ตอนที่ 66 เห็นนายเป็นน้องชาย
ตอนที่ 66 เห็นนายเป็นน้องชาย
จี้เยี่ยนจื๋อตวัดสายตามองค้อนหนึ่งวง เขาขี้เกียจจะใส่ใจกับคำถามปัญญาอ่อนนั่น
จี้ทิงทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ขณะกำลังจะหยิบช้อนขึ้นมา จี้เยี่ยนจื๋อกลับเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไปล้างมือ”
“อ้อ”
เสิ่นมู่หลานบอกทางให้ด้วยรอยยิ้ม “ห้องน้ำอยู่ทางด้านนั้นนะ”
หลังจากจี้ทิงเดินจากไปแล้ว เสิ่นมู่หลานก็เดินออกมาจากข้างในแล้วเท้าแขนลงบนเคาน์เตอร์ “นี่ ฉันพูดจริงนะ ถึงพวกนายจะคนละแม่ แต่ก็พ่อเดียวกันไม่ใช่เหรอ ทำไมหน้าตาถึงไม่มีส่วนไหนคล้ายกันเลยสักนิดล่ะ?”
เสิ่นมู่หลานกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นเพื่อนสมัยเรียนต่อที่อังกฤษ นิสัยของทั้งคู่ต่างกันสุดขั้วแต่กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทที่คุยกันได้ทุกเรื่อง
เรื่องของตระกูลจี้นั้น เสิ่นมู่หลานพอจะรู้เรื่องอยู่แปดเก้าส่วน ดังนั้น วันนี้ที่เห็นเขาพาจี้ทิงมาด้วยถึงได้ตกตะลึงขนาดนี้
จี้เยี่ยนจื๋อตอบอย่างเย็นชา “เขาเหมือนหลินชิง”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” เสิ่นมู่หลานทำท่าครุ่นคิด พลางเดาะลิ้น “เท่าที่เห็นวันนี้ ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กดีใช้ได้เลยนะ ดูไม่เหมือนพวกคุณชายเสเพลสักเท่าไหร่”
เรื่องนี้ จี้เยี่ยนจื๋อทำได้เพียงนิ่งเงียบ เพราะยังไงซะ ตอนนี้เขาก็อยู่ในช่วงที่กำลังทำความรู้จักจี้ทิงใหม่อีกครั้งเช่นกัน
ยังดีที่จี้ทิงล้างมือเสร็จและกลับมาอย่างรวดเร็ว ทั้งสองจึงเริ่มลงมือรับประทานอาหาร ข้าวแกงกะหรี่ที่ตั้งทิ้งไว้สักพักเริ่มอุ่นพอเหมาะ เป็นอุณหภูมิที่กำลังอร่อยและทานง่ายพอดี
จี้ทิงลองชิมหมูทอดก่อนเป็นคำแรก หลังจากกลืนลงไป เสิ่นมู่หลานก็ถามด้วยความคาดหวัง “เป็นไง อร่อยไหม?”
เขาพยักหน้าเบาๆ รสชาติแม้จะไม่ได้เลิศเลอจนน่าตกใจ แต่มีความละมุนกลมกล่อมและถูกปากอย่างยิ่ง นับว่าดีมากทีเดียว
จี้เยี่ยนจื๋อเงยหน้ามองด้วยสายตารำคาญ “นายมีอะไรต้องไปทำก็ไปทำซะ อย่ามายุ่งวุ่นวายแถวนี้”
เสิ่นมู่หลานฮึดฮัดใส่ ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าห้องครัวไป “พอกินอิ่มแล้วก็ไล่คนทำเลยนะ ทำตัวไม่น่าคบเอาเสียเลย”
ปริมาณข้าวแกงกะหรี่มีไม่มากนัก ไม่นานทั้งคู่ก็ทานจนหมด
จากนั้นจี้เยี่ยนจื๋อลุกขึ้นสวมเสื้อโค้ทตัวยาว พลางส่งเสียงเรียกคนข้างใน “ไปล่ะนะ”
จี้ทิงชะงักไปเล็กน้อย “ไม่จ่ายเงินเหรอครับ?”
“พี่ชายนายมาที่นี่ก็กินฟรีอยู่ตลอด ไม่เคยจ่ายเงินหรอก” เสิ่นมู่หลานเดินออกมาพลางส่งยิ้มหวานให้จี้ทิง “นี่ยังหัวค่ำอยู่เลย เสี่ยวทิง อยากเล่นเกมก่อนค่อยไปไหม?”
จี้ทิงปรายตาไปมองเครื่อง PS5 เครื่องนั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะเม้มริมฝีปากและส่ายหน้า “ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณครับ”
ทั้งสองคนต่างก็มองออกว่าเขากำลังลังเล จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเด็กวัยสิบกว่าปีอย่างเขา ทำไมถึงต้องคอยกดดันและปิดกั้นความต้องการของตัวเองอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ด้วย
“อยากเล่นก็บอก จะกลัวอะไร?”
จี้ทิงยังคงส่ายหน้า “ไม่อยากเล่นครับ ไปกันเถอะ”
เสิ่นมู่หลานเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ คนที่เข้มงวดกับการจัดการตัวเองได้ขนาดนี้ ถ้ายังถูกเรียกว่าเป็นพวกเสเพลล่ะก็ คนทั้งโลกคงกลายเป็นพวกไม่เอาถ่านกันหมดแล้ว
ทั้งคู่จากไปพร้อมกัน ก่อนขึ้นรถ เสิ่นมู่หลานยืนอยู่บนบันไดทางเข้าพลางโบกมือลา “เสี่ยวทิง วันหลังมาเล่นใหม่นะ”
จี้ทิงยังไม่ทันได้ตอบรับ จี้เยี่ยนจื๋อก็เหยียบคันเร่งพารถทะยานออกไปจากที่นั่นทันที
เสิ่นมู่หลานหัวเราะ ทว่าเมื่อมองรถที่แล่นห่างออกไป เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
วันนี้ดูท่าว่าจี้เยี่ยนจื๋อจะมีเรื่องในใจ และเรื่องนั้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่มาหาเขาปุบปับแบบนี้ แต่มาแล้วก็ไม่พูด...
เสิ่นมู่หลานส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ หรือว่าเรื่องในใจนั่นจะเกี่ยวกับจี้ทิงกันนะ?
...
เมื่อทั้งคู่กลับถึงบ้าน ก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่มแล้ว
ขณะที่ประตูรั้วคฤหาสน์ค่อยๆ เปิดออก จี้เยี่ยนจื๋อกลับหยุดรถกะทันหัน แถมยังดับเครื่องยนต์อีกด้วย
จี้ทิงหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ “ทำไมไม่ขับเข้าไปล่ะครับ?”
คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบงันจากจี้เยี่ยนจื๋อ
ภายในรถตกอยู่ในความเงียบงันอย่างไร้สาเหตุ จี้ทิงงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้ว่าจี้เยี่ยนจื๋อเป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีก
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจี้เยี่ยนจื๋อก็เอ่ยปาก “จี้ทิง นายมีอะไรจะบอกฉันไหม?”
บทสนทนานี้เริ่มขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป จี้ทิงกะพริบตา “บอกอะไรครับ?”
“พูดอะไรก็ได้ ทันทีที่ก้าวลงจากรถคันนี้ไป ฉันจะลืมมันจนหมดสิ้น เพราะงั้น นายจะพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น”
ในตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกหนักอึ้งและสับสน ใจหนึ่งเขาอยากให้จี้ทิงคายความลับที่ซ่อนไว้ออกมา แต่อีกใจหนึ่งเขาก็คิดว่า... แล้วหลังจากที่พูดออกมาล่ะ?
ต่อให้จี้ทิงสารภาพทุกอย่างออกมาหมดเปลือก เขาจะสามารถอยู่ร่วมกับน้องชายต่างแม่คนนี้ได้โดยไร้ซึ่งอคติในใจจริงๆ หรือ
จี้เยี่ยนจื๋อไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนลังเล แต่ในวินาทีนี้ เขากลับรู้สึกว่าตัวเองนั้นย้อนแย้งจนดูไร้เหตุผล
จี้ทิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ผมไม่เข้าใจครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ยินเสียงในใจ นั่นหมายความว่าจี้ทิงไม่ได้แม้แต่จะคิดเรื่องสารภาพความจริงกับเขาเลยด้วยซ้ำ
เขายกยิ้มเย้ยหยันตัวเองอย่างเงียบๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็รู้ว่าต้องปกป้องตัวเอง
“จี้ทิง”
“ครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่น ทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงบ่งบอกถึงความตึงเครียดบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน “นายรับปากฉันได้ไหม ว่าไม่ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น นายจะไม่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับฉัน”
แววตาของจี้ทิงฉายแววสับสน ในตอนนี้เขาไม่มีทางรู้เลยว่า จี้เยี่ยนจื๋อต้องผ่านการต่อสู้ทางความคิดมากเพียงใดกว่าจะพูดประโยคนี้ออกมาได้
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะเริ่ม ‘เข้าใจ’ แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการสื่อถึงอะไร
“จี้เยี่ยนจื๋อ ผมเคยบอกพี่ไปตั้งนานแล้ว ว่าผมไม่ได้สนใจซื่อลี่หรือสมบัติประจำตระกูลเลยสักนิด” พูดจบเขาก็ย้ำอีกครั้ง “ผมจะไม่แย่งชิงกับพี่ และไม่คิดจะเป็นศัตรูด้วย”
จี้ทิงไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนในตระกูลจี้เลย นอกเสียจากเปลือกหรือร่างกายนี้แล้ว เขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าของร่างเดิมเลยด้วยซ้ำ
จี้เยี่ยนจื๋อเคยได้ยินประโยคนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เขาได้รับมันเข้าไปประทับไว้ในใจแล้วจริงๆ
ด้วยความสามารถของจี้ทิง ถ้าคิดจะแย่งชิง ป่านนี้ระหว่างพวกเขาคงเกิดพายุคาวเลือดที่ต้องสู้กันจนตายไปข้างหนึ่งแล้วเป็นแน่
เมื่อคิดได้ดังนั้น นัยน์ตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่หาได้ยากยิ่ง ทว่าในวินาทีถัดมาที่เขาเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงกลับเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน “นายคิดว่าฉันจะเชื่อเหรอ?”
จี้ทิงชะงักไป หัวคิ้วขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม “ไม่ว่าพี่จะเชื่อหรือไม่ สิ่งที่ผมพูดคือความจริง”
“เฮอะ ต่อให้นายไม่อยากชิง จี้ซื่อเจ๋อก็จะบีบให้นายต้องแย่งชิงอยู่ดี” จี้เยี่ยนจื๋อยกมุมปาก ทว่าดวงตาและใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “แต่ฉันว่าเขาก็คงฝันกลางวันไปเอง เพราะคนโง่อย่างนาย มันก็แค่พวกขี้แพ้ที่ปั้นไม่ขึ้นเท่านั้นแหละ”
จี้ทิงมองเขา พลางนึกถึงตอนที่ทั้งสองเล่นเกมด้วยกันก่อนหน้านี้ สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ จางลงไป
“ผมก็นึกว่า...”
“นึกว่าอะไร?” จี้เยี่ยนจื๋อขัดขึ้นอย่างรุนแรง “นึกว่าการที่ฉันยอมคุยกับนาย หรือพานายไปกินข้าวแกงกะหรี่ คือการที่ฉันเห็นนายเป็นน้องชายแล้วงั้นเหรอ?”
เขาแค่นหัวเราะออกมาจากลำคอ “ฉันถึงบอกไงว่านายน่ะมันโง่ ยังไม่ยอมรับอีกเหรอ” สิ้นคำนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาในพริบตา “ไม่ยอมรับก็ไสหัวไปซะ”
จี้ทิงจ้องมองเขาอยู่สองสามวินาที ไม่พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ก่อนจะลดสายตากลับมานิ่งเฉยตามเดิม
[จี้เยี่ยนจื๋อเป็นคนไม่ดี เขาเกลียดฉัน]
เมื่อได้ยินประโยคนั้น ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ถูกปกคลุมด้วยความกดดันอันหนักอึ้ง เขารู้สึกอยากจะพูดอะไรบางอย่างตามสัญชาตญาณ ทว่าสุดท้ายก็กล้ำกลืนทุกอย่างกลับลงไป
จี้ทิงหลบสายตา ไม่มองสิ่งใด ได้ยินเพียงน้ำเสียงอันเย็นเยียบไร้ความปรานีของอีกฝ่าย “อย่าเข้าใจผิดล่ะ ฉันไม่ได้ไล่ให้นายลงจากรถ แต่ฉันไล่ให้นายไสหัวออกไปจากตระกูลจี้”
จี้ทิงไม่เอ่ยคำใดแม้เพียงคำเดียว เขาปลดเข็มขัดนิรภัย แล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถไปทันที...
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^