ตอนที่ 6 พี่ไม่เคยเชื่อใจผมเลย
ตอนที่ 6 พี่ไม่เคยเชื่อใจผมเลย
ประตูลิฟต์เปิดออก พ่อบ้านที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วค้อมกายลงอย่างนอบน้อม “คุณชายใหญ่ครับ อาหารค่ำเตรียมเสร็จเรียบร้อยตามที่คุณสั่งแล้วครับ”
“อืม” จี้เยี่ยนจื๋อถอดเสื้อโค้ทส่งให้คนรับใช้ข้างกาย “ไปตามจี้ทิงลงมาหาฉัน”
“ครับ”
สิบนาทีต่อมา จี้ทิงก็เดินลงมายังห้องอาหาร และทันทีที่ก้าวเข้ามา เขาก็ต้องชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อพบว่าบนโต๊ะอาหารมีแต่เมนูผักที่เขาเกลียดทั้งนั้น วันนี้ตระกูลจี้ถือศีลกินเจหรือยังไงกัน?
จี้เยี่ยนจื๋อละสายตาจากโทรศัพท์ขึ้นมามองพลางแค่นยิ้มเย็นในใจ
นี่เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรกหลังจากที่จี้ทิงถูกสั่งกักบริเวณ จี้เยี่ยนจื๋อคาดการณ์ไว้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องอาละวาดฟาดงวงฟาดงา หรือไม่ก็ระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างคลุ้มคลั่งตามนิสัยเดิม
ทว่าไอ้มุกลงไปนอนดิ้นกับพื้นแบบนั้นอาจจะใช้ได้ผลกับคุณพ่อ แต่สำหรับเขามันไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย
เขานั่งรอจี้ทิงเริ่มเปิดฉากโวยวาย ทว่าผิดคาดที่อีกฝ่ายเพียงแค่ดึงสติกลับมาได้ก็เดินอ้อมไปที่ข้างโต๊ะ แล้วเลื่อนเก้าอี้นั่งลงอย่างสงบ
ท่าทีนิ่งเฉยนั้นทำให้จี้เยี่ยนจื๋อเสียจังหวะไปเล็กน้อย เขาจ้องมองจี้ทิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยการพิจารณา “ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน นายไม่มีอะไรจะพูดกับฉันหน่อยเหรอ?”
“ไม่มีครับ” จี้ทิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
[วิธีรับมือกับพวกคลั่งการควบคุม คือเหยื่อต้องไม่แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ เมื่อถูกพรากความสนุกในการครอบงำไป นานวันเข้าพวกเขาก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายไปเอง]
เมื่อได้ยินเสียงในใจนั้น จี้เยี่ยนจื๋อเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วยความโมโห ที่แท้การที่เขาเชิญอาจารย์มาสอนถึงที่บ้าน คอยจับตาดูไม่ให้ปล่อยตัวไปมั่วสุมข้างนอก แต่ในสายตาของจี้ทิง เขากลายเป็นไอ้โรคจิตไปแล้วงั้นหรือ?
จี้เยี่ยนจื๋อกระแทกโทรศัพท์ลงบนโต๊ะพลางกอดอก “ไม่มีอะไรจะพูดงั้นสิ? ในเมื่อนายทำตัวเหมือนเป็นฝ่ายถูก ถ้าอย่างนั้นก็มาคุยกันหน่อยว่าเรื่องที่อาจารย์คนแรกบอกว่านายโกงข้อสอบมันคืออะไร”
จี้ทิงขมวดคิ้ว น้ำเสียงเริ่มมีความไม่พอใจปนอยู่ “ผมไม่ได้โกง ผมแค่ทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเหยียด “ฮึ ถ้านายสามารถทำคะแนนเต็มได้โดยไม่ต้องโกง แล้วฉันจะจ้างครูสอนพิเศษมาให้นายทำไม?”
ดวงตาของจี้ทิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไม่ใช่ว่าพี่จ้างมาเพื่อทำโทษผมหรอกเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อหัวเราะในลำคอ แต่ในดวงตาคมลึกกลับมีประกายไฟแห่งโทสะปะทุออกมา “แล้วอาจารย์คณิตศาสตร์คนที่สองล่ะ ทำไมเขาถึงได้เอาแต่บอกว่าสอนนายไม่ได้”
“เขาบอกว่าผมเขียนสูตรในโจทย์ข้อหนึ่งผิด แต่ผมบอกว่ามันถูกแล้ว เพราะทฤษฎีการคาดการณ์กล้องโทรทรรศน์ [1] ที่โจทย์ข้อนี้นำมาอ้างอิง ในอนาคตมันจะถูกหักล้าง”
เดี๋ยวนี้ถึงขั้นทำนายอนาคตได้แล้วงั้นสิ?
ความอดทนของจี้เยี่ยนจื๋อมาถึงขีดสุด แต่เขายังคงสูดลมหายใจเข้าลึก “พูดต่อสิ... แล้วคนล่าสุดที่เพิ่งมาวันนี้ล่ะ ว่ายังไง”
จี้ทิงยังคงพูดด้วยท่าทีสงบนิ่ง “สวีเหรินได้แนวทางเกี่ยวกับทิศทางการทดลองกะทันหัน เขาก็เลยต้องรีบกลับมหาวิทยาลัยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายปั้นน้ำเป็นตัวได้ลื่นไหล “จะบอกว่า เขาเป็นฝ่ายอยากไปเองงั้นสิ?”
“ครับ”
“แล้วนายรู้ไหมว่าฉันจ่ายค่าสอนให้เขาชั่วโมงละเท่าไหร่?”
“มันไม่เกี่ยวกับว่าเงินมากหรือน้อยหรอกครับ” แม้จี้ทิงกำลังอธิบาย แต่น้ำเสียงยังคงเฉยเมย “ทิศทางการทดลองที่ชัดเจนมันสำคัญต่อหัวข้องานวิจัยของเขามาก ถ้าเป็นผม ผมก็คงจะรีบกลับห้องแล็บทันทีเหมือนกัน”
“ถ้าเป็นนายงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกขบขันยิ่งกว่าเดิม “เด็กผลการเรียนแย่ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนรวมแค่ 213 อย่างนายเนี่ยนะ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นายเรียนรู้ที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราราวกับเด็กนักเรียนดีๆ?”
ริมฝีปากของจี้ทิงเผยอขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายเขากลับเม้มปากเงียบ
[คะแนนต่ำเตี้ยขนาดนั้นจริงๆ นั่นแหละ ไม่มีจุดไหนให้โต้แย้งได้เลย]
เมื่อได้ยินว่าเจ้าตัวเริ่มมีสำนึกขึ้นมาบ้าง สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อก็ลดความเย็นชาลง “เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป ตั้งแต่นี้ไปเลิกใช้เล่ห์เหลี่ยมพวกนั้นซะ ถ้าคะแนนของนายแตะระดับสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้เมื่อไหร่ ฉันถึงจะยอมให้นายก้าวเท้าออกจากบ้าน”
จี้ทิงเลิกคิ้วขึ้นดูแปลกใจ “ถ้าต้องการแค่นี้ พี่ก็น่าจะบอกผมตั้งแต่แรกสิ”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ฟังดูง่ายดายเช่นนั้น โทสะที่เพิ่งสงบลงของจี้เยี่ยนจื๋อก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง “อ้อ ฟังจากน้ำเสียงนายแล้ว ดูเหมือนมหาวิทยาลัยชื่อดังทั่วประเทศจะมีแต่นายที่เลือกได้ตามใจชอบเลยงั้นสิ?”
จี้ทิงถูกดึงตัวเข้าสถาบันวิทยาศาสตร์จีนเป็นกรณีพิเศษตั้งแต่อายุสิบห้าปี จึงไม่เคยผ่านการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาก่อน แต่เมื่อคำนึงถึงระดับสติปัญญาเดิมของเจ้าของร่าง เขาจึงตอบออกไปอย่างสงวนท่าที “ก็น่าจะได้ครับ”
ภายในห้องอาหารตกอยู่ในความเงียบงันไปร่วมสี่วินาที แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อปกคลุมด้วยไอเย็นจัด “จี้ทิง ฉันว่าชาตินี้นายคงไม่อยากออกไปจากบ้านนี้แล้วสินะ?”
“ผม...”
“หุบปาก แล้วกินข้าวของนายไปซะ”
จี้ทิงนิ่งเงียบลง เขามองดูผักใบเขียวที่เต็มโต๊ะ ก่อนจะหลุบตาลงครู่หนึ่ง “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่เคยเชื่อใจผมบ้างไหม... แม้แต่ครั้งเดียวก็ยังดี”
จี้เยี่ยนจื๋อเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ แววตาฉายแววดูแคลนปนระอาใจ “นายคิดว่าคนอย่างนาย คู่ควรกับความเชื่อใจงั้นเหรอ?”
คำพูดนั้นคล้ายจะทำให้จี้ทิงสิ้นหวังโดยสมบูรณ์ เขาจ้องมองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยสายตาลึกซึ้งครั้งหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
จี้เยี่ยนจื๋อมองตามแผ่นหลังนั้นไป ภายในใจนอกจากจะไร้ซึ่งความรู้สึกผิดแล้ว เขายังนึกขำเสียด้วยซ้ำ
เมื่อก่อนตอนแสดงละครยังพอจะมีน้ำตาคลอเบ้าอยู่บ้าง แต่ครั้งนี้แม้แต่ฝีเท้าที่เดินจากไปก็ยังดูเบาสบายราวกับยกภูเขาออกจากอก ถ้าเขาเชื่อคนอย่างจี้ทิงก็คงเห็นผีแล้ว
ไม่ว่าจี้ทิงจะคิดแผลงๆ อะไรอีก แต่หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ จี้เยี่ยนจื๋อก็ตรงไปยังห้องทำงานเพื่อจัดการธุระตามปกติ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามพักผ่อน ในขณะที่เขากำลังตรวจสอบงบประมาณโครงการของแผนกวิจัยและพัฒนา โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น
“ว่าไง”
“ประธานจี้ครับ ผมติดต่อสวีเหรินได้แล้ว เขาบอกว่าในห้องแล็บห้ามพกโทรศัพท์เข้าไป เมื่อกี้เลยไม่ได้รับสายครับ”
มือที่กำลังทำงานอยู่ของจี้เยี่ยนจื๋อชะงัก แววตาของเขาเริ่มเปลี่ยนไป “เขากำลังทำการทดลองอยู่เหรอ?”
เลขารายงานต่อ “ใช่ครับ สวีเหรินยังฝากขอโทษมาด้วย เขาบอกว่าตอนกลางวันมัวแต่รีบกลับมหาวิทยาลัยจนลืมขออนุญาตผู้ปกครองก่อน ต้องขออภัยจริงๆ ครับ”
คำพูดนั้นราวกับมีก้อนหินหนักๆ มากดทับลงในใจของจี้เยี่ยนจื๋อ ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ที่หน้าอก ก่อนจะดิ่งวูบลงไป
ที่แท้จี้ทิงไม่ได้โกหก สวีเหรินเป็นฝ่ายต้องการกลับไปเองจริงๆ มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่เคยเชื่อ
เลขาเห็นเจ้านายเงียบไปนานจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ท่านประธานจี้ครับ เรื่องนี้จะให้จัดการยังไงดี...”
จี้เยี่ยนจื๋อได้สติ ปลายนิ้วที่กำโทรศัพท์อยู่เริ่มกดแรงจนซีดขาว “โอนค่าสอนของวันนี้ให้เขาไป แล้วหาอาจารย์คนใหม่มาแทน”
เลขารับคำก่อนจะพูดเสริมขึ้นว่า “ท่านประธานจี้ครับ สวีเหรินคนนั้นเขาทิ้งท้ายมาว่า ขอเบอร์โทรศัพท์ของคุณชายรองได้ไหมครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่นทันที “ขอไปทำไม?”
“เท่าที่ผมฟังดู เหมือนเขาอยากจะติดต่อกับคุณชายรองบ่อยๆ น่ะครับ”
ติดต่อกันบ่อยๆ? สวีเหรินคนนี้มาอยู่ที่นี่ไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ ทำไมถึงทำเหมือนสนิทสนมกับจี้ทิงนัก จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกทันทีว่าอีกฝ่ายมีเจตนาแอบแฝง “ไม่ต้องให้”
“ครับ”
หลังจากวางสาย จี้เยี่ยนจื๋อนั่งนิ่งอยู่ลำพังเป็นเวลานาน จนกระทั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ดับลงโดยอัตโนมัติ เขาจึงตัดสินใจบางอย่างแล้วลุกเดินออกจากห้องทำงานไป
ในเวลาเดียวกัน จี้ทิงกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
สองมือของเขาประสานกันวางอยู่ที่ริมฝีปาก แสงจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาสีอำพัน ดูสว่างไสวทว่าเย็นเยียบอย่างยิ่ง
จี้ทิงจ้องมองโครงสร้างบนหน้าจอ เส้นสตริงที่มีความโค้งงอหลากหลายรูปแบบต่างสอดประสาน แยกตัว และรวมตัวกันใหม่ จนเกิดเป็นเส้นแรงและอนุภาคแรงโน้มถ่วงชุดใหม่
ขณะที่เขากำลังจดจ่ออยู่นั้น หน้าต่างเล็กๆ ก็ป๊อปอัปขึ้นที่มุมขวาล่างของจอ
[ตรวจพบร่องรอยการเคลื่อนที่ของมนุษย์ จำนวน : 1]
เมื่อสองวันก่อน จี้ทิงได้ติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติมเข้าไปในระบบรักษาความปลอดภัยของบ้าน ถ้ามีใครเข้าใกล้ประตูห้องของเขา ระบบจะทำการจับภาพโดยอัตโนมัติ เขามองดูบุคคลที่ปรากฏบนหน้าจอพลางเอียงคอเล็กน้อยอย่างสงสัย
จี้เยี่ยนจื๋อ... ดึกดื่นป่านนี้ทำไมไม่ไปพักผ่อน แต่กลับมายืนทำอะไรอยู่ที่หน้าประตูห้องของเขากัน?
เชิงอรรถ
[1] ทฤษฎีการคาดการณ์กล้องโทรทรรศน์ คือแนวคิดสำคัญในสาขาพีชคณิตทอพอโลยี (Algebraic Topology) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทฤษฎีโฮโมโทปีเสถียร (Stable Homotopy Theory) ซึ่งนำเสนอโดย Douglas Ravenel ในปี 1984
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^