ตอนที่ 71 คนรักลับๆ ของพระเอกคนดัง
ตอนที่ 71 คนรักลับๆ ของพระเอกคนดัง
เมื่อได้ยินคำหยอกล้อนั้น ปฏิกิริยาแรกของลู่เหยียนชูกลับเป็นความคิดที่ว่า ‘ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องตกหลุมเสน่ห์ของฉันให้ได้ก่อนสิ’
นับตั้งแต่พบกันครั้งแรก ลู่เหยียนชูไม่เคยสัมผัสได้เลยว่าจี้ทิงมีความต้องการอะไรในใจบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ความใคร่ แต่รวมไปถึงความต้องการที่แสดงออกมาให้เห็นภายนอกหรือความอยากเข้าสังคมที่คนปกติพึงมี เขาก็ไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย
บางครั้งเขายังรู้สึกว่าสายตาที่จี้ทิงมองมานั้น เหมือนมองสิ่งที่ต้องจัดการให้เสร็จ เป็นความสงบและเปี่ยมด้วยเหตุผล ราวกับว่าทันทีที่สะสางเรื่องราวตรงหน้าจบ เขาก็พร้อมจะหันหลังเดินจากไปในวินาทีถัดไป
ลู่เหยียนชูเริ่มสงสัยเสียแล้วว่าจี้ทิงเคยรักหลิงซีจริงๆ หรือเปล่า ถ้าทั้งคู่เคยเป็นรักแรกกันจริง เขาก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าตอนที่คนอย่างจี้ทิงตกหลุมรักใครสักคนอย่างหมดหัวใจจะเป็นอย่างไร
...
ผ่านไปราวสิบห้านาที จี้ทิงและสวีเหรินก็เดินกลับมาจากห้องน้ำ
“ผมคิดวิธีได้แล้วครับ แต่ถ้าจะเริ่มลงมือ เราจำเป็นต้องเข้าไปในบ้านของเผิงเจ๋อคุนให้ได้ก่อน”
พอสวีเหรินพูดแบบนั้น โจทย์ยากจึงถูกโยนกลับมาที่ลู่เหยียนชู
เพราะลู่เหยียนชูไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอีกฝ่ายเลย ถ้าจู่ๆ จะไปหาเผิงเจ๋อคุนที่บ้าน ก็จำเป็นต้องมีเหตุผลที่หนักแน่นพอจะไม่ให้อีกฝ่ายเกิดความสงสัย
ลู่เหยียนชูหลุบตาลงเล็กน้อย พลางใช้ความคิดไล่เรียงเครือข่ายความสัมพันธ์ในหัวอย่างรวดเร็ว
“เอ้อ จริงด้วย ฉันจำได้ว่าเหมียวเวยค่อนข้างสนิทกับประธานเจิงแห่งซั่งหย่าเอ็นเตอร์เทนเมนต์นะ” ขงอวี่หันไปทางลู่เหยียนชู “นายว่าถ้าเราให้เธอช่วยนัดรวมตัวกันหน่อยจะได้ไหม?”
เหมียวเวย คือตัวประกอบหญิงลำดับที่สองในภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอเคยร่วมงานกับลู่เหยียนชูเมื่อหลายปีก่อน ความสัมพันธ์ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี
ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วเล็กน้อย พี่เหมียวเวยนัดประธานเจิงออกมาได้ก็จริง แต่จะมีเหตุผลอะไรที่ต้องนัดรองประธานออกมาด้วยล่ะ
ตอนนั้นเอง สวีเหรินก็เสริมขึ้นว่า “อีกอย่างครับ คุณลู่ต้องพาจี้ทิงไปด้วย เพราะผมต้องคอยรับข้อมูลอยู่ที่นี่ เลยมีแค่เขาเท่านั้นที่ไปกับคุณได้”
การต้องพาคนหน้าใหม่ที่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตาไปด้วย ยิ่งเพิ่มระดับความยากขึ้นไปอีก
ลู่เหยียนชูนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาค้นหาข้อมูลบางอย่าง
เขาพบว่าเผิงเจ๋อคุนนอกจากจะเป็นรองประธานของซั่งหย่าแล้ว ยังควบตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารศิลปินด้วย
แต่เนื่องจากนักแสดงที่เซ็นสัญญาในช่วงหลังไม่ค่อยประสบความสำเร็จ สองปีมานี้เขาจึงไม่ได้เซ็นสัญญากับหน้าใหม่คนไหนเลย ทว่าหันไปเอาดีด้านงานเบื้องหลังและการตัดต่อจนรุ่งเรืองแทน
ลู่เหยียนชูนำข้อมูลทั้งสองฝั่งมาเชื่อมโยงกัน จนเริ่มมองเห็นแผนการคร่าวๆ ในใจ
ทว่าเมื่อเขาเรียบเรียงความคิดได้และเตรียมจะปรึกษา พอเงยหน้าขึ้นมากลับพบว่าในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงขงอวี่คนเดียวแล้ว
“จี้ทิงล่ะ?”
“นายไม่ได้ยินเหรอ เขากับสวีเหรินขึ้นไปข้างบนแล้ว บอกว่าจะไปทำของบางอย่าง”
จี้ทิงไม่ยอมเสียเวลาให้กับเรื่องของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ลู่เหยียนชูยกยิ้มมุมปากอย่างเหนื่อยใจ “งั้นอย่าเพิ่งไปกวนพวกเขาเลยครับ รอให้ผมคิดทบทวนให้ดีกว่านี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ขงอวี่เบิกตากว้าง “นายคิดแผนออกแล้วเหรอ?”
“ก็พอมีอยู่หรอก แต่ว่า...”
เขาอธิบายความคิดของตนให้ขงอวี่ฟังคร่าวๆ ทว่าเมื่อฟังจบ อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วด้วยท่าทางไม่ค่อยเห็นด้วยนัก
“ชื่อเสียงของนายในวงการดีมาตลอด เราหาวิธีอื่นที่ไม่ทำให้ภาพลักษณ์นายเสียหายไม่ดีกว่าเหรอ?”
ลู่เหยียนชูยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องแบบนี้ในวงการเห็นกันจนชินตาแล้ว ต่อให้ภาพลักษณ์ของผมจะไม่เป็นอย่างที่เห็น พวกเขาก็คงมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วล่ะ”
“มันก็ใช่ แต่นั่นน่ะ...”
ลู่เหยียนชูรู้ดีว่าอีกฝ่ายลังเลเรื่องอะไร เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “ชื่อเสียงของผมไม่มีอะไรน่าเสียดายหรอก ปัญหาที่ควรกังวลที่สุดในตอนนี้คือ จี้ทิงจะยอมตกลงไหมต่างหาก”
จี้ทิงและสวีเหรินขลุกอยู่บนห้องตลอดทั้งบ่าย แม้แต่อาหารกลางวันขงอวี่ก็ยังต้องยกขึ้นไปส่งให้
จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ทั้งสองจึงจัดการงานในมือเสร็จและลงมายังห้องนั่งเล่น
“คุณลู่ คิดหาวิธีได้หรือยังครับ?” สวีเหรินถาม
“คิดได้แล้วครับ แต่...” ลู่เหยียนชูดูมีความลังเลสายตาเหลือบมองไปทางคนข้างกายสวีเหริน “แต่อาจจะต้องให้จี้ทิงเสียสละสักหน่อย”
เมื่อได้ยินชื่อตัวเอง จี้ทิงก็เงยหน้าขึ้น “หืม?”
ลู่เหยียนชูเห็นว่าสีหน้าของเขาไม่ได้แสดงอาการต่อต้าน จึงเอ่ยต่อ “ฉันอาจจะต้องรบกวนนายให้ร่วมมือกับฉัน แกล้งทำเป็น...”
ขงอวี่พลันพูดแทรกขึ้นมา ตัดบทลู่เหยียนชูทันควัน “คืออย่างนี้ จี้ทิง... เหยียนชูจะไปบอกเหมียวเวยว่า เขาอยากจะพาคนของตัวเองเข้ามาร่วมแสดงในหนังด้วย ซึ่งก็คือคุณนั่นแหละ แต่ผู้กำกับเห็นว่าการแสดงของคุณยังไม่ถึงขั้น เลยจงใจดึงเรื่องไม่ยอมตกลง เหยียนชูเลยคิดแผนว่าจะเซ็นสัญญานายเข้าสังกัดซั่งหย่าไปเลย เพราะซั่งหย่าเป็นทั้งผู้สร้างและดูแลงานตัดต่อ พอมีฐานะนี้ไปกดดันผู้กำกับ ทุกอย่างมันจะได้ดูสมเหตุสมผลไง”
หลังจากร่ายยาวจบ เขาก็เหลือบตามองลู่เหยียนชูไปทีหนึ่ง
ปกติก็ฉลาดเป็นกรดแท้ๆ แต่ไหงคราวนี้ถึงไม่รู้จักพลิกแพลงเสียเลย จะให้บอกตรงๆ ว่าไปเป็นคนรักลับๆ จี้ทิงคงยอมตกลงหรอก พูดเลี่ยงๆ ว่าเป็นคนของตัวเองไปก็น่าจะจบแล้ว
จี้ทิงประมวลผลตรรกะในหัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถามขึ้น “ถ้าใช้เหตุผลนี้ จะนัดไปที่บ้านเผิงเจ๋อคุนได้เหรอครับ?”
ลู่เหยียนชูพยักหน้า “ครับ เขาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลปิน เรื่องเซ็นสัญญาต้องผ่านมือเขาโดยตรงอยู่แล้ว”
ส่วนเรื่องจะนัดเข้าไปที่บ้านอย่างไรนั้น เขาคิดแผนไว้ในใจแล้ว ไว้ค่อยปรึกษาในรายละเอียดอีกที
จี้ทิงนิ่งเงียบไปราวสองสามวินาที “ให้สวีเหรินไปกับคุณแทนเถอะ”
สวีเหรินถึงกับอึ้ง หลังจากสบตากับจี้ทิงแล้ว เขาจึงต้องจำใจเอ่ยออกมา “ถ้า... ถ้าอย่างนั้นก็เป็นผมก็ได้ครับ”
ขงอวี่กระแอมออกมาเบาๆ พลางยิ้มแห้งอย่างกระอักกระอ่วน “เอ่อ คือว่านะสวีเหริน คุณก็หน้าตาดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้านดีอยู่หรอก แต่ถ้าจะให้เป็นนักแสดงเนี่ย มันจะ...ขาดความน่าเชื่อถือไปนิดนึงน่ะ”
จริงๆ จะเป็นนักแสดงก็พอไหวอยู่หรอก แต่ถ้าจะเป็นคนรักลับๆ ที่ทำให้คนอย่างลู่เหยียนชูยอมทิ้งอุดมการณ์ล่ะก็ มันยังห่างชั้นกันอยู่โข
สวีเหรินไม่ได้รู้สึกสะเทือนใจกับคำพูดนั้น แต่เขากลับรู้สึกลำบากใจแทนจี้ทิงเสียมากกว่า
คราวนี้จี้ทิงนิ่งเงียบไปนานมาก คล้ายกำลังใช้ความคิด แต่ลู่เหยียนชูรู้ดีว่าเขากำลังปล่อยวางความรู้สึก เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่ายเลย
ผ่านไปครู่ใหญ่ จี้ทิงจึงเงยหน้าขึ้น “ผมแสดงไม่เป็น ถ้าเผิงเจ๋อคุนจับพิรุธได้ จะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น”
ลู่เหยียนชูกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ขงอวี่กลับชิงพูดขึ้นก่อน “นายก็แค่รักษามาดดอกไม้บนยอดเขา [1] แบบนี้ไว้ก็พอ ที่เหลือให้เหยียนชูเป็นคนจัดการ เขาถนัดบทรัก...”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เกือบจะหลุดความจริงออกมา “เขา... ฝีมือการแสดงเรื่องพวกนี้ของเขาน่ะระดับปรมาจารย์ ต่อให้เทพเจ้าลงมาก็มองไม่ออกหรอกว่าจริงหรือหลอก”
ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วมุ่น ประโยคนี้ฟังดูทะแม่งๆ ชอบกลนะ
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้และเหตุผลทุกอย่างดูลงตัว จี้ทิงที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงพยักหน้าตกลง “ตกลงครับ”
สิ้นคำนั้น หัวใจของลู่เหยียนชูพลันรู้สึกเหมือนถูกปลายขนนกปัดผ่านเบาๆ มันแผ่วเบาจนแทบไม่รู้สึก ทว่ากลับทิ้งร่องรอยบางอย่างเอาไว้
ลู่เหยียนชูรู้สึกว่าความหวั่นไหวนี้ช่างไร้ที่มาที่ไป เขาจึงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะสบตาจี้ทิง “ขอบคุณมาก”
จี้ทิงพยักหน้าตอบรับนิ่งๆ แล้วเอ่ยต่อทันที “นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเราขอตัวก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวสิ” ขงอวี่ทักขึ้น “พรุ่งนี้ก่อนมา คุณช่วยเตรียมชุดมาสักสองสามชุดได้ไหม เอาชุดที่แพงที่สุดในตู้เสื้อผ้าของคุณมาเลยนะ”
จี้ทิงขยับหัวคิ้วเล็กน้อย พลางก้มมองสภาพตัวเอง “ชุดที่ผมใส่อยู่นี้มีปัญหาอะไรเหรอครับ?”
ขงอวี่ก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาลูบคางพิจารณา “ปัญหาน่ะไม่มีหรอก แต่มันเรียบง่ายเกินไปหน่อย ยังไม่เห็นแรงดึงดูดแบบนั้นน่ะ”
เชิงอรรถ
[1] ดอกไม้บนยอดเขา (高岭之花) ใช้เรียกคนที่มีบุคลิกสูงส่งจนเอื้อมไม่ถึง
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^