LNCrawler

ตอนที่ 57 ความเสียใจที่สายเกินไป

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 57 ความเสียใจที่สายเกินไป

        จี้ทิงรู้สึกได้ว่า วงแขนของจี้เยี่ยนจื๋อคลายออกกะทันหัน เมื่อครู่นี้ศีรษะของเขาถูกอีกฝ่ายหนีบไว้ข้างลำตัว จึงไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เลยแม้แต่น้อย

       ผลก็คือทันทีที่เขาตั้งตัวตรงได้ ร่างทั้งร่างก็ถูกหลินชิงที่วิ่งปราดเข้ามาดึงไปไว้ข้างหลังเพื่อปกป้องแล้ว

       “เสี่ยวจื๋อ เธอ... เธอคิดจะทำอะไรเสี่ยวทิงน่ะ?” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกและหวาดกลัว ราวกับว่าในมือของจี้เยี่ยนจื๋อมีอาวุธร้ายแรงอย่างไรอย่างนั้น

       จี้ทิงชะงักงัน กำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะหยันดังออกมาจากลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อแทน

       “ผมจะทำอะไรได้?” เขายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววหยอกล้อทว่าดูแคลน “ก็ฆ่ามันให้ตายคามือยังไงล่ะ”

       หลินชิงตัวสั่นสะท้าน ริมฝีปากสั่นระริก “ถ้าเธอมีเรื่องอะไรก็มาลงที่ฉัน เสี่ยวทิงยังเด็ก”

       “ฮึ เก็บจริตจะก้านพวกนี้ไว้แสดงให้จี้ซื่อเจ๋อดูเถอะ” จี้เยี่ยนจื๋อหมุนตัวกลับ ทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ด้วยน้ำเสียงเย็นชาและดุดัน “ถ้าฉลาดพอก็อย่ามาทำตัวน่าขยะแขยงแบบนี้ใส่ผม”

       เมื่อเห็นเขาเดินจากไปไกลแล้ว หลินชิงรีบหันกลับมาสำรวจทันที “เสี่ยวทิง ลูกไม่เป็นไรใช่ไหม?”

       จี้ทิงขยับถอยหลังเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาดูห่างเหินจนกลายเป็นเย็นชา “จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ทำอะไรผมครับ เมื่อกี้เราแค่เล่นกันเฉยๆ เขายังไม่ทันได้ออกแรงด้วยซ้ำ”

       “แต่เมื่อกี้เขาพูดว่า...”

       “ถ้าเขาคิดจะฆ่าผมจริงๆ ตอนที่คุณแม่ไม่อยู่ตั้งนานเขาก็คงลงมือไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องมาพูดต่อหน้าคุณแม่หรอก” อย่าว่าแต่จี้เยี่ยนจื๋อเลย แม้แต่จี้ทิงเองก็ยังรู้สึกอึดอัดใจแทน

       ในอดีตเคยมีเรื่องที่จี้เยี่ยนจื๋อถูกใส่ความแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ตอนเด็กๆ พอเจ้าของร่างเดิมร้องไห้ จี้ซื่อเจ๋อก็จะลงโทษจี้เยี่ยนจื๋ออย่างไม่คิดจะถามหาเหตุผล ยิ่งถ้าพ่อบ้านเอ่ยปากขอความเมตตา จี้เยี่ยนจื๋อก็จะยิ่งถูกทำโทษหนักกว่าเดิม

       แววตาของหลินชิงดูเหม่อลอยไปครู่ใหญ่ เธอหลุบขนตายาวหนาเป็นแพลง “พี่ชายลูกเกลียดพวกเรามาแต่ไหนแต่ไร พอแม่เห็นเขาลงไม้ลงมือ ก็เลยนึกว่าเขากำลังทำร้ายลูก”

       ความสัมพันธ์ทางศีลธรรมที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยความเคียดแค้นมานานหลายปีของตระกูลจี้นั้น จี้ทิงไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ และไม่เคยคิดที่จะเข้าไปคลี่คลายด้วย

       ทว่าเรื่องนี้ต้นเหตุมาจากเขา ดังนั้นจี้ทิงจึงเอ่ยว่า “คุณแม่เข้าใจเขาผิด เพราะงั้นคุณแม่ควรจะไปขอโทษเขานะครับ”

       หลินชิงเงยหน้าขึ้นด้วยความตกตะลึง “ลูก... ลูกให้แม่ไปขอโทษเขาเหรอ?”

       จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อย “ครับ”

       หัวใจของหลินชิงพลันเต้นรัวขึ้นมาอีกครั้ง เธอมองจี้ทิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ลูกชายไม่เพียงแต่ไม่ฟ้อง แต่ยังบอกให้เธอเป็นฝ่ายไปขอโทษเสี่ยวจื๋อเนี่ยนะ เธอรีบคว้าแขนจี้ทิงไว้แน่น “บอกแม่มาตามตรง พี่เขาแอบทำอะไรลูกจริงๆ ใช่ไหม?”

       จี้ทิงไม่เข้าใจว่าทำไมหลินชิงถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขามุ่นคิ้วเล็กน้อยพลางแกะมือเธอออก “ไม่มีครับ จี้เยี่ยนจื๋อไม่ทำเรื่องแบบนั้นหรอก”

       จากการได้สัมผัสรู้จักในช่วงเวลาที่ผ่านมา จี้ทิงรู้สึกจากใจจริงว่า [จี้เยี่ยนจื๋อไม่มีอะไรมากไปกว่าพวกชอบวางอำนาจ ปากร้าย อารมณ์รุนแรง และขี้งอน...]

       ทุกคำจำกัดความที่แว่วเข้าหู ทำให้ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อที่อยู่ชั้นบนมืดครึ้มลงทีละนิด นิ้วมือที่ทิ้งข้างลำตัวกำแน่นเข้าหากัน

        [ถึงจะมีข้อเสียอยู่เพียบ แต่มันก็ไม่ได้ลบล้างความจริงที่ว่าลึกๆ แล้วเขาเป็นคนดีหรอก]

       คนดีงั้นเหรอ?

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นหัวเราะอย่างนึกขำ นี่ถึงขั้นแปะป้ายให้เขาเป็นคนดีเลยเรอะ มิน่าล่ะ เจ้าหูน้อยจี้ถึงได้เจ็บแล้วไม่เคยจำมาตั้งหลายปี

       ในใจของเขาเต็มไปด้วยความดูแคลน ทว่ากลับมองไม่เห็นว่าแววตาดุดันของตนเองนั้นเบาบางลง และเลือนหายไปในที่สุด...

       หลังจากยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลินชิงจึงเชื่อว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ทำร้ายจี้ทิงจริงๆ ทว่าความวิตกกังวลบนใบหน้ากลับไม่ได้จางหายไปเลยแม้แต่น้อย “แม่รู้เรื่องอาของลูกกับจี้รุ่ยแล้วนะ แม่ได้ยินว่าคุณปู่สงสัยในตัวลูกด้วยใช่ไหม?”

       ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เธอคงไม่กล้าเสี่ยงอันตรายแอบกลับมาจากต่างประเทศก่อนกำหนด

       จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “จี้เจิ้นถิงคงไม่ได้สงสัยหรอกครับ เขาแค่ต้องการหาข้ออ้างต่อหน้าทุกคน เพื่อให้ผมไปรับผิดแทนจี้ลี่ผิงเท่านั้นเอง”

       ลมหายใจของหลินชิงสะดุดกึก ในชั่วพริบตานั้น น้ำตาของหล่อนก็ทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก “เขา... เขาทำแบบนั้นได้ยังไง! อย่างน้อยลูกก็มีสายเลือดของตระกูลจี้ไหลเวียนอยู่นะ ถ้าชีวิตจี้ลี่ผิงสำคัญนัก แล้วชีวิตลูกล่ะ... ชีวิตลูกไม่มีค่าเลยหรือไง?!”

       “เขามีสิทธิ์อะไรมาให้ลูกรับผิดแทน มีสิทธิ์อะไร...” หลินชิงสะอื้นไห้อย่างหนัก พลางพร่ำพูดประโยคนี้ซ้ำไปซ้ำมา ความอัดอั้นตันใจและความโกรธแค้นที่สั่งสมมาถึงจุดขีดสุดในทันที

       นับตั้งแต่หลินชิงแต่งงานเข้าบ้านนี้มา คนในตระกูลจี้ก็ดูถูกเหยียดหยามเธอมาตลอด และเธอก็ยอมกล้ำกลืนฝืนทนกับการตัดสินใจของตัวเอง เก็บกดทุกความรู้สึกไว้ลึกสุดใจไม่ให้ใครเห็น แต่ความพยายามอดทนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความหยามเกียรติมานานนับปี กลับแลกมาด้วยการที่จี้ทิงถูกดูหมิ่นและเกือบโดนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต

       เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินชิงก็จมดิ่งสู่ความเศร้าโศกจนสติแทบหลุด เธอร้องไห้จนยืนแทบไม่อยู่ ทำได้เพียงกุมมือจี้ทิงไว้พร้อมพร่ำเพ้อด้วยความรู้สึกผิด

       “แม่ขอโทษ... ทั้งหมดเป็นเพราะแม่เอง... เป็นความผิดของแม่เอง... แม่ผิดไปแล้ว...”

       จี้ทิงไม่คาดคิดว่าเธอจะสะเทือนใจขนาดนี้ เขาไม่รู้จะปลอบประโลมอย่างไร จึงได้แต่กล่าวว่า “เรื่องมันผ่านไปแล้วครับ วันนั้นจี้เยี่ยนจื๋อพาผมออกมาจากเฮ่อหยวน หลังจากนั้นจี้เจิ้นถิงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก”

       หลินชิงชะงักไปครู่หนึ่ง เธอเงยหน้ามองจี้ทิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ น้ำตายังคงไหลอาบแก้ม “เสี่ยวจื๋อ... เขาเป็นคนช่วยลูกงั้นเหรอ?”

       แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่จี้ทิงก็ไม่อยากอธิบายอะไรให้ยืดเยื้ออีก “ครับ เขาช่วยผมไว้”

       หลินชิงไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ เธอนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ใบหน้าแสดงสีหน้าประหลาดที่ก้ำกึ่งระหว่างความเสียใจและความยินดี เป็นอารมณ์ที่ผสมปนเปจนจี้ทิงอ่านไม่ออกเลยสักนิดเดียว

       เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างรีบร้อนและรุนแรง “เสี่ยวทิง ตอนนี้แม่กลับมาแล้ว ลูกไม่ต้องกลัวนะ เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว”

       จี้ทิงไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เพราะจี้เจิ้นถิงคงไม่กล้ามาตอแยกับเขาอีก เว้นแต่ว่าอยากจะยกโขยงกันไปกินข้าวแดงในคุก

       เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลง หลินชิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ฟังดูแปลกหูออกมา “แม่ต้องไปแล้ว คืนนี้แม่ไม่นอนที่บ้าน และเรื่องที่แม่กลับมา ลูกก็อย่าเพิ่งบอกพ่อล่ะ”

       พูดจบเธอก็แสร้งยิ้มอย่างฝืนๆ “แม่แค่อยากรู้ว่าถ้าจู่ๆ พ่อเห็นว่าแม่หายไป เขาจะร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูกหรือเปล่า”

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เรื่องที่คุณแม่กลับมา จี้เยี่ยนจื๋อก็รู้นะครับ”

       หลินชิงมองเขาด้วยแววตาสับสน “ลูกลืมไปแล้วเหรอ เสี่ยวจื๋อไม่พูดกับพ่อของลูกเลยนะ แล้วเขาจะไปบอกความลับได้ยังไง?”

       จี้ทิงลองคิดดู หลายปีมานี้ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

       “ครับ ผมจะไม่พูดครับ”

       “เด็กดี” หลินชิงเอื้อมมือไปหมายจะลูบหน้าเขาตามสัญชาตญาณ ทว่าจี้ทิงกลับเบี่ยงตัวหลบ

       หลินชิงชะงักไป ทันใดนั้นมือถือของเธอก็สั่นขึ้นมา เธอยกมือขึ้นมาดู ท่าทีก็พลันเคร่งเครียดและระแวดระวังขึ้นมาทันที

       “แม่ไปก่อนนะ ลูกทานข้าวให้อิ่มล่ะ”

       จี้ทิงมองดูเธอรีบร้อนเดินออกจากตึกทิศตะวันตกไป และเมื่อประตูบานใหญ่ปิดลง คฤหาสน์เก่าหลังนี้ก็กลับสู่ความเงียบสงัดของยามดึกอีกครั้ง

       เขาไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม จึงไม่ได้ซื่อบื้อจนดูไม่ออกว่าการกลับมาของหลินชิงครั้งนี้เต็มไปด้วยพิรุธทุกย่างก้าว ประกอบกับเรื่องรูปถ่ายปลอมก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว สันนิษฐานได้เลยว่าสามีภรรยาคู่นี้ต้องมีความลับที่ไม่ธรรมดาซ่อนอยู่แน่

       แต่แล้วยังไงล่ะ... จี้ทิงจะไม่ไปขุดคุ้ย และจะไม่เข้าไปแทรกแซง นอกจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์แล้ว เขาก็ไม่มีความสนใจที่จะสำรวจเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น

       “เธอไปแล้วเหรอ?”

       เสียงที่โพล่งขึ้นมาอย่างกะทันหันทำเอาจี้ทิงสะดุ้งสุดตัว

       เมื่อเห็นเขาขวัญอ่อนจนตัวสั่นเหมือนกระต่าย จี้เยี่ยนจื๋อก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ขี้ขลาดอย่างกับมด”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^