LNCrawler

ตอนที่ 56 ลองเชิงหาความจริง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 56 ลองเชิงหาความจริง

        จี้เยี่ยนจื๋อใบหน้ามืดครึ้มพลางชี้ไปที่จอภาพขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังฉายภาพใบหน้าของลู่เหยียนชูในระยะโคลสอัปพอดี

       จี้ทิงมองตามปลายนิ้วของเขาไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นราวกับเพิ่งนึกออก “เขาเป็นนักแสดงเรื่องนี้เหรอครับ”

       อีกฝ่ายบอกว่าให้เลือกหนังที่ทำคะแนนเรตติ้งสูงสุดของปีที่แล้ว เขาจึงเลือกเรื่องเส้นทางแห่งเกียรติยศตามลำดับการจัดอันดับ ไม่นึกเลยว่าจะบังเอิญขนาดนี้

       ในใจของจี้เยี่ยนจื๋อตอนนี้มีเรื่องสับสนวุ่นวายเต็มไปหมด พอได้เห็นใบหน้านี้เข้าก็ยิ่งหงุดหงิด เพราะทุกครั้งที่เห็นลู่เหยียนชู มันมักจะทำให้เขานึกถึงเรื่องราวบางอย่างในอดีตขึ้นมา

       “งั้นจะเปลี่ยนเรื่องไหมครับ?”

       เดิมทีการดูหนังก็เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อรั้งตัวคนไว้อยู่แล้ว จี้เยี่ยนจื๋อจึงข่มอารมณ์พลุ่งพล่านในอกลงแล้วเอ่ย “ช่างเถอะ เอาเรื่องนี้แหละ”

       จี้ทิงนั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มตั้งใจดูหนัง

       ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับขมวดคิ้วก้มหน้า เขาไม่มีแก่ใจจะชมภาพยนตร์เลยสักนิด ในสมองของเขาเต็มไปด้วยเงื่อนงำนับพันที่พันกันยุ่งเหยิงราวกับกลุ่มด้าย จนไม่รู้ว่าจะเริ่มสางจากตรงไหนดี

       ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงโพล่งถามคำถามที่อยากรู้ที่สุดออกมา “จี้ทิง ทำไมพักนี้นายถึงไม่ไปมาหาสู่กับพวกจางซวี่แล้วล่ะ”

       คำตอบของคำถามนี้สำคัญต่อเขามาก เพราะจี้เยี่ยนจื๋ออยากรู้ว่า หลายปีที่ผ่านมาจี้ทิงแสร้งทำเป็นโง่เขลาเพื่อซ่อนคมไว้หรือไม่ และใช้การมั่วสุมกับคนพวกนั้นเป็นเครื่องมือช่วยจี้ซื่อเจ๋อทำให้เขาตายใจมาตลอดใช่หรือเปล่า

       จี้ทิงถูกถามด้วยคำถามที่ชวนงุนงง เขาจึงรู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ช่างความจำสั้นเสียจริง “ก็เพราะก่อนหน้านี้พี่กักบริเวณผมไว้ในบ้าน ผมเลยออกไปไหนไม่ได้ไงครับ”

       “แต่ตั้งแต่เดือนนี้ ฉันก็ไม่ได้จำกัดอิสรภาพนายแล้วนี่” จี้เยี่ยนจื๋อหันมามองเขา สายตาแฝงไปด้วยห้วงอารมณ์ล้ำลึกที่ยากจะคาดเดา “ทำไมนายถึงไม่ไปหาพวกเขาอีก?”

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปชั่วอึดใจ “เพราะผมไม่อยากใช้ชีวิตแบบเดิมอีกแล้ว การปล่อยให้เวลาสูญเปล่าไปเฉยๆ มันไร้ค่าไร้ความหมายสำหรับผมครับ”

       เขาพูดความจริงออกมา ดังนั้นจี้เยี่ยนจื๋อจึงไม่ได้ยินเสียงในใจอื่นใดเพิ่มเติม

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าหนามที่ทิ่มแทงอยู่ในใจดูจะทุเลาลง ราวกับว่าในเรื่องนี้ สิ่งที่เขาใส่ใจมากกว่าคือการที่จี้ทิงโกหกเขาหรือไม่

       “ที่นายตั้งใจเรียนอยู่ตอนนี้ เพื่อช่วยกู้หน้าให้จี้ซื่อเจ๋องั้นเหรอ?”

       หัวคิ้วของจี้ทิงกระตุกเล็กน้อย เขาเอ่ยขัดอย่างไม่เห็นด้วย “ผมเรียนเพื่อตัวเอง ไม่เกี่ยวกับคนอื่นครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะตามความเคยชิน “เขาเป็นพ่อนายไม่ใช่หรือไง นายไม่ได้อยากให้เขารักนายแค่คนเดียวมาตลอดหรอกเหรอ?”

       ประโยคนี้จี้ทิงไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก จึงได้แต่ถามกลับตามตรรกะของอีกฝ่าย “เรียนดีแล้วเขาจะรักเหรอครับ ในเมื่อพี่มีผลการเรียนดีเยี่ยมมาตั้งแต่เด็ก แล้วทำไมเขาถึงไม่รักพี่ล่ะ?”

       คำพูดนั้นเปรียบเสมือนน้ำโสโครกที่สาดซัดเข้าใส่ตัวจี้เยี่ยนจื๋อ เขาขบเคี้ยวเขี้ยวฟันพลางเค้นเสียง “ฉันกับนายมันเหมือนกันที่ไหน!”

       จี้ทิงตอบเรียบๆ “ไม่เหมือนครับ”

        [แต่ก็เหมือนนั่นแหละ]

       เสียงในใจมีเพียงห้าคำสั้นๆ จี้เยี่ยนจื๋อไม่เข้าใจว่าพวกเขามีส่วนไหนที่เหมือนกัน ไม่ว่าชายคนนั้นจะปฏิบัติกับเขาอย่างไร แต่สำหรับจี้ทิงแล้ว จี้ซื่อเจ๋อคือพ่อที่ตามใจลูกอย่างที่สุดแน่นอน

       เขายิ่งมองจี้ทิงไม่ทะลุมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับยิ่งเข้าใกล้ เงาดำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้สายหมอกก็ยิ่งหนาตาขึ้น

       จี้เยี่ยนจื๋อตัดสินใจถามออกไปตรงๆ “เมื่อกี้ฉันเห็นนายแก้ไขโปรแกรมควบคุมเก้าอี้ ใครเป็นคนสอนนาย?”

        [ในที่สุดก็ถูกจับได้จนได้]

       หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ ทว่าเขากลับเห็นจี้ทิงยังมีสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความลนลานจากการถูกจับผิด “ผมเรียนรู้ด้วยตัวเองครับ”

       “เรียนเองงั้นเหรอ เรียนเองแล้วเก่งถึงขั้นนี้เลยเนี่ยนะ?” จี้เยี่ยนจื๋อไม่เชื่อ

       จี้ทิงเตรียมคำตอบไว้ในหัวอยู่ก่อนแล้ว จึงอธิบายอย่างใจเย็น “ระบบควบคุมของเก้าอี้นวดไม่ใช่โปรแกรมที่ซับซ้อนอะไร อีกอย่างมันมีระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์ในตัว การสั่งการเลยง่ายขึ้นมากครับ”

       พูดจบ เขาก็ชี้ไปที่แผงควบคุมของที่นั่งเป็นเชิงสาธิต “ถ้าพี่ไม่เชื่อ ก็ลองดูเองก็ได้นะ”

       คำพูดนี้ฟังดูมีเหตุผล เก้าอี้นวดต่อให้หรูหราเพียงใดก็ยังเป็นแค่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูงที่ซับซ้อนอะไรนัก

       แม้คำตอบนั้นจะปัดเป่าความสงสัยไปได้ชั่วคราว แต่จี้เยี่ยนจื๋อก็ยังรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ “แล้วนายเริ่มสนใจเรื่องการเขียนโปรแกรมตั้งแต่เมื่อไหร่?”

       ครั้งนี้จี้ทิงตอบได้ไม่ลื่นไหลนัก เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จะเรียกว่าสนใจก็ไม่เชิงครับ ส่วนใหญ่เป็นเพราะตอนนั้นไม่อยากปล่อยให้สมองมันว่างเฉยๆ มากกว่า”

       จี้เยี่ยนจื๋อฟังน้ำเสียงที่ดูเหมือนกำลังคุยเรื่องลมฟ้าอากาศของเขา ความรู้สึกบางอย่างที่เพิ่งตามมาทันก็พลันเอ่อล้นขึ้นในใจ

       ดูท่าว่าเขาจะปรักปรำหมอโจวแห่งโรงพยาบาลรุ่ยเหอผิดไปจริงๆ เจ้าหมอนี่มันเป็นอัจฉริยะประเภทร้อยปีมีหนึ่งคนชัดๆ

       จี้เยี่ยนจื๋อดึงสายตากลับมา พลางหัวเราะหยันตัวเองออกมาคำหนึ่ง

       จี้ทิงไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะทำไม เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ความดีใจ แต่ก็ไม่เหมือนกำลังโกรธ มันเป็นอารมณ์ประเภทที่เขายังยากจะเข้าใจได้

       “พี่หัวเราะทำไมครับ?” เขาอยากรู้คำตอบ เพราะมันจะช่วยในการฝึกฝนทักษะทางสังคมของเขาได้

       “ฉันอยากจะหัวเราะก็หัวเราะ ต้องอธิบายให้นายฟังด้วยรึไง?” จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าคำถามนี้มันช่างโง่เง่าสิ้นดี

       “ครับ” จี้ทิงพยักหน้าอย่างเป็นเรื่องปกติ “เพราะเมื่อกี้ผมตอบคำถามพี่ไปตั้งเยอะ พี่ก็ควรจะตอบแทนผมบ้าง”

       ตอบแทนงั้นเหรอ... จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้ม “แล้วเมื่อกี้ใครกันที่ทำให้ฉันต้องไปห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ?”

       “นั่นมันโซฟาเก้าอี้นวดครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับจุกอก “แล้วเก้าอี้นั่นไม่ใช่นายหรือไงที่ทำพัง?”

       จี้ทิงแก้ต่าง “ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง คือมันพังอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่อาการมันดันมาออกตอนที่พี่นั่งลงไปพอดีต่างหากครับ”

       “งั้นก็กลายเป็นว่าฉันดวงซวยเองงั้นสิ?”

       จี้ทิงรู้สึกว่าถ้าเถียงกันต่อไป อีกฝ่ายคงจะโกรธขึ้นมาอีกแน่ เขาจึงยอมอ่อนลงให้ก่อน “เป็นเพราะผมไม่ควรไปกดมันมั่วซั่วเองครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเพิ่งถูกยอมลงให้ เขาฮึดฮัดในลำคอแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม แต่พอหันไปมองที่จอ ก็เห็นใบหน้าของลู่เหยียนชูอีกครั้ง

       เขาตัดสินใจไม่ดูต่อ และลุกขึ้นจากที่นั่ง “นายติดค้างหนังฉันไว้เรื่องหนึ่งนะ ตอนเย็นรอฉันกลับมาก่อน จะได้ดูต่อให้จบ”

       เขายังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องไปเรียบเรียงลำดับความคิดด้วยตัวคนเดียว การอยู่ที่นี่ทำให้ความคิดเขาไม่ปลอดโปร่งนัก เขาจึงต้องกลับไปที่ห้องเงียบๆ เพื่อใช้ความคิด

       “เย็นวันนี้เหรอครับ?” จี้ทิงส่ายหน้าปฏิเสธ “หลังจากนอนตื่นแล้วผมมีเรื่องต้องทำ ไม่มีเวลาไปนั่งดูหนังเป็นเพื่อนพี่หรอกครับ”

       “ธุระของนาย?” ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววสืบค้นขึ้นมาทันที “ธุระอะไร?”

       จี้ทิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “เล่นเกมครับ”

        [เมดูซ่าเพิ่งจะเริ่มทำเอง วันนี้ก็น่าจะเหมือนเมื่อวาน คงต้องอยู่ในห้องเกมทั้งวันนั่นแหละ]

       จี้ทิงอยู่ในห้องเกมเพื่อทำเมดูซ่า?

       ในหัวของจี้เยี่ยนจื๋อเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม นี่เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย

       เขาคิดไม่ตก จึงปั้นหน้ายักษ์เข้าข่ม “ไม่ได้ เย็นนี้นายต้องมานั่งดูหนังเป็นเพื่อนฉัน”

       จี้ทิงรู้สึกว่าเขาไม่มีเหตุผลเลยสักนิด “หนังของลู่เหยียนชูก็ไม่ใช่หนังผี พี่จะให้ผมไปดูเป็นเพื่อนทำไมครับ?”

       “อย่าพูดมาก ไม่มีข้อแม้อะไรทั้งนั้น” สิ้นคำพูด จี้เยี่ยนจื๋อก็สาวเท้าเดินออกไปทันที

       จี้ทิงรีบเดินตามไปพร้อมยืนหยัดในจุดยืนของตนเอง “ยังไงผมก็จะไม่มา พี่ดูไปคนเดียวเถอะ”

       พูดจบ เขาก็เร่งฝีเท้าจนแซงหน้าจี้เยี่ยนจื๋อไป

       นัยน์ตาคมของจี้เยี่ยนจื๋อหรี่ลง ทันใดนั้นเขาก็พุ่งไปข้างหน้าแล้วใช้ท่อนแขนคล้องคอจี้ทิงไว้แน่น “จะดูหรือไม่ดู?”

       เขาไม่ได้รัดแน่นนัก ทว่าน้ำหนักของกล้ามเนื้อแขนกลับกดทับจนจี้ทิงต้องโน้มตัวลง “จี้เยี่ยนจื๋อ ปล่อยผมนะ”

       “จะดูไหม?”

       “ไม่ดูครับ!”

       ทันใดนั้นเอง เสียงผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากสุดทางเดิน “เสี่ยวทิง?”

       จี้เยี่ยนจื๋อพลันแข็งทื่อไปทั้งร่าง เขาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ราวกับเครื่องจักร เห็นหลินชิงที่เพิ่งกลับมาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังเดินตรงดิ่งมาหาเขาทั้งสองด้วยสีหน้าวิตกกังวลอย่างยิ่ง


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^