LNCrawler

ตอนที่ 72 สองคนนั้นดูสนิทสนมกันมาก

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 72 สองคนนั้นดูสนิทสนมกันมาก

        จี้ทิงไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายความถึงสิ่งใด “แรงดึงดูดแบบไหนเหรอครับ?”

       “ก็แบบ...”

       ขงอวี่เพิ่งจะอ้าปากก็ถูกลู่เหยียนชูใช้สายตาปรามไว้เสียก่อน จี้ทิงอุตส่าห์ยอมมาช่วยงานโดยไม่หวังผลตอบแทน เรื่องเล็กน้อยอย่างชุดที่ใช้ใส่เข้าฉากจะไปรบกวนเจ้าตัวได้อย่างไร

       ยิ่งไปกว่านั้น จี้ทิงเพิ่งจะย้ายออกจากบ้านมา บางทีอาจจะยังจัดเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยด้วยซ้ำ

       “นายไม่ต้องไปฟังเขาหรอก เรื่องอื่นพวกเราจะเตรียมไว้ให้เอง นายแค่บอกไซซ์มาก็พอ” ลู่เหยียนชูเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

       ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น โทรศัพท์ในกระเป๋าของสวีเหรินก็สั่นขึ้นมา เขาหยิบออกมาดูหน้าจอแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปรับสาย

       “สวัสดีครับ เลขาฟาง”

       “สวัสดีครับคุณสวี ไม่ทราบว่าพอจะบอกเหตุผลได้ไหมครับว่าทำไมวันนี้คุณถึงไม่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัท?”

       “เอ๋?” สวีเหรินถึงกับงงไปวูบหนึ่ง “ผม... ผมยังไม่ได้เป็นพนักงานประจำของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ไม่ใช่เหรอครับ”

       “แต่ตอนนี้คุณมีโปรเจกต์ที่ทำร่วมกับห้องแล็บเครื่องกลความแม่นยำสูงของกลุ่มบริษัทซื่อลี่อยู่ ซึ่งต้องมีการติดตามความคืบหน้า ดังนั้นทางบริษัทจึงมีสิทธิ์ที่จะสอบถามครับ” ฟางเจี๋ยเอ่ยด้วยเหตุผลที่ฟังดูเป็นงานเป็นการอย่างยิ่ง

       “อ๋อ อย่างนี้เอง” สวีเหรินไม่ได้เข้าใจลึกซึ้งนัก ทำได้เพียงตอบกลับไปว่า “ถ้าอย่างนั้นช่วงสองสามวันนี้ผมจัดการธุระเสร็จแล้วจะรีบไปทันที ได้ไหมครับ?”

       “ได้ครับ แต่ผมต้องบันทึกเหตุผลการลาของคุณไว้ด้วย”

       “ผมอยู่กับคุณชายรองจี้...”

       ไม่ได้สิ พูดไม่ได้... สวีเหรินเม้มปากแน่นก่อนจะเปลี่ยนคำพูดใหม่ “ผมอยู่กับลู่เหยียนชูครับ ฝากคุณบอกท่านประธานจี้ด้วยครับ เขาเข้าใจดี”

       “รับทราบครับ ผมเข้าใจแล้ว”

       หลังจากวางสาย ฟางเจี๋ยก็บันทึกไฟล์เสียงสนทนา แล้วรีบลุกตรงไปยังห้องประธานทันที

       เขาเคาะประตูแล้วก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้าโต๊ะของจี้เยี่ยนจื๋อ “ประธานจี้ครับ เมื่อครู่ผมสอบถามคุณสวีมาแล้ว ตอนนี้เขากับคุณชายรองอยู่ที่บ้านของลู่เหยียนชูครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบตาขึ้นมองอย่างเย็นชา “เขาบอกนายตรงๆ แบบนั้นเลยเหรอ?”

       “เปล่าครับ เขาเผลอหลุดปากออกมาเอง ผมเลยจับสังเกตได้”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งไปครู่หนึ่ง “เดือนนี้ฉันให้วันลาพักร้อนแบบได้ค่าจ้างเพิ่มให้นายอีกสองวัน”

       “ขอบคุณครับประธานจี้ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” ทันทีที่หันหลังกลับ มุมปากของฟางเจี๋ยก็ฉีกยิ้มกว้างออกมาทันที

       ทว่าหลังจากบานประตูเปิดและปิดลง แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อกลับหม่นแสงลงด้วยความขุ่นมัว

       จี้ทิงเพิ่งจะย้ายออกจากบ้าน ลู่เหยียนชูก็ล่อลวงเจ้าตัวไปหาถึงที่เสียแล้ว คนคนนี้ทำตัวประจบประแจงผิดปกติ จะต้องมีเจตนาแอบแฝงอย่างแน่นอน

       จี้ทิงในตอนนี้ไม่ใช่จี้ทิงคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ถ้าโดนลู่เหยียนชูปั่นหัวเข้า ต่อให้มีจี้ทิงสักสิบคนก็คงถูกหลอกขายจนหมดตัว

       จี้เยี่ยนจื๋อตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะส่งคนไปคอยจับตาดู เขาอยากจะรู้นักว่าลู่เหยียนชูกำลังเล่นเล่ห์กลอะไรอยู่กันแน่

       ...

       จี้ทิงและสวีเหรินใช้เวลาสองวันในการประกอบตู้เซิร์ฟเวอร์ขึ้นมาใหม่

       เขาลองทดสอบระบบดูแล้วพบว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของหมู่บ้านนี้เพียงพอแค่สำหรับการใช้งานทั่วไปเท่านั้น จึงลงมือดัดแปลงมันด้วยตัวเอง

       ตอนเที่ยงสวีเหรินสั่งอาหารมาทาน แต่พออาหารมาถึง โทรศัพท์ของจี้ทิงก็สั่นเตือนขึ้นมาทันที

       “ฮัลโหล”

       “จี้ทิง วันนี้นายพอจะมีเวลาไหม?” ปลายสายคือลู่เหยียนชูที่โทรมานั่นเอง

       จี้ทิงถามกลับ “นัดเขาได้แล้วเหรอครับ?”

       “อืม ฉันคุยกับพี่เหมียวเรียบร้อยแล้ว เลยจะมาคอนเฟิร์มเวลากับนายก่อน”

       จี้ทิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นนัดเป็นช่วงเย็นแล้วกันครับ”

       “ตกลง แล้วเจอกันนะ”

       ...

       เวลา 17.00 น. จี้ทิงและสวีเหรินเดินออกมาจากประตูหน้าหมู่บ้าน และยืนรอรถอยู่ริมถนน

       “เฮ้ยๆ เลิกกินได้แล้ว คุณชายรองออกมาแล้ว!”

       คนที่นั่งอยู่เบาะผู้โดยสารรีบซดเส้นบะหมี่คำสุดท้ายเข้าปากแล้วชะโงกหน้ามองผ่านกระจกหน้า “มีสวีเหรินไปด้วยแฮะ สองคนนี้จะไปไหนกัน?”

       “ตามไปเดี๋ยวก็รู้เองแหละ”

       ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทั้งสองก็เห็นรถที่จี้ทิงนั่งมาเลี้ยวเข้าสู่ย่านที่พักอาศัยระดับหรูหราแห่งหนึ่ง

       บอดี้การ์ดที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับมองตาม พลางพูดขึ้นมา “ที่นี่ดูท่าทางระบบรักษาความปลอดภัยจะเข้มงวดมาก พวกเราคงเข้าไปไม่ได้แน่”

       “งั้นฉันรายงานพี่เลี่ยวก่อน”

       หลังจากเลี่ยวข่ายได้รับข้อความ พอเห็นว่าเป็นหมู่บ้านอวิ๋นติ่งย่วนเขาก็ถอนหายใจออกมา

       เขาเปิดบันทึกในโทรศัพท์ดู แล้วส่งหมายเลขทะเบียนรถสามคันของลู่เหยียนชูและผู้จัดการส่วนตัวไปให้ พร้อมกำชับให้คอยสังเกตการเข้าออก

       บอดี้การ์ดสองคนนั่งอยู่ในรถฝั่งตรงข้ามถนน คอยจับจ้องที่ประตูใหญ่ชนิดตาไม่กะพริบ

       จนเกือบทุ่มหนึ่ง รถโคนิกเซกก์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสายตา

       บอดี้การ์ดพึมพำหมายเลขพลางเทียบกับทะเบียนในมือถือ “8831 คันนี้แหละ เร็วเข้าๆ ตามไปเลย!”

       ลู่เหยียนชูเหลือบมองคนข้างกายด้วยหางตาพลางเอ่ยปลอบ “นายไม่ต้องตื่นเต้นนะ ถ้าไม่อยากพูดอะไรก็ไม่ต้องพูด เดี๋ยวฉันจะช่วยกันให้เอง”

       จี้ทิงส่งเสียงรับคำในลำคอ ก่อนจะยกมือขึ้นลูบข้างลำคอเบาๆ

        [ผ้าพันคอนี่ทำจากวัสดุอะไรกันนะ ยิ่งพันก็ยิ่งร้อนแถมยังคันคอชะมัด]

       ลู่เหยียนชูได้ยินเสียงนั้น จึงแสร้งทำเป็นว่าสังเกตเห็นท่าทางของเขา “เป็นอะไรไปครับ เสื้อผ้าใส่ไม่สบายเหรอ?”

       “เปล่าครับ”

       ลู่เหยียนชูจ้องมองเขาอีกสองวินาที ก่อนจะปรับอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำลง แล้วหักรถเข้าจอดริมทาง

       “จี้ทิง ดูเหมือนผ้าพันคอนี่จะไม่ค่อยเข้ากับชุดที่นายใส่เท่าไหร่นะ ฉันว่านายถอดมันออกเถอะ”

       จี้ทิงหันมามองเขา “แต่คุณขงบอกว่า...”

       “ไม่ต้องไปใส่ใจคำพูดเขาหรอก รสนิยมของขงอวี่ไม่ค่อยจะได้เรื่องเท่าไหร่”

       “อ๋อ”

       จี้ทิงยกมือจะถอดออก แต่ผ้าพันคอผืนนี้มีเข็มกลัดประดับล็อกไว้ด้านหลัง เขาพยายามจะหมุนมันมาด้านหน้าเพื่อปลดออกแต่ก็ทำไม่ได้

       เมื่อเห็นจี้ทิงง่วนอยู่นาน ลู่เหยียนชูก็เอ่ยเสียงแผ่ว “ถ้าไม่รังเกียจ ให้ฉันช่วยถอดไหม?”

       จี้ทิงคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะลดมือลงและพยักหน้าตกลง

       ลู่เหยียนชูปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วโน้มตัวเข้าไปหา จี้ทิงเองก็ก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อให้เขาทำงานได้สะดวก

       ในจังหวะที่ทั้งสองคนขยับเข้าไปใกล้ชิดกันนั้น มีคนเดินถนนคนหนึ่งเดินผ่านรถไปพอดี และหลังจากเดินไปได้ไม่กี่เมตร เขาก็หันกลับมามองอย่างไม่ตั้งใจ

       ผ่านไปไม่นาน คนคนนั้นก็วิ่งเหยาะๆ กลับมาที่รถของตน

       “เมื่อกี้เห็นไหม คุณชายรองกับลู่เหยียนชูจอดรถทำอะไรกันน่ะ?”

       บอดี้การ์ดเบาะข้างคนขับตาค้าง นั่งหอบหายใจโดยไม่ยอมปริปากพูด

       บอดี้การ์ดอีกคนฟาดแขนเขาเข้าให้ “มัวเหม่ออะไรอยู่วะ ฉันถามเนี่ย!”

       อีกฝ่ายค่อยๆ หันกลับมามองตาค้าง พลางพึมพำน้ำเสียงตะกุกตะกัก “เมื่อกี้... เมื่อกี้ฉันเห็นลู่เหยียนชูกอดคุณชายรองอยู่ ท่าทางแบบ... แบบนั้นเลยล่ะ ดูสนิทสนมกันมากเลย”

       “หา?!”

       หลังจากถอดผ้าพันคอออกแล้ว ลู่เหยียนชูก็โยนมันไปที่เบาะหลังอย่างไม่ไยดี

       จี้ทิงยกมือขึ้นเกาข้างลำคอ ลู่เหยียนชูหันกลับมาเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด “ขอโทษนะ คราวหน้าฉันจะระวังให้มากกว่านี้”

       คิ้วของจี้ทิงขยับเล็กน้อยขณะหันไปมองเขา “เรื่องแบบนี้ ยังจะมีคราวหน้าอีกเหรอครับ?”

       ลู่เหยียนชูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “นายพูดถูก หวังว่าคงไม่มีคราวหน้าอีกแล้วล่ะ”

       ...

       ก่อนถึงเวลานัดสิบห้านาที รถของลู่เหยียนชูก็มาจอดสนิทอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ส่วนตัวบนถนนจื่อจิง

       ทั้งสองก้าวลงจากรถ ทว่าในจังหวะที่จี้ทิงกำลังจะก้าวเข้าไปข้างใน ลู่เหยียนชูก็เรียกเขาไว้ด้วยเสียงแผ่วเบา

       “จี้ทิง ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป เราคงต้องเริ่มกันแล้วนะ” ประโยคนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า จี้ทิงต้องเริ่มสวมบทบาทเป็นคนของเขาแล้ว

       ลู่เหยียนชูยิ้มละมุนพลางยื่นมือออกมาหา ทว่าจี้ทิงกลับไม่ได้วางมือลงไป แววตาฉายแววสงสัยเล็กน้อย

        [เมื่อกี้ตกลงกันว่า เป็นลูกพี่ลูกน้องไม่ใช่เหรอ แล้วพี่น้องเขาต้องจับมือกันด้วยเหรอ?]

       ลู่เหยียนชูเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ หดมือกลับ “ถ้านายรับไม่ได้ จะเปลี่ยนเป็นกอดคอก็ได้นะ”

       จี้ทิงนิ่งเงียบไปสองสามวินาที “จับมือเถอะครับ”

       การกอดคอทำให้ร่างกายชิดกันเกินไป จับมือยังพอจะมีระยะห่างได้บ้าง

       ลู่เหยียนชูพยายามสะกดกลั้นรอยยิ้มที่มุมปาก นิ้วมือของเขาแตะลงบนหลังมือของจี้ทิงอย่างอ่อนโยน ก่อนจะค่อยๆ กระชับมือเข้าด้วยกัน

       “เสี่ยวทิง เราเข้าไปข้างในกันเถอะ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^