LNCrawler

ตอนที่ 59 จี้ทิง... ดูยังไงก็ไม่เห็นจะฉลาดตรงไหนเลย

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 59 จี้ทิง... ดูยังไงก็ไม่เห็นจะฉลาดตรงไหนเลย

        หวังเหมี่ยนใช้มือยันพนักพิงตั้งท่าจะลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ทว่าในวินาทีที่บานประตูเปิดออก ร่างกายของเขากลับดูเหมือนถูกกดปุ่มหยุดนิ่งกะทันหันจนแข็งค้างอยู่ท่าเดิม

       จี้เยี่ยนจื๋อเองก็ไร้ซึ่งการตอบสนองเช่นกัน เขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ก้าวเข้าไปและไม่พูดอะไรออกมา ราวกับว่าเบื้องหลังประตูบานนี้คือถ้ำลึกที่มีอสูรร้ายหลับใหลอยู่ก็ไม่ปาน

       เกิดอะไรขึ้นกันแน่?

       ในบรรดาคนทั้งหมด มีเพียงเลี่ยวข่ายคนเดียวที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ เขามองปฏิกิริยาของทั้งคู่ด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่กล้าขยับตัว ทำได้เพียงชะเง้อคอพยายามมองลอดเข้าไปข้างใน

       เอ๊ะ... ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกนี่นา มันก็แค่ตู้สีดำที่วางเรียงต่อกันหลายๆ แถว นอกจากของข้างในที่ส่งแสงสีฟ้าเรืองรองออกมาตลอดเวลาแล้ว อย่างอื่นก็...

       ปังงง! เสียงกัมปนาทที่ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาเลี่ยวข่ายสะดุ้งสุดตัว

       เห็นเพียงหวังเหมี่ยนที่ดีดตัวลุกขึ้นราวกับสปริงที่หลุดออกจากแรงกดทับ แรงจนกระแทกเก้าอี้ด้านหลังจนล้มคว่ำ ก่อนจะพุ่งตัวเบียดเขาเข้าไปข้างในทันที

       “บ้าเอ๊ย...”

       เมื่อหวังเหมี่ยนเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจน ดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เขามองกวาดไปรอบตัวแล้วชะงักกึก ก่อนจะโผเข้าไปเกาะตู้ใบหนึ่ง

       “แม่เจ้า... คุณพระช่วย...” สองมือของเขาอยากจะสัมผัสทว่าก็ไม่กล้า ได้แต่ขยับมือกำๆ แบๆ ไปมาในอากาศอย่างกล้าๆ กลัวๆ

       เขาอุทานซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นหลายนาที ก่อนจะหันไปจ้องมองข้อมูลบนหน้าจอเหนือเคาน์เตอร์ ดูไปพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ท่าทางเหมือนปลาที่ขาดน้ำไม่มีผิด

       เลี่ยวข่ายงงงวยโดยสมบูรณ์ ปกติชายคนนี้ก็ดูเป็นผู้เป็นคนดี แต่ทำไมพอเข้ามาที่นี่กลับดูเหมือนคนเสียสติที่เดี๋ยวตกใจเดี๋ยวโวยวายแบบนี้ล่ะ?

       “อย่าแตะมัน”

       ในตอนที่หวังเหมี่ยนรวบรวมความกล้าเตรียมจะขยับทำอะไรบางอย่าง จี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยปากขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขาแหบพร่าราวกับคนที่ไม่ได้พูดมาเป็นเวลานาน

       เขาก้าวเข้าไป ทว่าหวังเหมี่ยนกลับมีท่าทีโกรธขึ้งและร้อนรนขึ้นมาทันควัน “ประธานจี้ คุณ... คุณบ้าไปแล้วเหรอครับ?!”

       เขาตื่นเต้นจนเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่น มือที่ชี้ไปมาสั่นระริกด้วยความโมโห “ขะ... ของแบบนี้คุณเอามาไว้ในบ้านเนี่ยนะ ถ้าหายขึ้นมาจะทำยังไง แล้วถ้าถูกคนทำให้เสียหายล่ะ ต่อให้แค่ถลอกหรือกระแทกนิดเดียว มันก็คือความสูญเสียมูลค่ามหาศาล!”

       “ผมรู้” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อราบเรียบ ทว่าเลี่ยวข่ายดูออกว่าอารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ได้สงบนิ่งเลยแม้แต่นิดเดียว

       “คุณรู้อะไรของคุณ!”

       หวังเหมี่ยนทนไม่ได้ที่สุดเมื่อเห็นคนเอาของล้ำค่ามาทิ้งขว้างแบบนี้ ตอนนี้เขาแทบจะเสียสติจนด่ากราดได้ไม่เว้นแม้แต่จี้เยี่ยนจื๋อ “นี่มันซูเปอร์คอมพิวเตอร์นะ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์!! คุณฝันอยู่หรือตื่นกันแน่ หรือว่าตอนนี้กลุ่มบริษัทซื่อลี่ของเรามั่งคั่งล้นฟ้าจนเอาของแบบนี้มาวางทิ้งให้ฝุ่นจับในห้องแคบๆ แบบนี้ได้แล้ว คุณอยากจะให้ผมอกแตกตายใช่ไหม?!”

       ต่อให้ตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อจะมีสักสามปากก็คงไม่อาจหาคำมาอธิบายได้อีก เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันไปสั่งเลี่ยวข่ายว่า “พาเขาออกไปก่อน”

       เลี่ยวข่ายรีบก้าวเข้าไป ทั้งลากทั้งอุ้มหวังเหมี่ยนออกไปข้างนอก

       “ปล่อยฉัน!” หวังเหมี่ยนแผดเสียงหลงจนได้ยินไปถึงตึกตะวันตก “ขอฉันดูอีกที... ขอแค่อีกนิดเดียว...”

       เมื่อบานประตูปิดลง ภายในห้องก็เหลือเพียงจี้เยี่ยนจื๋อคนเดียว

       เดิมทีห้องนี้เคยเป็นห้องจัดแสดงดนตรี หลังจากแม่ของเขาจากไปก็ไม่มีใครใช้งานมันอีก ต่อมาจี้ซื่อเจ๋อสั่งให้รื้อเวทีออก เมื่อมันไม่ได้ถูกใช้สอยอะไรจึงถูกปล่อยร้างให้ว่างเปล่ามาตลอด

       จี้เยี่ยนจื๋อมองไปยังตู้เครื่องจักรหลายใบตรงหน้า แล้วเลื่อนสายตาไปที่โมเดลเมดูซ่าบนหน้าจอที่กำลังเรนเดอร์ค้างอยู่ในโปรแกรม C4D [1] รูม่านตาของเขาหดเกร็ง ร่างกายสั่นสะท้านพร้อมกำหมัดแน่น

       นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาที่นี่ หัวใจของเขาก็เต้นระรัวอย่างรุนแรง พัดพาเอาอารมณ์ซับซ้อนที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิตให้โหมกระหน่ำ

       ทั้งหมดนี้... เป็นฝีมือของจี้ทิง

       จี้เยี่ยนจื๋อย้ำเตือนกับตัวเองในใจเพื่อยืนยันความจริง ทว่าเมื่อพูดจบเขากลับก้มหน้าลงและหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

       นั่นเพราะความรู้สึกแรกที่ผุดขึ้นมาคือความภาคภูมิใจและโล่งอก... โล่งอกที่คนที่ผลักประตูบานนี้เข้ามาคือเขา และคนที่ค้นพบตัวตนที่แท้จริงของจี้ทิงก็คือเขาเช่นกัน

       เพราะถ้าคนที่มายืนตรงนี้ในวันนี้คือจี้ซื่อเจ๋อ...

       เพียงแค่จินตนาการ เขาก็รู้สึกได้ถึงอาการขมับเต้นตุบๆ ราวกับมีบางส่วนในร่างกายถูกบีบคั้นจนเจ็บปวด

       ถ้าเป็นจี้ซื่อเจ๋อ ชีวิตที่เหลือของจี้ทิงคงหนีไม่พ้นการถูกรีดไถผลประโยชน์ไม่จบสิ้น เขาจะถูกคนคนนั้นกำไว้ในอุ้งมืออย่างแน่นหนาจนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะเหือดแห้งไป

       มิน่าล่ะ ถึงได้อยากหนีนัก...

       จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้าขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นเขา เขาก็จะไม่มีวันยอมอยู่ในบ้านที่เน่าเฟะแห่งนี้เช่นกัน

       ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที เขาขบคิดหลายสิ่งหลายอย่างจนแตก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องส่งจี้ทิงออกไปจากที่นี่เสียก่อน

       เมื่อจากห้องเกม จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกไปหาคนอีกสองคนที่เหลือ

       “เลี่ยวข่าย ไปตามหาทุกคนที่เห็นหวังเหมี่ยนเมื่อกี้ หาทางปิดปากพวกนั้นให้สนิท”

       “ครับ”

       หลังจากเลี่ยวข่ายออกไป จี้เยี่ยนจื๋อก็นั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม

       “หวังเหมี่ยน เรื่องในวันนี้ห้ามคุณบอกใครเด็ดขาด แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”

       แม้ปกติจี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นคนเย็นชาอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่หวังเหมี่ยนได้ยินเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียดและจริงจังขนาดนี้

       “เป็นเพราะเจ้าของซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเหรอครับ?” เขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆ แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันของจี้เยี่ยนจื๋อก็ยังต้องเอ่ยถาม “เขาเป็นใครกันแน่ คนใน... ครอบครัวคุณเหรอ?”

       พูดจบสมองของหวังเหมี่ยนก็เริ่มใช้ระบบการคัดออกโดยอัตโนมัติ แต่พอนึกถึงบางสิ่งได้ เขาก็สะดุ้งสุดตัว “พระเจ้า... คงไม่ใช่จี้ทิงหรอกนะ?”

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันฉายแววดุดัน ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า เขาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตามาดร้าย

       หวังเหมี่ยนลอบกลืนน้ำลาย หัวใจเต้นโครมครามด้วยความหวาดกลัว

       “ผม... ผมรับรองว่าจะไม่พูด ไม่พูดเด็ดขาดครับ!” เขาชูนิ้วขึ้นมาสาบาน แต่พอนึกได้ว่าคำสาบานคงใช้ไม่ได้ผลกับจี้เยี่ยนจื๋อ จึงทำหน้ามุ่ย “โธ่ เอาอย่างนี้ไหมล่ะ คุณให้ผมเซ็นสัญญาไม่เปิดเผยความลับซะ ถ้าผมหลุดปากไปแม้แต่คำเดียว คุณก็ทำให้ผมล้มละลายจนสิ้นเนื้อประดาตัวไปได้เลย”

       หวังเหมี่ยนคือคนของเขา จี้เยี่ยนจื๋อย่อมมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้น วันนี้เขาคงไม่เรียกอีกฝ่ายมาเปิดประตูบานนั้นแน่

       “ถ้าเรื่องนี้มีคนที่สี่รู้เข้า ผมรับรองว่าจุดจบของคุณจะไม่ใช่แค่สิ้นเนื้อประดาตัวแน่” เขาเน้นย้ำทีละคำ น้ำเสียงเย็นเยียบราวกับก้อนน้ำแข็งพันปี

       หวังเหมี่ยนนึกถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ออก เขาจึงยืดตัวตรงนั่งอย่างสำรวม “ผมเข้าใจครับ คะ... คุณวางใจได้แน่นอน”

       จี้เยี่ยนจื๋อละสายตาจากเขา ทว่าหวังเหมี่ยนกลับทนไม่ไหวพึมพำลองหยั่งเชิงออกมาอีกครั้ง “แล้วแทสเมเนียนหมายเลขหนึ่งเครื่องนั้น...”

       “เขาก็เป็นคนทำเหมือนกัน”

       จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลาที่รู้ตัวช้าเกินไป คนที่ปั่นหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมยังตั้งชื่อว่าแทสเมเนียน นอกจากจี้ทิงแล้วจะเป็นใครไปได้อีก

       “สวรรค์... ถ้าผมจำไม่ผิด จี้ทิงเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะเองไม่ใช่เหรอ” หวังเหมี่ยนเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของคำว่า 'มองขึ้นไปไม่เห็นยอดเขา' ก็วันนี้เอง

       เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ยังยากจะเชื่อ จึงทำหน้ายุ่งพลางเอ่ย “คุณแน่ใจเหรอว่าเป็นเขา ทำไมผมรู้สึกว่าจี้ทิงหน้าตาไม่เหมือนพวกคนฉลาดเลยล่ะ?”

       คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันด้วยความเย็นชา อยู่ๆ เขาก็อยากจะพิสูจน์บางอย่างขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล “เขาเคยไปตรวจที่แผนกอายุรกรรมประสาทมาแล้ว หมอบอกว่าเขาเป็นอัจฉริยะขั้นสุดยอด”

       หวังเหมี่ยนเลิกคิ้ว “สุดยอดแค่ไหนครับ?”

       ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ในตอนที่หวังเหมี่ยนคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อคงไม่ยอมบอก อีกฝ่ายก็พลันปริปากออกมา

       “ระดับสติปัญญาของคนทั่วไปอยู่ตรงนี้” ราวกับภาพเหตุการณ์ในวันนั้นย้อนกลับมา จี้เยี่ยนจื๋อชี้ไปที่ระดับเอวของตนเอง

       “ระดับดอกเตอร์จาก MIT [2] อย่างคุณน่ะ อยู่ตรงนี้” ครั้งนี้เขาชี้ไปที่ขมับ

       สุดท้าย นิ้วเรียวยาวของจี้เยี่ยนจื๋อก็ชี้เฉียงขึ้นไปบนเพดาน ก่อนจะเอ่ยสั้นๆ ทว่าชัดเจน “จี้ทิง”

       หวังเหมี่ยนเงยหน้ามองตามไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงครุ่นคิด “เพดานสินะ... เฮ้อ ถ้าอย่างนั้นช่องว่างพรสวรรค์ที่มีมาแต่เกิดนี่มันก็ไม่ได้ต่างกันแค่ระดับ...”

       “มันคือระดับที่คุณมองออกไปนอกหน้าต่างบานนี้ แล้วเห็นก้อนเมฆที่อยู่สูงที่สุดบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าต่างหาก”

       จี้เยี่ยนจื๋อกระตุกยิ้มที่มุมปาก ในดวงตาคมลึกดุจน้ำหมึกคู่นั้น บัดนี้กลับทอประกายระยิบระยับ ราวกับสะใจเป็นอย่างยิ่งพาดผ่านออกมา

        

       เชิงอรรถ

        [1] โปรแกรม C4D (Cinema 4D) คือซอฟต์แวร์สำหรับการสร้างแบบจำลอง 3 มิติ กราฟิกเคลื่อนไหว การวาดภาพประกอบ และการเรนเดอร์ พัฒนาโดยบริษัท Maxon จากประเทศเยอรมนี

        [2] MIT หรือ Massachusetts Institute of Technology (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) มหาวิทยาลัยเอกชนในเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^