LNCrawler

ตอนที่ 73 ความสัมพันธ์อันใกล้ชิด

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 73 ความสัมพันธ์อันใกล้ชิด

        ตลอดระยะทางที่เดินเข้าไปข้างใน จี้ทิงรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก

       ถึงแม้ลู่เหยียนชูจะกุมมือเขาไว้เพียงแผ่วเบา แต่เขาก็ยังไม่ชินกับมันอยู่ดี ความรู้สึกนี้เหมือนกับเวลาที่กินผลไม้เสร็จแล้วมีคราบน้ำหวานเหนียวเหนอะติดอยู่ที่นิ้วอย่างไรอย่างนั้น

       ดูเหมือนลู่เหยียนชูจะสัมผัสได้ เขาจึงเป็นฝ่ายคลายมือออกแล้วเปลี่ยนมาเกี่ยวเพียงนิ้วก้อยของจี้ทิงแทน “แบบนี้ดีขึ้นไหม?”

        [ฉันแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอ?] จี้ทิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย เขาไม่กล้าเรื่องมากไปกว่านี้ “ดีขึ้นมากครับ”

       ลู่เหยียนชูก้มหน้าลงอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบที่ข้างหู “ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปกันเลยนะ?”

       “อืม”

       บริกรได้ยินดังนั้นจึงก้าวมาข้างหน้าเพื่อเปิดประตู “เชิญทั้งสองท่านครับ”

       เหมียวเวยมาถึงก่อนสักพักแล้ว เธอกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นจังหวะที่ลู่เหยียนชูปล่อยนิ้วของจี้ทิงพอดี

       “ขอโทษทีครับพี่เหมียว ผมมาสายไปหน่อย”

       ความรู้สึกประหลาดบางอย่างวาบผ่านเข้ามาในใจของเหมียวเวย แต่เธอกลับเอ่ยกระเซ้าออกไปว่า “พอดีเวลาเป๊ะเลย สายที่ไหนกันล่ะ” พูดจบ สายตาของเหมียวเวยก็เลื่อนไปมองจี้ทิง “คนนี้คือ...”

       “น้องชายผมเองครับ จี้ทิง”

       “สวัสดีครับ” จี้ทิงเป็นฝ่ายทักทายก่อน

       สายตาของเหมียวเวยกวาดมองใบหน้าของจี้ทิงอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะแกล้งถอนใจปนหยอกล้อ “ไอหยา โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ทำไมฉันถึงไม่มีน้องชายหน้าตาดีขนาดนี้บ้างนะ”

       มือของลู่เหยียนชูลูบไล้ขึ้นมาตามแผ่นหลังของจี้ทิงจากด้านหลัง ก่อนจะหยุดลงตรงกึ่งกลางหลังอย่างพอเหมาะพอเจาะ “ถ้าพี่เหมียวเต็มใจ จะนับเสี่ยวทิงเป็นน้องชายก็ได้นะครับ”

       จี้ทิงขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายตัว ลู่เหยียนชูรับรู้ได้ถึงความเกร็งนั้นจึงตบหลังเขาเบาๆ เป็นการปลอบประโลม

       เหมียวเวยเลิกคิ้วสูง แววตาแฝงความนัยบางอย่าง “นายจะตัดใจยกให้ฉันเหรอ?”

       ลู่เหยียนชูไม่ได้ตอบโดยตรง ใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มขื่นราวกับจะขอความเห็นใจ “พี่เหมียว อย่าล้อผมเล่นเลยครับ”

       “เอาละๆ วันนี้เห็นแก่หน้าเสี่ยวทิง ฉันจะไม่แกล้งนายแล้วกัน”

       หลังจากทักทายกันเสร็จทั้งสามคนก็เข้าที่นั่ง ลู่เหยียนชูเพิ่งนั่งลงก็เรียกให้บริกรมายกแก้วทรงสูงตรงหน้าจี้ทิงออกไปทันที

       “เสี่ยวทิงดื่มเหล้าไม่ได้ อย่าให้เขามาร่วมวงกับพวกเราเลยครับ”

       เหมียวเวยยิ้มแต่ไม่ได้พูดย้อนอะไร “ดื่มไม่ได้ก็อย่าฝืนเลย เดี๋ยวจะรู้สึกไม่สบายตัวเอา”

       ถึงแม้เธอจะมองออกถึงความผิดปกติบางอย่างตั้งแต่ทั้งคู่ก้าวเท้าเข้าประตูมา แต่พอเห็นท่าทางประคบประหงมของลู่เหยียนชูขนาดนี้ ดูท่าคนคนนี้คงจะเป็นคนสำคัญของเขาจริงๆ

       มิน่าล่ะถึงได้ยอมทิ้งหลักการตัวเอง ยอมหักหน้าผู้กำกับเพียงเพื่อจะเอาจี้ทิงมาฝากฝัง

       “ประธานเฉิงกับคนอื่นๆ น่าจะรถติดอยู่น่ะ คงถึงช้าหน่อย”

       “ไม่เป็นไรครับ ไม่รีบ”

       หลังจากพูดจบได้ไม่นาน ประธานเฉิงกับเผิงเจ๋อคุนก็มาถึง

       “ขอโทษจริงๆ ที่ให้รอนาน” ประธานเฉิงก้าวเข้ามาพลางโค้งขอโทษทุกคนด้วยรอยยิ้ม “พวกเรามาสาย เดี๋ยวขอทำโทษด้วยการดื่มสองแก้วรวดเลยแล้วกัน”

       ทั้งสามคนลุกขึ้นยืน เหมียวเวยยิ้มพลางเอ่ยว่า “ประธานเฉิงให้เกียรติมาก็ถือว่าไว้หน้าพวกเรามากแล้ว จะไปกล้าลงโทษคุณได้ยังไงกันคะ”

       “คุณนี่ละก็... ตั้งใจจะทำให้ผมขายหน้าชัดๆ”

       ทั้งหมดพูดคุยหยอกล้อกันสองสามประโยค ลู่เหยียนชูก็แนะนำจี้ทิงให้ทั้งสองรู้จัก

       ประธานเฉิงยื่นมือมาจับกับจี้ทิงและเอ่ยชมตามมารยาทเล็กน้อย พอมาถึงเผิงเจ๋อคุน แววตาของจี้ทิงก็เย็นชาขึ้นมาทันทีสองส่วน โชคดีที่ลู่เหยียนชูช่วยบังไว้ได้ทันเวลา

       “วันหน้าถ้ามีโอกาส คงต้องรบกวนรองประธานเผิงช่วยดูแลเขาด้วยนะครับ”

       เผิงเจ๋อคุนมีรูปร่างค่อนข้างอ้วน เขาสวมแว่นตา ท่าทางดูเป็นคนอัธยาศัยดีจนมองไม่ออกเลยว่ากำลังหาทางทำร้ายลู่เหยียนชูอยู่

       “คุณลู่เกรงใจเกินไปแล้วครับ เสี่ยวจี้มีคุณสมบัติโดดเด่นขนาดนี้ ไปที่ไหนใครๆ ก็อยากได้ตัวทั้งนั้นแหละ”

       ระหว่างที่ลู่เหยียนชูกำลังพูดคุยกับเผิงเจ๋อคุน สายตาของจี้ทิงกลับลอบสำรวจไปตามกระเป๋าเสื้อผ้าทุกจุดของอีกฝ่าย

       ไม่นาน ทุกคนก็นั่งลงประจำที่ จากนั้นบริกรนำเมนูเข้ามาให้

       ลู่เหยียนชูไม่ได้ดูเมนูของตัวเอง แต่เขากลับขยับเข้าไปใกล้จี้ทิงอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับดึงเมนูในมืออีกฝ่ายมาดูด้วยกัน “อยากกินอะไร?”

       สำหรับจี้ทิงแล้วเรื่องของกินไม่ใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขากำลังจดจ่ออยู่กับการตรวจสอบข้อมูลอุปกรณ์สื่อสารผ่านหน้าจอใต้โต๊ะอยู่ด้วย “อะไรก็ได้ครับ”

       ลู่เหยียนชูหัวเราะเบาๆ แววตาฉายความรู้สึกรักใคร่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง “ยังเลี้ยงง่ายเหมือนเดิมเลยนะ”

       เขาพูดประโยคนี้ด้วยเสียงที่เบามาก แต่กลับดังเข้าหูคนทั้งสามคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างชัดเจน

       พวกเขาแอบสังเกตทั้งคู่เงียบๆ ประธานเฉิงยกยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่เข้าใจสถานการณ์ดี ส่วนเหมียวเวยที่เห็นท่าทีเย็นชาของจี้ทิงก็ได้แต่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ หรือว่าความสัมพันธ์นี้จะเป็นลู่เหยียนชูที่เป็นฝ่ายวิ่งไล่ตามอยู่ข้างเดียวกันนะ

       มีเพียงเผิงเจ๋อคุนที่ใช้สายตาพิจารณา แต่ไม่นานก็ซ่อนมันไว้ภายใต้ดวงตาที่ยิ้มจนหยี

       หลังจากทุกคนสั่งอาหารเสร็จ บริกรที่สวมถุงมือสีขาวก็ถือขวดไวน์แดงเข้ามา “คุณลู่ครับ ไวน์แดงบ่มได้ที่แล้ว จะให้เสิร์ฟเลยไหมครับ?”

       ลู่เหยียนชูหันไปหาแขกทั้งสามพลางแนะนำ “Grand Cru ปี 98 ไม่รู้ว่าจะถูกปากทุกท่านหรือเปล่าครับ”

       ประธานเฉิงหัวเราะ “ไวน์จากไร่ Leroy คุณภาพดีเสมอมา คุณใส่ใจจริงๆ”

       ลู่เหยียนชูยิ้มตอบ จากนั้นเขาก็ทำเหมือนไม่อยากให้เผิงเจ๋อคุนรู้สึกถูกละเลย จึงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา “รองประธานเผิงสนใจเรื่องไวน์บ้างไหมครับ?”

       เผิงเจ๋อคุนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วตอบกลั้วหัวเราะ “ผมไม่ค่อยสันทัดเรื่องไวน์หรอกครับ ก็ดื่มไปเรื่อยเปื่อยตามประสาน่ะครับ”

       คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นหัวเราะออกมา ลู่เหยียนชูหันไปมองบริกร ส่งสัญญาณว่า “เสิร์ฟได้เลยครับ ขอบคุณมาก”

       ทว่าในขณะที่บริกรกำลังก้าวเข้ามา ทันใดนั้นเอง ห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืดมิดโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ

       “เอ๊ะ ทำไมปิดไฟล่ะ?”

       “ไฟดับหรือเปล่า?”

       ในความมืดนั้น จี้ทิงรู้สึกได้ถึงมือใหญ่ที่ทาบทับลงบนหลังมือของเขาแล้วกระชับไว้เบาๆ กลิ่นน้ำหอมของลู่เหยียนชูลอยมาเตะจมูก เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ “ไม่ต้องกลัวนะ”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย [นี่มันไม่ใช่สิ่งที่วางแผนไว้ก่อนหรอกเหรอ ฉันจะกลัวทำไมล่ะ?]

       เขาพยายามมองลู่เหยียนชู แต่ในห้องส่วนตัวนั้นมืดสนิทจนมองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายเลย

       “ขออภัยด้วยครับ กรุณารอสักครู่ ผมจะรีบไปตรวจสอบสถานการณ์เดี๋ยวนี้ครับ” บริกรพูดจบก็รีบหันหลังเดินออกไปทันที

       เหมียวเวยเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือแล้วชะโงกหน้าออกไปดู ก็พบว่าไฟฉุกเฉินตรงทางเดินสว่างขึ้นแล้ว

       “ไฟดับจริงๆ ด้วย เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”

       ทั้งสามคนต่างตกอยู่ในความงุนงง ไม่นานนักผู้จัดการก็รีบเดินเข้ามา “ขอประทานโทษทุกท่านด้วยครับ พอดีระบบไฟฟ้ามีปัญหานิดหน่อย ตอนนี้กำลังให้ช่างเร่งซ่อมแซมอยู่ครับ”

       “แล้วจะเสร็จเมื่อไหร่?” ประธานเฉิงเอ่ยถาม

       “เรื่องนี้...” ผู้จัดการก้มตัวลงอีกครั้งพร้อมเอ่ยขอโทษอย่างจริงจัง “เกรงว่าจะยังบอกไม่ได้ในตอนนี้ครับ ต้องขออภัยจริงๆ”

       เหตุการณ์นี้ทำให้เสียบรรยากาศไม่น้อย เหมียวเวยหยิบกระเป๋าจากเก้าอี้ข้างตัวขึ้นมา “ไม่รู้ว่าที่นี่จะซ่อมเสร็จเมื่อไหร่ พวกเราเปลี่ยนที่กันดีไหม เสี่ยวลู่ว่ายังไง?”

       ลู่เหยียนชูเอ่ยตามน้ำทันที “ครับ งั้นเปลี่ยนร้านเถอะ เดี๋ยวผมจัดการจองเอง”

       จากนั้นแต่ละคนสวมเสื้อนอกแล้วทยอยเดินออกไปข้างนอก โดยมีผู้จัดการคอยสั่งให้พนักงานส่องไฟนำทางให้

       ลู่เหยียนชูและจี้ทิงจูงมือกันจงใจเดินรั้งท้ายทั้งสามคนเพื่อความสะดวกในการพูดคุย

       “ผมปลดล็อกโทรศัพท์ของเผิงเจ๋อคุนได้แล้ว ข้อมูลกำลังส่งไปให้สวีเหริน”

       “ดี”

       จี้ทิงลดเสียงต่ำ “อีกสักพักพอไปถึงบ้านของเผิงเจ๋อคุน...”

       ทว่าสิ้นคำพูดนั้น ลู่เหยียนชูพลันยกแขนขึ้นโอบกอดเขาไว้ วินาทีต่อมาลมหายใจอุ่นๆ ก็รินรดลงตรงขมับของเขา

       ใบหน้าของจี้ทิงถูกซุกอยู่ตรงหัวไหล่ของอีกฝ่าย ร่างกายของเขาพลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที...


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^