างช้าๆ จี้เยี่ยนจื๋อที่ถูกห้อยหัวมานานแสนนานในที่สุดก็กลับมาอยู่ในท่าตั้งตรงเสียที
รอดตายแล้ว... เขาควรจะดีใจ ทว่าใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่มีรอยยิ้มเลยแม้แต่นิดเดียว
จี้ทิงกดปุ่มเลื่อนระดับลง สายตาจดจ้องจนกระทั่งเก้าอี้สัมผัสพื้นจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ถุงลมนิรภัยค่อยๆ คลายออก แม้จะไร้ซึ่งแรงพันธนาการแล้ว แต่จี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กลับนิ่งสนิทไม่ไหวติง
“จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เป็นอะไรไหมครับ?” จี้ทิงเอียงคอถาม
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ตอบคำถามนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “ฉันเวียนหัว ลุกไม่ไหว นายมาช่วยฉันหน่อย”
จี้ทิงไม่สงสัยอะไร เขาก้าวข้ามกล่องเครื่องมือบนพื้นแล้วเดินเข้าไปหาทันที ทว่าทันทีที่เขาเข้าไปใกล้ จี้เยี่ยนจื๋อก็ขยับมืออย่างรวดเร็ว คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขาทันที
จี้ทิงตกใจสะดุ้ง “มีอะไรเหรอครับ?”
สายตาของจี้เยี่ยนจื๋อไล่สำรวจไปตามโครงหน้าของเขา ตั้งแต่หน้าผาก จมูก ดวงตา... เขาพินิจใบหน้าของจี้ทิงอยู่หลายรอบ ทว่ากลับมองไม่เห็นความแตกต่างจากเมื่อก่อนเลยแม้แต่นิดเดียว แต่จี้เยี่ยนจื๋อกลับรู้สึกได้ว่า… มีบางอย่างเปลี่ยนไป
อาจจะเป็นแววตา อาจจะเป็นน้ำเสียงที่ใช้พูด หรือไม่ก็อาจจะเป็น...
จี้ทิงคนนี้เปลี่ยนไปนานแล้ว มีเพียงเขาที่ยังดื้อรั้นปักใจเชื่อว่าคนตรงหน้า ยังคงเป็นคนที่ตื้นเขินและโง่เขลาคนเดิม
จี้เยี่ยนจื๋อจ้องเขาอยู่อย่างนั้น ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความกังวล “พี่อยากไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยไหมครับ?”
“ไม่ต้อง” จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด “จี้ทิง นายมีอะไรจะบอกฉันไหม?”
จี้ทิงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังจะเช็กบิลบัญชีแค้นย้อนหลัง จึงตอบกลับอย่างจริงจัง “ขอโทษครับ เพราะความผิดพลาดของผม พี่เลยต้องลำบาก”
“มีแค่นี้เหรอ?”
จี้ทิงเม้มริมฝีปากเบาๆ “ถ้าพี่คิดว่าแค่คำขอโทษมันไม่พอ พี่จะแกล้งคืนผมสักครั้งก็ได้ครับ”
สิ้นคำนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ปล่อยข้อมือของเขาทันที เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “นายเปิดหนังเป็นไหม?”
“หือ?” หัวข้อบทสนทนาที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วทำเอาจี้ทิงถึงกับอึ้ง
จี้เยี่ยนจื๋อถามย้ำอีกครั้ง จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “ไม่น่าจะยากครับ เดี๋ยวผมไปลองดูที่ห้องฉายหนังให้”
เขาหันหลังเดินออกไปได้สองก้าวก็หันกลับมาถาม “พี่อยากดูเรื่องอะไรครับ?”
“อะไรก็ได้” ในเมื่อสิ่งที่อยากดูตอนแรกยามนี้ไม่มีแก่ใจจะดูแล้ว จี้เยี่ยนจื๋อจึงเอ่ยอย่างเฉยชา “เลือกเรื่องที่เรตติ้งสูงสุดของปีที่แล้วมาสักเรื่องก็พอ”
“ตกลงครับ”
ในช่วงเวลาที่จี้ทิงไม่อยู่ ความคิดในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อไม่เคยหยุดนิ่ง เรื่องราวความไม่สมเหตุสมผลก่อนหน้านี้พรั่งพรูออกมาทีละเรื่องจนเขารู้สึกว่ามันช่างน่าหัวเราะเสียเหลือเกิน
เมื่อก่อนเขาตาบอดหรือว่าโง่กันแน่ ทำไมจี้ทิงพูดอะไรเขาก็เชื่อไปหมด
ขณะที่จี้เยี่ยนจื๋อยังคงจมอยู่ในห้วงความรู้สึกสมเพชตัวเอง จอขนาดใหญ่ก็สว่างขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับไฟในห้องโถงที่ค่อยๆ ดับลงโดยอัตโนมัติ
โลโก้บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์เรียงรายผ่านตาไปทีละค่าย เมื่อจี้ทิงเดินกลับมา เขาก็เห็นจี้เยี่ยนจื๋อนั่งหน้าบึ้งตึงอยู่
[แทสเมเนียนยังไม่หายโกรธอีกเหรอ?]
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก บีบนิ้วตัวเองพลางหันไปถาม “นายเปลี่ยนใจไปชอบลู่เหยียนชูแล้วงั้นเหรอ?”
“อะไรนะครับ?”
เชิงอรรถ
[1] ระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์ (Cloud Platform Management System) คือ ระบบซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับบริหารจัดการ ควบคุม ดูแล และตรวจสอบการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์
[2] ซอร์สโค้ด คือ ชุดคำสั่งที่โปรแกรมเมอร์เขียนขึ้นด้วยภาษาโปรแกรมมิ่ง ในรูปแบบข้อความที่มนุษย์อ่านและเข้าใจได้ เพื่อใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ ก่อนจะถูกแปลงเป็นรหัสเครื่องที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^