ตอนที่ 69 ความจริงเบื้องหลังการถูกไล่ออกจากบ้าน
ตอนที่ 69 ความจริงเบื้องหลังการถูกไล่ออกจากบ้าน
สวีเหรินพลันถอยหลังไปหนึ่งก้าว เขามองจี้เยี่ยนจื๋อด้วยความตระหนก “คุณคิดจะซื้อตัวผมงั้นเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อทอดสายตามองลงมาที่เขาอย่างผู้อยู่เหนือกว่า “ผมเป็นเจ้านายของคุณ คุณทำงานให้ผม ผมให้เงินคุณ มันไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอ?”
“แต่มันก็ไม่...”
เดี๋ยวก่อนนะ... สวีเหรินขมวดคิ้วมุ่น จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
“คุณเกลียดอาจารย์จี้ไม่ใช่เหรอครับ คุณไล่เขาออกมาแล้ว ทำไมยังต้องยอมเสียเงินตั้งมากมายเพื่ออยากรู้ข่าวคราวของเขาอีก?”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อพลันมืดครึ้มลง น้ำเสียงเย็นเยียบดุจเกล็ดน้ำค้างแข็ง “ผมอนุญาตให้คุณตั้งคำถามกับผมตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สวีเหรินถูกรัศมีอำนาจกดข่มจนต้องลอบกลืนน้ำลาย “ถะ...ถ้าคุณไม่บอกเหตุผล ผมก็ไม่ทำ”
อย่างมากเขาก็แค่ไม่เข้าทำงานที่กลุ่มบริษัทซื่อลี่ เส้นทางอื่นใช่ว่าจะไม่มี
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ สวีเหรินตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมคราม ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงประโยคเดียว “ไม่ทำก็ช่าง ไปซะ”
จี้เยี่ยนจื๋อหันหลังไปเปิดประตูรถ สวีเหรินจึงรวบรวมความกล้าตะโกนรั้งไว้ “ประธานจี้ เดี๋ยวครับ!”
“มีธุระอะไรอีก?”
“คุณ... คุณตั้งใจทำแบบนี้ใช่ไหม?” เขาฝืนใจถามต่อ “คุณมีเหตุจำเป็นที่บอกใครไม่ได้หรือเปล่า ถึงได้ไล่อาจารย์จี้ออกมาแบบนั้น”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มหยันพลางหันกลับมามอง “ผมจะเกลียดลูกนอกสมรสสักคน จำเป็นต้องมีเหตุผลเบื้องหลังด้วยงั้นเหรอ ฝากไปบอกเขาด้วยว่าไสหัวไปให้ไกลๆ ชั่วชีวิตนี้อย่าหวังจะได้กลับเข้าตระกูลจี้อีก”
“แล้วก็... ถ้าคุณกล้าบอกเขาเรื่องในคืนนี้ เตรียมตัวกลับไปไถนาที่บ้านเกิดได้เลย”
สวีเหรินยืนบื้อใบ้อยู่อย่างนั้น ส่วนเลี่ยวข่ายเพียงส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะตามจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นรถไป
สวีเหรินมองตามท้ายรถที่ลับตาไปพลางกะพริบตาปริบๆ ด้วยความสับสน
ถ้าเขาถ้าไม่ได้รู้สึกไปเองล่ะก็ เมื่อกี้ประธานจี้โกรธเพราะอยากจะกลบเกลื่อนความอายอยู่ใช่ไหม... หรือว่าเขาจะเดาถูกจริงๆ?!
...
วันรุ่งขึ้น
สวีเหรินก็เร่งรุดมาที่หมู่บ้านซินซินตั้งแต่เช้าตรู่
ทั้งสองออกเดินทางไปยังวิลล่าของลู่เหยียนชูด้วยกัน เมื่อถึงหน้าหมู่บ้าน สวีเหรินก็ถามด้วยความสงสัย “อาจารย์จี้ คุณไม่เอารถไปเหรอครับ?”
จี้ทิงตอบเรียบๆ “รถสปอร์ตคันนั้นผมคืนให้ตระกูลจี้ไปแล้ว”
สวีเหรินอ้าปากค้างเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอ
เมื่อคืนเขาคิดวนเวียนอยู่ตลอดว่าควรจะพูดเรื่องนั้นออกมาดีไหม แต่คิดไปคิดมาก็ยังลังเลใจ เกิดประธานจี้เกลียดอาจารย์จี้จริงๆ ขึ้นมา แล้วเขาไปพูดแบบนั้น มันจะไม่เป็นการตอกย้ำบาดแผลให้อาจารย์จี้หรอกเหรอ
สวีเหรินครุ่นคิดอย่างหนักและตัดสินใจว่า จะลองทำตัวเป็น ‘สายสืบ’ คอยส่งข่าวให้จี้เยี่ยนจื๋อไปก่อน ถ้าระหว่างนี้เขาสืบจนรู้ความจริงได้ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยบอกก็ยังไม่สาย
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ผู้จัดการเดินมาที่หน้าจออินเตอร์คอม เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกดปุ่มเปิดประตู
“คุณสวีมาแล้วเหรอครับ” ขงอวี่เอ่ยทักทายสวีเหรินด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่สายตาจะไปหยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของจี้ทิง “คุณคือ... จี้ทิงใช่ไหมครับ?”
“ครับ”
สวีเหรินช่วยอธิบายเสริม “อุปกรณ์พวกนี้จี้ทิงเป็นคนช่วยหยิบยืมมาจากกลุ่มบริษัทซื่อลี่น่ะครับ วันนี้เขาว่างพอดีเลยถือโอกาสมาดูด้วย”
“ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับ” ขงอวี่เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นให้ทั้งคู่เข้ามาในห้องรับแขก พร้อมรินน้ำผลไม้ให้สองแก้ว “นั่งพักก่อนนะครับ เหยียนชูอยู่ข้างบน เดี๋ยวผมไปตามให้”
...
ขงอวี่ขึ้นไปตามคนบนห้อง “เสี่ยวสวีมาแล้วนะ อ้อ แล้วก็... จี้ทิงคนนั้นก็มาด้วย”
ปลายนิ้วของลู่เหยียนชูชะงักไปเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ส่วนขงอวี่กลับทำเสียงเดาะลิ้นอย่างแปลกใจพลางพึมพำ “หน้าตาดีจริงๆ ด้วยแฮะ ตัวจริงดูดีกว่าในรูปหรือในวิดีโอตั้งเยอะ แถมรูปร่างก็...”
เขายังไม่ทันขาดคำ ลู่เหยียนชูก็เดินผ่านหน้าเขาตรงไปยังประตูทันที
“เอ้า รอฉันด้วยสิ!”
ทั้งสองเดินตามกันลงมาทว่ากลับไม่พบใครในห้องรับแขก ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องอุปกรณ์ที่ชั้นสอง
จี้ทิงกำลังตรวจสอบบันทึกการทำงานของระบบ เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นและสบเข้ากับลู่เหยียนชู
ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยยิ้มอบอุ่น ขณะที่ก้าวเท้าเข้ามาข้างใน “จี้ทิง นายมาแล้วเหรอ”
“ครับ สวัสดีครับ” จี้ทิงทักทายสั้นๆ ก่อนจะละสายตากลับไปยังหน้าจอตามเดิม
ขงอวี่เห็นท่าทางนั้นก็เผลอเลิกคิ้วขึ้นด้วยความทึ่ง หาได้ยากยิ่งนักที่จะมีใครแสดงท่าทีเย็นชากับลู่เหยียนชูได้ขนาดนี้
ถึงแม้ลู่เหยียนชูจะมีเรื่องอยากคุย แต่เมื่อเห็นจี้ทิงดูมีสมาธิเขาก็ไม่อยากรบกวน
“ผมอยู่ข้างล่างนะ มีอะไรเรียกได้ตลอดเวลา”
สวีเหรินรับคำ “ครับ”
ลู่เหยียนชูลากตัวผู้จัดการออกไป พร้อมทั้งปิดประตูให้อย่างเบามือ
เมื่อลับร่างทั้งสอง จี้ทิงกับสวีเหรินก็สลับตำแหน่งกันเพื่อให้มองหน้าจอได้สะดวกขึ้น
จี้ทิงตรวจสอบบันทึกระบบด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะดึงข้อมูลสัญญาณที่เคยดักจับได้ในเขตตะวันออกห้าออกมาดู หลังจากจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยถาม “จากการแกะรอยย้อนกลับหลังจากล็อกเป้าครั้งก่อน เจออะไรเพิ่มเติมไหม?”
สวีเหรินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพลางกล่าว “สัญญาณปรากฏขึ้นมาแค่ครั้งนั้นครั้งเดียวครับ รายละเอียดทั้งหมดผมจดไว้ในนี้แล้ว”
จี้ทิงรับมาดู ในนั้นบันทึกเวลาที่สัญญาณจากต่างประเทศถูกส่งเข้ามา พร้อมทั้งพิกัดสถานีฐาน ระยะเวลาการสนทนา และเนื้อหาการพูดคุย
จี้ทิงกดเปิดไฟล์บันทึกเสียง มันเป็นบทสนทนาของชายสองคน คนหนึ่งบอกว่า ยอมทุ่มเงินซื้อเหล้านอกปีเก้าแปดมาขวดหนึ่ง ชวนให้อีกฝ่ายหาเวลามาสังสรรค์ที่บ้าน แต่อีกฝ่ายกลับตอบว่า เหล้าล้ำค่าขนาดนี้ควรเก็บไว้เปิดในวันดีๆ ถ้าไม่มีเรื่องดีๆ เขาก็ไม่มีอารมณ์จะดื่ม
ประโยคสุดท้าย ชายคนนั้นพูดเพียงสั้นๆ ว่า ‘แม้จะมีอุปสรรคบ้าง แต่เรื่องดีๆ กำลังจะมาถึง’
จี้ทิงฟังจบก็นิ่งเงียบไป สวีเหรินจึงขยับเข้าไปใกล้ “อาจารย์จี้ คุณว่าพวกเขาพูดเป็นรหัสลับอะไรกันหรือเปล่าครับ?”
จี้ทิงเองก็ยังไม่แน่ใจ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามว่า “ลู่เหยียนชูรู้จักคนที่โทรมาคนนี้ไหม?”
“รู้จักครับ เขาบอกว่าคนคนนี้ชื่อเผิงเจ๋อคุน เป็นรองประธานของซั่งหย่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งบริษัทหนังแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างสุดขอบผาในสายลมด้วยครับ”
“มีอะไรอีกไหม?”
“ไม่มีแล้วครับ” สวีเหรินพยายามนึก “คุณลู่บอกว่าเขาแค่เคยเจอคนคนนี้ตอนทำงานอยู่ไม่กี่ครั้ง เรื่องส่วนตัวแม้แต่แอปแชตก็ไม่เคยแอดกันไว้เลย”
จี้ทิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้ “พวกเราลงไปข้างล่างก่อนเถอะ ไปถามลู่เหยียนชูว่าเขามีธุระอะไรกับคุณ”
“ครับ!”
ทั้งสองเดินลงมายังห้องรับแขกชั้นหนึ่ง เมื่อลู่เหยียนชูเห็นพวกเขาก็ลุกขึ้นยืนพลางยิ้มถาม “ก่อนมาที่นี่ พวกนายทานมื้อเช้ากันมาหรือยัง?”
จี้ทิงไม่ได้ตอบ สวีเหรินจึงเป็นฝ่ายพูดแทน “ทานมานิดหน่อยแล้วครับ คุณลู่ เมื่อวานที่คุณโทรหาผม มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าครับ?”
ลู่เหยียนชูพยักหน้าเล็กน้อยพลางหยิบโทรศัพท์ออกมา “มีเรื่องจริงๆ นั่นแหละ”
“ตั้งแต่พวกนายดักจับสัญญาณได้ครั้งก่อน ฉันก็ให้คนคอยสืบเรื่องเผิงเจ๋อคุนมาตลอด แต่เมื่อวานจู่ๆ เขาก็ปิดบัญชีโซเชียลทั้งหมดไปเลย”
เขาช้อนตาขึ้นมอง และคนที่เขามองโดยสัญชาตญาณก็คือจี้ทิง “เขาจะรู้ตัวหรือเปล่า ว่าถูกพบความผิดปกติเข้าแล้ว?”
จี้ทิงขยับคิ้วเล็กน้อย “โปรแกรมที่สวีเหรินเขียนขึ้นมามีระบบพรางตัวที่ซับซ้อนมาก ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ”
[โอกาสที่อีกฝ่ายจะรู้ตัวนั้นต่ำมาก โปรแกรมนี้แค่ล็อกตำแหน่งสถานีฐาน ไม่ได้เจาะเข้าไปในมือถือหรือคอมพิวเตอร์ของเขาโดยตรง ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยากจะสังเกตเห็น]
เมื่อได้ยินเสียงในใจของจี้ทิง หัวใจของลู่เหยียนชูถึงได้สงบลงอย่างมั่นคง
จู่ๆ ขงอวี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ส่งเสียงสงสัย “เอ๊ะ? หรือว่าเขากำลังเตรียมแผนจะทำอะไรบางอย่าง เลยต้องรีบปิดบัญชีโซเชียลเพื่อไม่ให้ทิ้งร่องรอยไว้ทีหลังหรือเปล่า”
จี้ทิงครุ่นคิด “ความเป็นไปได้ก็น้อยมากเหมือนกันครับ”
ถ้าอีกฝ่ายเป็นสายลับที่แฝงตัวมานานหลายปีจริง ย่อมต้องรอบคอบและระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง คงไม่มาทิ้งร่องรอยไว้บนสื่อโซเชียลให้ใครเห็นง่ายๆ หรอก
“ก็ลองเช็กดูหน่อยสิครับ เผื่อจะโชคดี”
ลู่เหยียนชูหันไปมองขงอวี่ พลางส่งสายตาให้เขาฟังจี้ทิง แต่ขงอวี่ยังไม่ทันจะตีความหมายนั้นออก จี้ทิงกลับเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าคุณลู่ไม่สบายใจ งั้นเราลองตรวจสอบดูหน่อยก็ได้ครับ”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^