LNCrawler

ตอนที่ 61 ทักษะการแสร้งโง่ที่สมบูรณ์แบบ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 61 ทักษะการแสร้งโง่ที่สมบูรณ์แบบ

        จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก ทันทีที่เขาตั้งท่าจะจบหัวข้อสนทนานี้ โทรศัพท์มือถือก็สั่นแจ้งเตือนขึ้นมา เขาจึงหลุบสายตาลงมองหน้าจอ มันเป็นข้อความจากสวีเหริน

        [ขออภัยครับประธานจี้ พอดีหัวหน้าภาควิชานัดผมพบเป็นการด่วน ช่วงบ่ายผมอาจจะเข้าไปช้าหน่อยนะครับ]

       คิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกเล็กน้อย พลางนึกถึงเรื่องที่ทนายหลิวติดต่อเขามาเมื่อวานซืนว่า ทางมหาวิทยาลัยมีท่าทีจะประนีประนอมแบบขอไปที ดูท่าคงไม่พ้นจะกล่อมให้สวีเหรินยอมความ...

       เดี๋ยวก่อนสิ จี้เยี่ยนจื๋อชะงักงันในใจ

       การที่สวีเหรินค้นพบวัสดุใหม่นี้ได้ ส่วนหนึ่งได้รับคำชี้แนะและแรงบันดาลใจมาจากจี้ทิง ดังนั้นตามหลักการแล้ว จี้ทิงย่อมมีส่วนในสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญากึ่งหนึ่ง

       ของของจี้ทิงก็คือของตระกูลจี้ หวังเจี้ยนหมิงไอ้สารเลวนั่นกล้าดียังไงถึงมาขโมยของของคนตระกูลจี้แบบนี้ เห็นทีคงจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ

       สถานการณ์ทั้งหมดเปลี่ยนไปในพริบตา จี้เยี่ยนจื๋อคว้าผ้าเช็ดปากบนตักโยนลงโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้นทันที

       พ่อบ้านตกตะลึง “คุณชายใหญ่ครับ จะไม่ทานต่อแล้วหรือครับ?”

       “ไม่ทานแล้ว ทางสวีเหรินมีเรื่องด่วน ฉันจะออกไปข้างนอกหน่อย”

       จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน “เขาเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าการปล่อยจี้ทิงไว้ที่บ้านตามลำพังนั้นดูจะอันตรายเกินไป จึงเอ่ยว่า “นายถามสวีเหรินดูว่าเขาอยู่ที่ไหน เรื่องอื่นค่อยไปคุยกันระหว่างทาง”

       ก่อนจะพ้นประตูบ้าน จี้ทิงปลีกตัวกลับขึ้นไปหยิบของบางอย่างบนห้อง จากนั้นทั้งคู่จึงมุ่งหน้าออกเดินทาง

       เมื่อขึ้นรถ จี้ทิงก็ต่อสายโทรศัพท์ออกไป สวีเหรินแจ้งว่าหัวหน้าภาควิชานัดพบที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัย

       “บอกเขาว่า อย่าเพิ่งเข้าไปจนกว่าเราจะไปถึง”

       จี้ทิงถ่ายทอดคำพูดของจี้เยี่ยนจื๋อ สวีเหรินจึงตอบตกลงว่าจะรออยู่บริเวณใกล้ๆ ร้านอาหาร

       หลังจากวางสาย จี้ทิงทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ คล้ายกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดบางอย่าง

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางนั้นจึงเปรยขึ้น “นายไม่คิดจะถามฉันหน่อยเหรอว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

        [ไม่ถามก็รู้ ที่ทางมหาวิทยาลัยนัดเจอข้างนอกสถานศึกษาแบบนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าต้องการจะกล่อมให้สวีเหรินยอมจบคดีเพื่อรักษาชื่อเสียง]

       จี้ทิงค่อยๆ หันหน้ากลับมา ก่อนจะเอ่ยปากถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะได้ยินเสียงในใจจบ พอเห็นเจ้าตัวแสร้งทำเป็นไขสือต่อหน้าเขาก็เกือบจะหลุดหัวเราะหยันออกมา

       มิน่าล่ะ อยู่ใต้จมูกเขามาตั้งหลายปีถึงไม่มีใครจับสังเกตได้ ทักษะการแสร้งทำเป็นโง่เขลาเบาปัญญานี่เรียกได้ว่าเนียนกริบจนเป็นธรรมชาติจริงๆ

       เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจสถานการณ์ดีอยู่แล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็คร้านจะอธิบาย “ไปถึงเดี๋ยวนายก็รู้เอง”

       ...

       ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ร้านกาแฟข้างร้านอาหารเป้าหมาย

       “นายมาทำอะไรที่นี่?”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองไปยังลู่เหยียนชูที่ยืนอยู่ข้างสวีเหริน ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงเต็มไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่คิดปิดบัง

       ลู่เหยียนชูละสายตาจากข้างกายอีกฝ่าย พลางคลี่ยิ้มตอบ “ผมเพิ่งได้ยินเรื่องของเสี่ยวสวี เลยตั้งใจมาช่วยน่ะครับ” พูดจบเขาก็หันไปทักทายจี้ทิง “จี้ทิง เราพบกันอีกแล้วนะ”

       จี้ทิงยังไม่ทันจะอ้าปาก จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่นเสียงเย็น “คนอย่างนายจะช่วยอะไรเขาได้ เรื่องพวกงานวิจัยหรือวิชาการน่ะ นายมีความรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?”

       มุมปากของลู่เหยียนชูยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้ม “ผมจะรู้หรือไม่รู้น่ะไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ทนายของผมเขารู้เรื่องดีก็พอ”

       จี้ทิงเห็นทั้งคู่เริ่มเปิดศึกฝีปากกันอีกครั้ง จึงส่งสัญญาณให้สวีเหรินเดินเลี่ยงไปคุยกับเขาที่ด้านข้าง

       “อาจารย์จี้ ทำไมอาจารย์ถึงมาด้วยล่ะครับ” สวีเหรินมักจะรู้สึกเสมอว่าเวลาของจี้ทิงนั้นมีค่ามหาศาล ไม่ควรจะมาเสียเวลาทิ้งกับเรื่องของเขา

       จี้ทิงไม่ตอบ แต่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมา แล้วติดมันลงที่ปลายแขนเสื้อไหมพรมของสวีเหรินอย่างเบามือ

       เมื่อติดเสร็จ สวีเหรินก็ยกแขนขึ้นมาดูด้วยความสงสัย “นี่คืออะไรเหรอครับ?”

       จี้ทิงเอ่ยเรียบๆ “เครื่องดักฟัง อย่าถอดออกล่ะ”

       สวีเหรินเข้าใจเจตนาได้ในทันที เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ครับ ผมจะซ่อนมันไว้ให้มิดชิดที่สุด”

       เลยเวลาที่นัดไว้มาสิบห้านาทีแล้ว สวีเหรินจึงเอ่ย “อาจารย์จี้ครับ ผมต้องรีบไปที่ร้านอาหารแล้ว”

       จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองชายหนุ่มสองคนที่ยังทะเลาะกันไม่เลิกรา แล้วคิดในใจเงียบๆ [ไม่อยากอยู่กับสองคนนี้เลยแฮะ ฉันเข้าไปเป็นเพื่อนสวีเหรินดีกว่า]

       จี้เยี่ยนจื๋อและลู่เหยียนชูที่ได้ยินเสียงในใจนั้นพลันชะงักกึกพร้อมกัน

       แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มลงทันที เขาตะโกนเรียกเสียงเข้ม “เจ้าหูน้อยจี้ มานี่!”

       ชื่อเล่นของจี้ทิงคือเจ้าหูน้อยงั้นเหรอ ลู่เหยียนชูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ช่างเป็นชื่อที่ดูน่ารักไม่เบา

       จี้ทิงเดินตรงเข้ามา “ผมจะไปเป็น...”

       “นายไม่ต้องไปยุ่งเลย” จี้เยี่ยนจื๋อคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขาแล้วดึงมาไว้ข้างกาย ก่อนจะหันไปสั่งสวีเหริน “คุณเข้าไปคนเดียว จำไว้ว่าต้องอัดเสียงมาให้ได้”

       สวีเหรินยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง “เอ่อ... ครับ งั้นผมขอตัวเข้าไปก่อนนะครับ”

       หลังจากมองตามแผ่นหลังของสวีเหรินที่หายเข้าไปในร้าน จี้เยี่ยนจื๋อก็ถอนสายตากลับมาแล้วเอ่ยเสียงกร้าว “ลู่เหยียนชู เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย นายกลับไปได้แล้ว”

       หมอนี่เองก็เป็นอีกคนที่ได้ยินเสียงในใจของเจ้าหูน้อยจี้ ขืนปล่อยให้อยู่ที่นี่ต่อไปต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่

       ลู่เหยียนชูยกยิ้มบางๆ มีหรือที่เขาจะยอมถอยง่ายๆ “เสี่ยวสวีนั่งรถผมมา ผมก็ต้องรอรับเขากลับสิครับ จริงไหมจี้ทิง?”

       จี้ทิงที่กำลังใจลอยอยู่ พอถูกเรียกชื่อกะทันหันก็สะดุ้งเล็กน้อย “ฮะ?... ครับ?”

       ลู่เหยียนชูกำลังจะพูดต่อ แต่กลับถูกจี้เยี่ยนจื๋อตวัดสายตาพิฆาตใส่เสียก่อน จากนั้นเขาก็ลากจี้ทิงก้าวเข้าไปในร้านอาหารทันที

       ห้องรับรองของสวีเหรินตั้งอยู่บนชั้นสอง ที่ชื่อว่าหอชมสมุทร ส่วนพวกเขาทั้งสามคนนั่งรอกันอยู่ในห้องหอชมลม ซึ่งอยู่ติดกัน

       ทันทีที่ก้าวเข้าห้องมา จี้เยี่ยนจื๋อก็เห็นโต๊ะเก้าอี้ที่มันวับไปด้วยคราบน้ำมันจนหัวคิ้วขมวดมุ่นเข้าหากันแน่น

       ร้านอาหารแถวมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็นร้านราคาย่อมเยา สภาพสุขอนามัยย่อมเทียบไม่ได้กับคลับระดับสูงที่จี้เยี่ยนจื๋อเข้าออกเป็นประจำ ดังนั้นพออีกสองคนจะนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เขาก็เลยกลายเป็นคนเดียวที่ยืนค้างอยู่ตรงนั้นอย่างขัดหูขัดตา

       จี้ทิงเงยหน้ามองเขาด้วยความไม่เข้าใจ “พี่ไม่นั่งเหรอครับ?”

       ถามจบเขาก็พลันนึกขึ้นได้ [อ๋อ จี้เยี่ยนจื๋อเป็นพวกคลั่งความสะอาดนี่นา]

       ลู่เหยียนชูได้ยินดังนั้นจึงเท้าคางเอ่ยด้วยท่าทีเป็นมิตร “ถ้าประธานจี้มีธุระด่วนก็เชิญไปจัดการก่อนได้นะครับ ทางนี้ผมดูแลเองได้”

       จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาหนึ่งที ก่อนจะกัดฟันกรอดแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายจี้ทิง

       จี้ทิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขารู้ดีว่าการก้าวข้ามอุปสรรคทางจิตใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย “พี่ไม่รู้สึกแย่เหรอครับ?”

       นิ้วมือของจี้เยี่ยนจื๋อขยำเข้าหากันแน่น ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกแย่จนอยากจะออกไปจากที่นี่เต็มที

       เมื่อเห็นแบบนั้น จี้ทิงจึงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “ผมแอบติดเครื่องรับเสียงไว้ที่ตัวสวีเหริน เรามาลองฟังกันเถอะว่าทางนั้นคุยอะไรกันบ้าง”

        [บางทีถ้ามีเรื่องให้เบี่ยงเบนความสนใจ จี้เยี่ยนจื๋ออาจจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง]

       หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบนวดเบาๆ ความรู้สึกอุ่นซ่านแกมหัวใจพองโตอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแผ่กระจายไปทั่วอก ทว่ามันกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย เขาหันไปมองจี้ทิง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “อืม... ลองฟังดู”

       ลู่เหยียนชูเหลือบมองทั้งสองคนสลับไปมา ก่อนจะลดสายตาลงเงียบๆ โดยไม่รู้ว่าในใจกำลังคิดสิ่งใดอยู่

       จี้ทิงวางโทรศัพท์ลงกลางโต๊ะหมุน แล้วแตะที่หน้าจอเบาๆ จากนั้นเสียงของผู้ชายคนหนึ่งก็ดังรอดออกมาทันที

       "ครั้งนี้ฉันมาคุยกับนายในนามของมหาวิทยาลัย อยากจะเปิดอกคุยกันตรงๆ นายมีข้อเรียกร้องอะไรเสนอมาได้เลย ไม่ต้องห่วง ฉันปิดมือถือไปแล้ว ไม่มีการอัดเสียงแน่นอน"

       ทางนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง มีเสียงขยับสิ่งของดังขึ้นตามมา ก่อนจะเป็นเสียงของสวีเหรินที่เอ่ยว่า "ผมก็ปิดแล้วเหมือนกันครับ"

       ดูเหมือนอาจารย์อู๋จะพอใจกับการกระทำของเขามาก จึงหัวเราะออกมาเบาๆ "อาจารย์มองคนไม่ผิดจริงๆ นายเป็นเด็กดีและหนักแน่นมาก"

       "อาจารย์อู๋ครับ ที่คุณบอกว่ามาคุยในนามมหาลัย ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่คุณพูดในวันนี้ ถือเป็นตัวแทนจากทางมหาลัยทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ?"

       อาจารย์อู๋เป็นพวกเขี้ยวลากดิน เขาจึงตอบเลี่ยงอย่างมีชั้นเชิง "ในเมื่อฉันมาคุยเองขนาดนี้แล้ว นายคิดว่ามันหมายความว่ายังไงล่ะ มีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามา ทางเราจะพยายามจัดการให้ตามความเหมาะสม"

       สวีเหรินเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและทรงพลัง "หวังเจี้ยนหมิงขโมยผลงานวิจัยของผมไป ผมไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น นอกจากให้เขาได้รับบทลงโทษที่เขาสมควรจะได้รับครับ!"


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^