LNCrawler

ตอนที่ 62 จี้ทิงนี่แหละคือลาสบอสตัวจริง!

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 62 จี้ทิงนี่แหละคือลาสบอสตัวจริง!

        สิ้นเสียงนั้น อาจารย์อู๋ก็ทอดถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วง “นายน่ะยังเด็กเกินไป ทนรับความลำบากนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ไหวแล้ว”

       “ฉันเข้าใจว่านายต้องการความยุติธรรม แต่รอให้นายอายุเท่าฉันก่อนเถอะ แล้วนายจะรู้ว่าโลกใบนี้มันไม่มีความยุติธรรมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

       “สวีเหรินเอ๋ย อย่าใช้อารมณ์ให้มันมากนักเลย คิดถึงอนาคตของตัวเองให้มากหน่อยดีกว่า”

       “อนาคตของผมงั้นเหรอครับ... อนาคตที่ว่าคือการที่ผมต้องกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับเรื่องนี้ เพื่อเอาไปแลกผลประโยชน์กับหวังเจี้ยนหมิงน่ะหรือครับ!”

       สวีเหรินโกรธจัดจนน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาสั่นพร่า “ผมไม่แลก! อนาคตของผม ผมจะสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของผมเอง!”

       อาจารย์อู๋แค่นหัวเราะออกมาอย่างดูแคลน “โบราณว่าไว้ 'เป็นครูเพียงวันเดียว ก็นับเป็นพ่อตลอดชีวิต' เรื่องยังไม่ชัดเจน แต่นายกลับเที่ยวไปใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์ตัวเองหน้าตาเฉยแบบนี้ ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป อย่าว่าแต่อนาคตการทำงานเลย นายจะเรียนจบหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”

       “คุณ...”

       สวีเหรินตั้งท่าจะสวนกลับ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นทันควัน “สวีเหริน บางเรื่องก็อย่าไปจริงจังกับมันนักเลย ลองคิดดูสิ ถ้าตอนนี้นายได้รับสิทธิ์ให้ทำงานต่อในมหาลัย หรือทางมหาลัยส่งตัวนายไปเรียนต่อปริญญาเอก เด็กยากจนจากบ้านนอกอย่างนาย อนาคตคงได้พุ่งทะยานไปไกลแน่ๆ”

       เมื่อได้ยินคำข่มขู่ที่ฉาบไว้ด้วยคำตักเตือนเหล่านั้น แววตาของจี้ทิงก็ค่อยๆ หม่นแสงลง ความทรงจำในอดีตพลันย้อนกลับไปยังห้องสี่เหลี่ยมที่แสนอับทึบห้องนั้น...

       ‘เด็กน้อย นายไม่จำเป็นต้องทำเรื่องให้มันยากขนาดหรอกนะ มันไม่ส่งผลดีกับใครทั้งนั้น’

       ‘เด็กกำพร้าที่ไม่มีทั้งตระกูลหนุนหลัง ไม่มีภูมิหลังอะไรเลยอย่างนาย ถ้าไม่ใช่เพราะคณบดีเจิ้งยอมรับเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษในตอนนั้น นายจะมีวันนี้ได้เหรอ?’

       ‘มันก็แค่ชุดข้อมูลชุดหนึ่งที่ยังไม่ได้เอาไปใช้จริงด้วยซ้ำ จะเป็นของใครมันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ...’

       ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในหัว อยู่ๆ มือข้างหนึ่งก็คว้าเข้าที่ข้อมือของเขาอย่างแรง

       “นายเป็นอะไรไป?”

       จี้ทิงเงยหน้าขึ้น แววตายังคงหลงเหลือร่องรอยของอารมณ์ที่ยังสลัดไม่หลุด “หืม?”

       “หืมอะไรของนาย” จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วจ้องหน้าเขา “ทำไมหน้าซีดขนาดนี้?”

       ลู่เหยียนชูเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “จี้ทิง นายไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

       จี้ทิงมองคนทั้งคู่ ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ “เปล่าครับ แค่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อยังคงรู้สึกถึงความผิดปกติ เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงลมหายใจของจี้ทิงหนักหน่วงและถี่กระชั้น ราวกับว่ามีเรื่องหนักใจบางอย่างกดทับอยู่ข้างใน

       เขากำลังจะอ้าปากถาม ทว่าลู่เหยียนชูกลับชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน “ถ้าง่วงก็กลับไปพักที่รถก่อนเถอะ ตรงนี้พวกเราจัดการเอง”

       จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆ พลางหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ไม่ต้องหรอก ผมจะไปหาสวีเหรินที่ห้องข้างๆ”

       ทั้งสองคนชะงักไปอย่างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงเปลี่ยนใจขึ้นมา

       “ทางนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปเลย ถ้านายเข้าไปตอนนี้ หัวหน้าภาควิชาคนนั้นนั่นจะกล้าพูดจาไร้ยางอายต่อหน้าคนอื่นได้อีกเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อทักท้วง

       จี้ทิงรู้ดีว่าตนเองกำลังใช้อารมณ์ แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า [ฉันไม่อยากให้สวีเหรินต้องเป็นเหมือนฉันในตอนนั้น... ที่ต้องเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง]

       หางตาของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ คำพูดนี้หมายความว่าอะไร ที่ว่าสวีเหรินเหมือนกับเขามันคืออะไรกันแน่

       หัวใจของเขาดิ่งวูบลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง หรือว่า... ผลงานวิจัยของจี้ทิงเองก็เคยถูกคนอื่นขโมยไปเหมือนกัน

       ทางด้านลู่เหยียนชูที่ได้ยินความในใจนี้เช่นกัน ทว่าปฏิกิริยาของเขากลับต่างจากจี้เยี่ยนจื๋อโดยสิ้นเชิง เขาลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้านายทนเห็นเสี่ยวสวีถูกรังแกไม่ได้ พวกเราก็ไปด้วยกันเลยสิ”

       จี้ทิงส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไรครับ ผมไปคนเดียวก็พอ”

       “ในเมื่อปลาติดเบ็ดแล้ว พวกเราก็แค่ไปเก็บสายเท่านั้นเอง” ลู่เหยียนชูพูดพลางยิ้มแล้วชี้ไปที่โทรศัพท์บนโต๊ะ “จี้ทิง ช่วยส่งไฟล์เสียงเมื่อกี้ให้ฉันหน่อยได้ไหม?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชา แต่ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้เอ่ยขัดขึ้นมา

       จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งไฟล์ผ่านวีแชตไปให้ ลู่เหยียนชูรับไฟล์แล้วส่งต่อให้ผู้ช่วยทันที พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า [รบกวนหน่อย ทำซับไตเติลมาให้ด้วย]

       “เอาล่ะ พวกเราไปกัน...” เขายังพูดไม่ทันจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็คว้าแขนจี้ทิงเดินออกไปทันที

       ลู่เหยียนชูหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “ใจแคบซะจริง”

       เพียงไม่กี่ก้าว ประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับผนังและเด้งกลับดังปัง

       คนข้างในทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัว อาจารย์อู๋ยังคงถือแก้วค้างอยู่ในมือพลางถามด้วยความมึนงง “พวกคุณเป็นใครกัน?”

       ส่วนสวีเหรินที่ขอบตายังแดงก่ำก็ได้แต่ยืนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงบุกเข้ามาตอนนี้ “อาจารย์จี้ครับ...”

       จี้เยี่ยนจื๋อยืนตระหง่านราวกับยมทูตหน้าตาย เขาจ้องมองอาจารย์อู๋ด้วยสายตาเหยียดหยาม “หวังเจี้ยนหมิงไม่ได้บอกคุณหรือไง ว่าเทคโนโลยีที่เขาขโมยไปน่ะ... เป็นของกลุ่มบริษัทซื่อลี่?”

       หวังเจี้ยนหมิงไม่ได้บอกจริงๆ เขาบอกกับทางโรงเรียนเพียงว่าสวีเหรินเป็นคนค้นพบวัสดุก็จริง แต่ข้อมูลการทดลองทั้งหมดเป็นฝีมือของเขา ถือว่าเป็นผลงานร่วมของทั้งคู่

       แถมเขายังให้คำมั่นสัญญาส่วนตัวกับอาจารย์อู๋ว่า ถ้าจัดการสวีเหรินได้เรียบร้อย ในอนาคตค่าสิทธิบัตรไม่ว่าจะได้มาเท่าไหร่ เขาจะแบ่งให้อาจารย์อู๋ถึงสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์

       วินาทีนี้อาจารย์อู๋ถึงกับไปไม่เป็น เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะไปเกี่ยวพันกับยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มบริษัทซื่อลี่เข้า เขาขมวดคิ้วเคร่งเครียดพลางพยุงตัวลุกจากเก้าอี้ “คุณคือ...”

       เขายังพูดไม่ทันจบ ลู่เหยียนชูก็เดินตามเข้ามา “ท่านนี้คือประธานกลุ่มบริษัทซื่อลี่ คุณจี้เยี่ยนจื๋อครับ”

       อาจารย์อู๋สั่นสะท้านไปทั้งตัว ลู่เหยียนชูจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ส่วนผมชื่อลู่เหยียนชู เป็นเพื่อนของสวีเหรินครับ”

       ลู่เหยียนชูแนะนำตัวเองราวกับว่าเป็นเพียงคนนอกที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ทว่ามีหรือที่อาจารย์อู๋จะจำเขาไม่ได้ เมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา ครอบครัวของเขายังไปนั่งดูภาพยนตร์ที่ลู่เหยียนชูแสดงในโรงหนังอยู่เลย

       เขารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้า มุมปากกระตุกสั่นระริก “พวก... พวกคุณ... ผม...”

       นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!

       ไม่ใช่ว่าสวีเหรินเป็นแค่เด็กนักเรียนยากจนหรอกเหรอ แล้วทำไมถึงไปรู้จักกับประธานกลุ่มบริษัทระดับโลกและซูเปอร์สตาร์ชื่อดังได้ล่ะเนี่ย

       ท่ามกลางความเงียบงัน จี้ทิงที่นิ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่กับคุณลู่ช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหมครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหันมามองเขาอย่างไม่เห็นด้วย ทว่าจี้ทิงกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขอเวลาเดี๋ยวเดียวครับ แค่สิบนาที”

       ถ้าทั้งสองคนนี้ยังอยู่ตรงนี้ คำพูดที่เขาจะพูดต่อจากนี้คงพูดไม่ได้

       ลู่เหยียนชูดูเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่าง เขาจึงยอมหมุนตัวเดินออกไปก่อน ส่วนจี้เยี่ยนจื๋อทำเพียงส่งสายตาคาดโทษไปทางอาจารย์อู๋ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินออกจากห้องไปเช่นกัน

       เมื่อบานประตูโถงปิดลง จี้ทิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโหมดบันทึกวิดีโอแล้วยื่นให้สวีเหริน “คุณถ่ายเอาไว้นะ”

       สวีเหรินรับโทรศัพท์มาอย่างงงๆ ก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะมายืนประจันหน้ากับทั้งสองคนแทน

       จี้ทิงหันกลับมาจ้องมองอาจารย์อู๋ด้วยสายตาเรียบนิ่ง “เนื้อหาที่บันทึกได้หลังจากนี้ คุณควรจะส่งให้คณบดีของคุณโดยตรง เพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินความผิดเองจะดีกว่า”

       อาจารย์อู๋ลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก ในอกรู้สึกอึดอัดและหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก “นาย... นายคิดจะทำอะไร?”

       ทางด้านจี้เยี่ยนจื๋อและลู่เหยียนชูเมื่อออกมาแล้วก็กลับไปที่ห้องข้างๆ แต่ครั้งนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่ยอมนั่งลงเด็ดขาด

       ลู่เหยียนชูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูวีแชต เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ แต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงเลยแม้แต่น้อย

       “คุณว่า จี้ทิงจะพูดอะไรกับอาจารย์คนนั้น?”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่แม้แต่จะชายตามองเขา พลางเอ่ยประชด “ถ้านายสนใจขนาดนั้น ก็เอาหูไปแนบประตูแอบฟังเลยสิ”

       ลู่เหยียนชูยักคิ้ว “ทำอย่างกับว่าคุณเองไม่สงสัยงั้นแหละ”

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น “ฉันถามเขาตรงๆ ได้ แต่นายทำได้หรือเปล่าล่ะ?”

       “หืม...” ลู่เหยียนชูดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก เขาเผยรอยยิ้มมีเลศนัย “จะทำได้หรือไม่ได้ มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดจะลองเชิงจี้ทิงผ่านเสียงในใจ จนเขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะสั่งสอนคนขึ้นมาทันที

       โครมมม!

       จู่ๆ เสียงกระแทกอย่างแรงก็ดังมาจากห้องข้างๆ ทั้งสองคนหน้าเปลี่ยนสีพร้อมกันก่อนจะรีบสาวเท้าไปยังห้องเกิดเหตุทันที

       เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อผลักประตูเข้าไป ก็เห็นจี้ทิงและสวีเหรินยืนอยู่ด้านข้าง ส่วนอาจารย์อู๋คนนั้นกลับลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นราวกับคนหมดสติ โดยมีเก้าอี้ตัวหนึ่งล้มระเนระนาดอยู่ข้างกายเขา


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^