LNCrawler

ตอนที่ 5 ถูกกักบริเวณ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 5 ถูกกักบริเวณ

        บรรยากาศภายในห้องประธานตกอยู่ในความเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง จี้ทิงคล้ายจะอ่านสีหน้าของอีกฝ่ายออกจึงเอ่ยถาม “พี่คิดจะทำอะไร?”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น “ในเมื่อนายเลือกที่จะเข้าข้างลู่เหยียนชู ก็คงเตรียมใจที่จะถูกดัดนิสัยไว้แล้วสินะ”

       “ผม...”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ตัวแม้แต่น้อย เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มเรียก “แจ้งเลี่ยวข่าย ให้พาคนขึ้นมา”

       ไม่นานนัก ทั้งบอดี้การ์ดและเลขาก็มาถึง จี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปที่จี้ทิงพลางสั่งการเสียงเฉียบ “ยึดโทรศัพท์และกุญแจรถของเขาให้หมด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน ห้ามเขาเก้าเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว”

       “ครับ!”

       ภาพเหตุการณ์เดิมๆ วนกลับมาฉายซ้ำ บอดี้การ์ดสองคนเข้าประกบแล้วหิ้วปีกจี้ทิงออกจากห้องประธานไปอย่างรวดเร็ว

       “ไปหาครูสอนพิเศษจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมาสักสองสามคน ให้มาสอนจี้ทิงตามตารางเรียนชั้นมัธยมปลายทุกวัน” จี้เยี่ยนจื๋อกำชับเลขาด้วยน้ำเสียงเย็นชา

       ไม่ใช่ว่าเจ้าตัวกำลังกลัดกลุ้มเรื่องวุฒิการศึกษาต่ำเกินไปหรอกหรือ ได้... ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่อีกรอบไปเลยแล้วกัน

       ...

       ก๊อกๆ

       หลังเสียงเคาะประตู ตามมาด้วยเสียงนุ่มนวลของพ่อบ้าน “คุณชายรองครับ ถึงเวลาเข้าเรียนแล้วครับ”

       จี้ทิงเดินออกมาจากห้องน้ำ พลางทอดสายตาไปทางประตูด้วยท่าทีเรียบเฉย

       นี่เป็นวันที่สี่แล้วที่จี้เยี่ยนจื๋อขังเขาไว้ในบ้าน ตอนแรกเขาคิดว่าอีกฝ่ายเพียงต้องการลงโทษด้วยการกักบริเวณ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาประเมินความไร้สาระแบบเด็กๆ ของจี้เยี่ยนจื๋อต่ำไป

       ประธานบริหารแห่งกลุ่มบริษัทซื่อลี่ผู้ยิ่งใหญ่ กลับสรรหาครูสอนพิเศษสารพัดรูปแบบมาประเคนให้เขาถึงที่

       ในตอนแรกจี้ทิงไม่เข้าใจว่านี่คือการลงโทษรูปแบบไหน แต่เมื่อนึกถึงนิสัยดั้งเดิมของเจ้าของร่างที่เกลียดการเรียนเข้าไส้ การทำเช่นนี้จึงไม่ต่างอะไรกับการลากลงนรก

       คิดได้ดังนั้น นิ้วมือของจี้ทิงที่ทิ้งตัวอยู่ข้างลำตัวก็ขยุ้มเข้าหากัน

       จี้เยี่ยนจื๋อคนนี้ นอกจากวุฒิภาวะทางอารมณ์จะดูไม่ค่อยสูงและมีความต้องการควบคุมคนอื่นอย่างรุนแรงแล้ว เขายังชอบหาวิธีการแก้แค้นไม่จบสิ้นอีกด้วย

       ดูท่าแล้ว เรื่องหางานคงต้องพักไว้ก่อน การหลุดพ้นจากการควบคุมของจี้เยี่ยนจื๋อต่างหากคือภารกิจเร่งด่วนที่สุด

       เมื่อเห็นว่าข้างในไม่มีเสียงตอบรับอยู่นาน ประตูก็ถูกเคาะซ้ำอีกครั้ง

       จี้ทิงลุกขึ้นเดินไปที่ประตู ทันทีที่เปิดออกเขาก็พบกับพ่อบ้านที่ยืนรออยู่พร้อมบอดี้การ์ดชุดดำอีกสองคนที่คุ้มกันอย่างแน่นหนา ไม่เพียงแค่นี้ แม้แต่ประตูใหญ่ชั้นล่างก็ยังมีคนคอยคุมเข้มทุกฝีก้าว

       พ่อบ้านยิ้มพลางขยับกายไปด้านข้างเล็กน้อย “คุณชายรองครับ ท่านนี้คืออาจารย์สอนพิเศษคนใหม่ครับ”

       จี้ทิงปรายตามองครูคนใหม่แวบหนึ่ง ขณะที่กำลังจะอ้าปากพูด พ่อบ้านก็เอ่ยขัดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง “คุณชายใหญ่ฝากมาบอกว่า ถ้าวันนี้อาจารย์คนนี้ถูกคุณไล่ออกไปอีก คุณชายก็เตรียมตัวเตรียมใจรับผลที่จะตามมาให้ดีนะครับ”

       อีกแล้วเหรอ? ครูสอนพิเศษที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือทั้งสองข้างกำแน่นแนบตะเข็บกางเกงด้วยความประหม่า

       “ผมเปล่า...” จี้ทิงยังไม่ทันได้อธิบาย พ่อบ้านก็ถอยออกไปเสียแล้ว

       เมื่อโอกาสที่จะได้แก้ตัวถูกพรากไป ประตูก็ปิดลงอีกครั้ง จี้ทิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สายตาหลุบลงต่ำ

       เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อหาทางออก แต่จู่ๆ ครูสอนพิเศษข้างกายก็ก้มหัวคำนับให้อย่างแรงแล้วพูดเสียงตะกุกตะกักว่า “สะ... สวัสดีครับ ผมเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์คนใหม่ ชื่อสวีเหรินครับ”

       จี้ทิงกวาดสายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกนั้น เขาไม่ได้มีเจตนาจะทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ จึงพูดขึ้นมา “อืม เริ่มเรียนกันเถอะ”

       พูดจบเขาก็หันหลังเดินนำไปที่ห้องนั่งเล่นเล็ก ครูสอนพิเศษชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบก้าวตามไปติดๆ

       เมื่อทั้งคู่ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะ สวีเหรินก็เริ่มเปิดบทสนทนา “เอ่อ คือว่า... ทางผู้ปกครองของคุณบอกว่าพื้นฐานคุณค่อนข้างจะ... อ่อนไปสักนิด เพราะฉะนั้นเรามาเริ่มทบทวนสรุปเนื้อหากันก่อนนะครับ” 

       พูดจบเขาก็แอบสังเกตท่าทีของจี้ทิง “ตกลงไหมครับ?”

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองวินาที “คุณเตรียมข้อสอบมาไหม”

       “เตรียม... เตรียมมาครับ”

       จี้ทิงพยักหน้า “ผมจะลองทำโจทย์ดูก่อนชุดหนึ่ง พอทำเสร็จแล้วคุณค่อยวางแผนการสอนตามคะแนนที่ได้แล้วกัน”

       สวีเหรินไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะให้ความร่วมมือดีขนาดนี้ เขาอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะรีบกุลีกุจอหยิบปึกข้อสอบออกมาจากกระเป๋า เขาคัดเลือกอย่างละเอียดจากหลายๆ ชุด จนในที่สุดก็หยิบแผ่นที่มีเนื้อหาพื้นฐานมากที่สุดวางลงตรงหน้าจี้ทิง

       จี้ทิงหยิบปากกาขึ้นมา “คุณไปทำธุระของคุณเถอะ ไม่ต้องนั่งรอผมเฉยๆ หรอก”

       “อ้อ ได้ครับ” สวีเหรินเริ่มมีความหวังขึ้นมาบ้าง ดูเหมือนคุณชายรองตระกูลใหญ่คนนี้ก็ไม่ได้รับมือยากอย่างที่คิดแฮะ

       ทว่าความคิดนั้นดำรงอยู่ได้เพียงนาทีเดียว มันก็ถูกทำลายจนย่อยยับ

       จากหางตาของสวีเหริน เขาเห็นจี้ทิงกวาดสายตาทำโจทย์เลือกตอบเพียงสามวินาทีต่อหนึ่งข้อ ไม่ว่าจะเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการตั้งสมการคำนวณยุ่งยากเพียงใด เขาก็ทำเพียงแค่ฝนตัวเลือก A B C D ลงไปอย่างไม่ลังเล

       เขามีอาการเหมือนอยากจะทักท้วงอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ

       เอาเถอะ แค่ยอมจรดปากกาเขียนก็ถือว่าดีมากแล้ว...

       เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง

       เนื่องจากจี้ทิงสั่งห้ามไม่ให้จ้อง สวีเหรินจึงหยิบวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของตัวเองขึ้นมาอ่าน ตอนนี้เขาจดจ่ออยู่หน้าจอโน้ตบุ๊ก ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มและมืดแปดด้าน

       ช่วยด้วย กลไกทางฟิสิกส์ตรงนี้มันคืออะไรกันแน่นะ...

       “ทฤษฎีโหมดคู่ [1]”

       สวีเหรินสะดุ้งสุดตัว เขาค่อยๆ หันหน้ากลับมาด้วยความมึนงง “อะ... อะไรนะครับ?”

       จี้ทิงชี้ไปที่หน้าจอของเขา “วิธีการปรับแต่งแบบต่อเนื่องตรงนี้ กลไกการดูดซับทางฟิสิกส์ของมันสามารถอ้างอิงจากทฤษฎีโหมดคู่ได้”

       “ฮะ?”

       สวีเหรินถึงกับสติหลุด เขาไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการเลยว่าคำศัพท์ห้าคำนี้จะหลุดออกมาจากปากของเด็กที่ต้องมานั่งกวดวิชาฟิสิกส์ระดับมัธยมปลาย และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ... คำตอบนั้นดันถูกต้องเสียด้วย

       จี้ทิงไม่ได้พูดซ้ำ เขายกมือขึ้นวางบนทัชแพดเพื่อเลื่อนเมาส์ขึ้น “ภาพแสดงการกระจายตัวของอุณหภูมินี้น่าจะมาจากข้อมูลการทดลองของคุณ แต่คุณควรจะรู้ว่าในทางมหภาค พื้นผิวโลหะที่เรียบจะมีค่าการแผ่รังสีต่ำ ดังนั้นการใช้ภาพถ่ายความร้อน เพื่อตรวจวัดอุณหภูมิพื้นผิวจะทำให้เกิดค่าความคลาดเคลื่อนมหาศาล”

       “หัวข้อที่คุณเลือกน่ะดีแล้ว แต่ทิศทางการทดลองผิดไปโดยสิ้นเชิง หากต้องการวัดอุณหภูมิทางแสงและความร้อนเฉพาะจุดให้แม่นยำ คุณควรลองใช้เทคนิค SERS [2] แทน”

       น้ำเสียงของจี้ทิงราบเรียบและลื่นไหล ราวกับว่าภายใต้เปลือกนอกของเด็กหนุ่มคนนี้ มีวิญญาณของศาสตราจารย์อาวุโสสถิตอยู่ก็ไม่ปาน

       สวีเหรินอ้าปากค้าง มองจี้ทิงราวกับเห็นไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิต “S... SERS...”

       จี้ทิงชักมือกลับ “มองจอโน้ตบุ๊กไปสิ อย่ามามองผม ลองเอาสิ่งที่ผมบอกไปคิดดูเอาเองแล้วกัน”

       สวีเหรินทำตามราวกับถูกสะกด หลังจากพลิกดูข้อมูลการทดลองและกราฟซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง จู่ๆ เขาก็โพล่งออกมาเสียงดัง “การวัดด้วยการฝังโพรบ SERS [3]”

       จี้ทิงย้อนถามนิ่งๆ “แล้ววัสดุที่ใช้ทำโพรบควรเป็นอะไร?”

       สวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่ง ลมหายใจเริ่มติดขัดด้วยความตื่นเต้น เขาลุ้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะตอบออกมา “ใช้คาร์บอน... ท่อนาโนคาร์บอน [4]!!”

       ยังขาดไปอีกนิด แต่ก็ใกล้เคียงมากแล้ว

       จี้ทิงพยักหน้าเล็กน้อยประหนึ่งเป็นการอนุญาต “กลับไปที่ห้องแล็บของมหาวิทยาลัยเถอะครับ”

       สวีเหรินลืมสิ้นว่าตัวเองมาที่นี่เพื่อทำอะไร เขาคว้าโน้ตบุ๊กเก็บใส่กระเป๋าแล้ววิ่งพรวดพราดออกไปอย่างตื่นเต้น

       ปัง! เสียงบางอย่างกระแทกเข้ากับประตูอย่างแรง บอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตูหันขวับตามเสียง วินาทีต่อมาประตูก็ถูกกระชากเปิดออก

       อาจารย์สอนพิเศษคนใหม่กอดกระเป๋าเป้วิ่งพุ่งหลาวออกมาโดยไม่ปริปากพูดกับใครแม้แต่คำเดียว ก่อนจะรีบวิ่งไปยังบันได ท่าทางดูลนลานราวกับกำลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

       บอดี้การ์ดยกมือขึ้นหมายจะรั้ง “เฮ้ คุณ...”

       “ที่มหาวิทยาลัยมีธุระด่วน ผมขอตัวก่อนครับ ขอโทษด้วย ขอบคุณครับๆ”

       บอดี้การ์ดสองคนมองหน้ากัน... เอาล่ะสิ ไล่ตะเพิดไปอีกรายแล้ว แถมรายนี้ดูท่าจะขวัญเสียหนักจนพูดจาไม่เป็นภาษาเลยด้วยซ้ำ

       ทว่าพวกเขาชินชาเสียแล้วกับการจัดการเรื่องแบบนี้ คนหนึ่งหยิบวิทยุสื่อสารแจ้งให้ประตูใหญ่ปล่อยคนออกไป ส่วนอีกคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารายงานข่าวให้จี้เยี่ยนจื๋อทราบทันที

       ตกเย็น เมื่อมื้อค่ำถูกจัดวางลงบนโต๊ะอาหารเสร็จสรรพ รถยนต์ประจำตำแหน่งของจี้เยี่ยนจื๋อก็แล่นเข้าสู่ที่จอดรถชั้นใต้ดิน

 

 

       เชิงอรรถ

       [1] ทฤษฎีโหมดคู่ (Coupled Mode Theory หรือ CMT) คือวิธีการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้รบกวนเพื่อวิเคราะห์การแลกเปลี่ยนพลังงานหรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างโหมดการสั่น 2 โหมดขึ้นไป (เช่น โหมดแสง คลื่นไฟฟ้า) ที่อยู่ใกล้กันหรือเชื่อมโยงกัน

       [2] SERS ย่อมาจาก Surface-Enhanced Raman Scattering เป็นปรากฏการณ์ที่อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแสงที่ส่องสว่างลงบนพื้นผิววัสดุและส่วนของแสงที่กระเจิงออกจากวัสดุนั้นๆ

       [3] การวัดด้วยการฝังโพรบ SERS (Surface-Enhanced Raman Scattering-based Probe) คือเทคนิคการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่ใช้ อนุภาคนาโนโลหะ (มักเป็นทองคำหรือเงิน) ทำหน้าที่เป็น "โพรบ" หรือเซนเซอร์ขนาดเล็กมาก เพื่อเพิ่มสัญญาณการกระเจิงแสงรามานของโมเลกุลเป้าหมายที่อยู่ใกล้เคียงอย่างมหาศาล

       [4] ท่อนาโนคาร์บอน คือวัสดุนาโนคาร์บอนโครงสร้างทรงกระบอกกลวง ประกอบด้วยอะตอมคาร์บอนเรียงตัวเป็นแผ่นกราฟีนม้วนกัน มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร (เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ >10,000 เท่า) โดดเด่นเรื่องความแข็งแรงสูงกว่าเหล็กแต่เบากว่า น้ำหนักเบา นำไฟฟ้าและนำความร้อนดีเยี่ยม 


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^