LNCrawler

ตอนที่ 70 ยอมเปลืองตัว

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 70 ยอมเปลืองตัว

        ขงอวี่เลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก ข้อเสนอของเขาเป็นเพียงการคาดคะเนที่มีความเป็นไปได้น้อยนิด แต่ลู่เหยียนชูกลับตอบตกลงที่จะตรวจสอบเพราะความกังวลเสียอย่างนั้น

       เฮอะ! ดูท่าจี้ทิงคนนี้จะมีใจให้ลู่เหยียนชูอยู่ไม่น้อย ถึงภายนอกจะดูเย็นชาไปหน่อยก็เถอะ...

       แววตาของลู่เหยียนชูอ่อนแสงลงทันตา เขาหันไปมองจี้ทิงพลางเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนนายด้วยนะ ขอบคุณ”

       “ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก” จี้ทิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คนที่เหนื่อยคือสวีเหรินต่างหาก”

       สวีเหรินที่จู่ๆ ก็ถูกเอ่ยชื่อถึงกับสะดุ้งโหยง ก่อนจะรีบพยักหน้ารับคำ “อ้อ... ใช่ครับ ใช่ๆ”

       ลู่เหยียนชูพยายามกลั้นขำ พลางหันไปกล่าวขอบคุณสวีเหรินด้วยเช่นกัน

       การตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียที่ถูกปิดไปแล้วถือเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับจี้ทิง เพียงครู่เดียวเขาก็สามารถกู้คืนเนื้อหาที่เผิงเจ๋อคุนเคยลบออกไปจากระบบหลังบ้านได้สำเร็จ

       เนื้อหาเหล่านั้นมีอยู่เพียงน้อยนิด แค่สิบกว่ารายการเท่านั้น โดยเจ็ดรายการเป็นภาพถ่ายทัศนียภาพจากการท่องเที่ยว ส่วนที่เหลือเป็นการแชร์เรื่องราวในชีวิตประจำวันทั่วไป

       ทั้งสี่คนล้อมวงกันพิจารณาหน้าจอโน้ตบุ๊กเพื่อตรวจสอบร่องรอยอยู่ตั้งนาน แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีเบาะแสหรือจุดที่น่าสงสัยซ่อนอยู่ในนั้นเลย

       ขงอวี่ลูบคางพลางเอ่ยอย่างหัวเสีย “ดูท่าไอ้หมอนี่จะรอบคอบมาก รูปที่โพสต์ก็น้อยจริงๆ”

       ลู่เหยียนชูนิ่งเงียบไป ส่วนสวีเหรินสังเกตเห็นว่าจี้ทิงยังคงจดจ้องที่หน้าจอไม่วางตา จึงขยับเข้าไปใกล้ “อาจารย์จี้ครับ กำลังดูอะไรอยู่เหรอ?”

       ประโยคนั้นดึงความสนใจของอีกสองคนให้หันกลับมาทันที พวกเขาเห็นจี้ทิงคลิกเปิดวิดีโอหนึ่งในอินสตาแกรม และกำลังดูภาพเหตุการณ์ช่วงสิบกว่าวินาทีกลางคลิปซ้ำไปซ้ำมา

       เมื่อคลิปวนมาถึงรอบที่สาม ขงอวี่ก็อดทนไม่ไหว เลยเอ่ยปากถาม “นี่มันก็แค่คลิปเตรียมตัวจะตีเทนนิสไม่ใช่เหรอ ทำไมต้องดูซ้ำหลายรอบขนาดนั้นล่ะ?”

       จี้ทิงดูจนจบรอบนั้นก่อนจะกดหยุดภาพไว้ “วิธีพันเทปพันด้ามไม้ของเผิงเจ๋อคุนดูแปลกๆ”

       “หืม?”

       คิ้วของลู่เหยียนชูกระตุกเล็กน้อย พวกเขาไม่มีใครมองออกเลยว่ามันผิดปกติตรงไหน ส่วนขงอวี่ยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม “มันก็แค่การพันเทปลงบนด้ามจับทีละทบไม่ใช่เหรอครับ เผิงเจ๋อคุนก็แค่พันให้มันดูซับซ้อนขึ้นหน่อย บางทีเขาอาจจะแค่ชอบด้ามจับหนาๆ ก็ได้นะ”

       จี้ทิงไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่เขากลับค้นหาวิดีโอสาธิตการพันด้ามไม้เทนนิสแบบปกติมาให้ทุกคนดูก่อน

       จากนั้นเขาก็เปิดวิดีโอแนะนำดาบซามูไรขึ้นมา แล้วหยุดไว้ที่ภาพภาพหนึ่ง “วิธีการพันด้ามของเผิงเจ๋อคุน คือเทคนิคการพันดาบที่ช่างทำด้ามดาบชาวญี่ปุ่นใช้ เรียกว่าวิธีพันแบบคิริฮะ [1]”

       สวีเหรินเบิกตากว้าง พลางมองเปรียบเทียบภาพในหน้าจอกับวิดีโอสลับไปมา “อา! เหมือนกันเปี๊ยบเลยจริงๆ ด้วย!”

       “บ้าเอ๊ย!” ขงอวี่ถึงกับอึ้งไป ไม่ใช่แค่เพราะเรื่องเทคนิคการพันด้ามเท่านั้น แต่เขายังทึ่งที่จี้ทิงสามารถสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ได้

       ขนาดป่วยนะเนี่ยทำไมสมองยังไวขนาดนี้? เขาจ้องมองจี้ทิงตาค้าง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าได้หลุดปากพูดสิ่งที่คิดออกมา “คงไม่ใช่ว่า... เป็นวาระสุดท้ายของชีวิตหรอกนะ?”

       “ว่าอะไรนะ?”

       ลู่เหยียนชูคว้าข้อมือขงอวี่ไว้ทันควัน ก่อนจะส่งยิ้มอ่อนโยนให้จี้ทิง “เขาหมายถึงเผิงเจ๋อคุนน่ะครับ”

       จี้ทิงไม่ได้ใส่ใจ “อ้อ”

       พอเขาหันหน้ากลับไป ลู่เหยียนชูก็ส่งสายตาคาดโทษไปที่ขงอวี่ทันที อีกฝ่ายได้แต่ยิ้มอย่างกระดากอาย พลางทำท่ารูดซิปปากตัวเอง

       ความจริงแล้ว ในตอนที่ฟังเสียงบันทึกการสนทนาเมื่อครู่ จี้ทิงก็สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กน้อยอย่างหนึ่ง

       ชาวต่างชาติที่คุยสายกับเผิงเจ๋อคุนคนนั้น พูดภาษาจีนกลางได้มาตรฐานมาก ทว่าในตอนที่พูดคำว่า ‘ดื่ม’ การออกเสียงตรงปลายลิ้นกลับมีความแข็งทื่ออยู่เล็กน้อย ชาวญี่ปุ่นมักจะออกเสียงสระ ‘e’ ในระบบพินอินได้ยาก ซึ่งนี่ถือเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง

       เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้ทิงจึงหันไปถามว่า “คุณลู่ครับ คุณเกิดปีอะไร?”

       “ปีเก้าแปด”

       จี้ทิงลดสายตาลง พลางครุ่นคิดในใจ [ดูท่าว่าเหล้าดีหนึ่งขวดในบทสนทนานั้น จะหมายถึงลู่เหยียนชูสินะ]

       ลู่เหยียนชูเข้าใจในทันที ที่แท้รหัสลับของอีกฝ่ายคือสิ่งนี้นี่เอง

       เดิมทีเพียงแค่บันทึกการสนทนากับต่างประเทศฉบับเดียว ยังไม่เพียงพอจะชี้ชัดความผิดของเผิงเจ๋อคุนได้ แต่ตอนนี้พฤติกรรมที่พยายามปิดบังร่องรอยต่างๆ เหล่านี้กลับยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงพิรุธชัดเจนยิ่งขึ้น

       จี้ทิงคิดต่อ [ถ้าจะเอาแต่รอให้อีกฝ่ายติดต่อกับกองกำลังต่างประเทศอีกครั้งก็น่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า แต่ถ้าคิดจะเปิดเกมรุกก่อน ลู่เหยียนชูก็คงต้องแบกรับความเสี่ยงมหาศาล]

       ในระหว่างที่เขากำลังชั่งใจว่าจะอธิบายข้อดีข้อเสียให้ลู่เหยียนชูฟังอย่างไร อีกฝ่ายกลับชิงพูดขึ้นมาก่อน “ฉันคิดว่าในเมื่อเรามั่นใจแล้วว่าเผิงเจ๋อคุนมีพิรุธ เราก็สามารถพุ่งเป้าไปที่การสืบเรื่องของเขาได้เลย แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง”

       “ปัญหาอะไรเหรอ?” ขงอวี่ถามด้วยความสงสัย

       ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทางเปี่ยมด้วยความกังวลฉายชัดออกมา “เดิมทีต้นเดือนหน้าคือกำหนดการที่ฉันต้องเข้ากองถ่าย ถ้าอย่างนั้นอย่างน้อยภายในสิ้นเดือนนี้ก็ควรจะมีข่าวลือเรื่องการถอนตัวออกมา แต่ช่วงที่ผ่านมาพวกเสี่ยวสวีเฝ้าตามดูตั้งนาน เผิงเจ๋อคุนก็ยังไม่มีการติดต่อกับกองกำลังต่างประเทศเลย ฉันกลัวว่า ถ้าจู่ๆ ฉันมีข่าวถอนตัวออกมาแล้วมันเกิดไปกระตุกต่อมสงสัยของอีกฝ่ายเข้า เขาจะไม่ยิ่งซ่อนตัวลึกกว่าเดิมเหรอ?”

       จี้ทิงได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาที่สั่นไหวด้วยความประหลาดใจ [ลู่เหยียนชูคิดตรงกับเราเลยเหรอ?]

       มุมปากของลู่เหยียนชูหยักขึ้นเล็กน้อย ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากจะบอกจี้ทิงไปตรงๆ เลยว่า ‘ฉันเชื่อใจนาย เพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วงฉัน อยากทำอะไรก็ทำได้เลย’

       คำพูดของเขาเป็นการแสดงจุดยืนให้จี้ทิงเห็น แต่กลับทำให้ขงอวี่และสวีเหรินเริ่มกลุ้มใจแทน

       “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ตอนนี้เราทำได้แค่รอให้กระต่ายมาชนตอ [2] จะให้ตามประกบเผิงเจ๋อคุนไปตลอดก็คงไม่ได้” ขงอวี่ทำหน้ายับยู่ยี่

       ลู่เหยียนชูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองสวีเหริน “เสี่ยวสวี คุณพอจะมีวิธีไหม?”

       “ผม...” สวีเหรินเพิ่งจะอ้าปาก หางตาก็พลันเหลือบไปเห็นจี้ทิงพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเข้าใจได้ทันทีและรีบพยักหน้ารับ “มีครับ... มีวิธี!”

       ขงอวี่พลันเกิดความปีติยินดีขึ้นมาในใจ ดวงตาเป็นประกาย “วิธีอะไรเหรอครับ?”

       ริมฝีปากของสวีเหรินขยับยุกยิกๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยออกมา “เอ่อ... วิธีน่ะมีครับ แต่รายละเอียดผมต้องขอไปเรียบเรียงให้ดีก่อน แล้วเดี๋ยวจะบอกพวกคุณอีกทีนะครับ”

       เมื่อเห็นว่าทักษะการช่วยตนปกปิดความลับของสวีเหรินเริ่มเข้าขั้นชำนาญแล้ว จี้ทิงก็อดไม่ได้ที่จะลดสายตาลงพลางลอบยิ้มที่มุมปาก

       ลู่เหยียนชูสังเกตเห็นจากหางตาว่าจี้ทิงหัวเราะ มุมปากของตัวเองก็ยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว “เสี่ยวสวี ถ้าอย่างนั้นคงต้องลำบากคุณอีกแล้วนะ มีอะไรต้องการก็บอกผมได้ทุกเมื่อเลย”

       สวีเหรินหัวเราะแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน เขายังคงทิ้งนิสัยขี้ประหม่าไปไม่ได้จริงๆ

       ...

       เวลาล่วงเลยมาจนเกือบเที่ยง ลู่เหยียนชูจึงถือโอกาสที่ทั้งคู่มาช่วยงานใหญ่ครั้งนี้ รั้งตัวพวกเขาไว้ทานมื้อเที่ยงด้วยกัน

       จี้ทิงตอบตกลง เพราะวิธีรับมืออยู่ในหัวของเขาเรียบร้อยแล้ว และช่วงบ่ายเขายังต้องหารือกับลู่เหยียนชูต่อ

       ขงอวี่รับหน้าที่จัดการเรื่องอาหารมื้อเที่ยง ส่วนสวีเหรินลุกขึ้นยืนอย่างประหม่าพลางเอ่ย “จี้ทิง ผมจะไปเข้าห้องน้ำ คุณจะไปไหม?”

       “อืม”

       หลังจากทั้งสองคนเดินออกไปแล้ว ขงอวี่พ่นลมหายใจออกทางจมูก “เด็กพวกนี้เก่งแต่เรื่องไอทีจริงๆ นะ แต่เรื่องหาข้ออ้างนี่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ผู้ชายที่ไหนเขาชวนกันไปเข้าห้องน้ำเป็นคู่บ้างล่ะ?”

       พูดจบ เขาก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย “ยกเว้นแต่ว่ากำลังเดตกันอยู่ แล้วแอบไปจูบกันในห้องน้ำ”

       สิ้นคำนั้น มุมปากของลู่เหยียนชูพลันลดลงอย่างไม่มีสาเหตุ “สวีเหรินเรียกจี้ทิงว่าอาจารย์เวลาอยู่ลับหลังน่ะ”

       ขงอวี่ชะงักไป “เรียกอาจารย์... แล้วมันยังไงล่ะ?”

       “เพราะงั้นทั้งสองคนไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงคนรักกันหรอก สวีเหรินน่ะเป็นนักเรียนของจี้ทิง”

       ขงอวี่รู้สึกมึนงงเล็กน้อย คำพูดนี้ฟังแล้วเหมือนจะมีความหมายแต่ก็เหมือนไม่มี

       “นายเป็นผู้จัดการของจี้ทิงหรือไง ฉันก็แค่ล้อเล่นเอง ทำไมต้องรีบร้อนช่วยเขานิยามความสัมพันธ์ขนาดนั้นด้วยล่ะ”

       ลู่เหยียนชูรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่วาบขึ้นมาในใจ ทว่าเขายังคงรักษาท่าทีเคร่งขรึมและเอ่ยอย่างจริงจัง “พี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าจี้ทิงรู้เรื่องนี้ แล้วเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมาจนไม่ยอมช่วยผมต่อ จะทำยังไง?”

       ขงอวี่เม้มปากอย่างไม่ยี่ระพลางตอบกลับ “ฉันว่าเขาก็ดูอารมณ์ดีนะ ถ้าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ ก็ยังมีนายอยู่ไม่ใช่เหรอ นายก็แค่ยอมเปลืองตัวเข้าไปง้องอนเขาหน่อยก็สิ้นเรื่อง”

 

 

       เชิงอรรถ

        [1] วิธีพันดาบแบบคิริฮะ คือเทคนิคการพันเชือกบนด้ามดาบ โดยใช้เชือกสองเส้นหรือการบิดเชือกให้เกิดเป็นเงื่อนรูปข้าวหลามตัดที่มีความซับซ้อนกว่าปกติ

        [2] รอกระต่ายมาชนตอ (守株待兔) เป็นนิทานสุภาษิตจีน หมายถึง ชายตัดไม้ที่เห็นกระต่ายวิ่งชนตอไม้ตายแล้วได้เนื้อกินฟรีๆ เลยเลิกทำงานแล้วมานั่งเฝ้าตอไม้ทุกวันเพื่อรอให้กระต่ายตัวใหม่มาชนตายอีก


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^