LNCrawler

ตอนที่ 75 พี่ชายที่แสนดี

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 75 พี่ชายที่แสนดี

        เมื่อเห็นท่าทางของทั้งคู่ จี้ทิงก็ทึกทักเอาเองว่าพวกเขาอาจจะยังไม่เชื่อ จึงเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า “ตอนเด็กๆ เขาดูแลผมดีมากครับ ไม่ว่าผมอยากได้อะไร เขาก็จะหาซื้อมาให้เสมอ”

       เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะวาดภาพให้ลู่เหยียนชูเป็น ‘พี่ชายที่แสนดี’ ทว่าคำพูดเหล่านั้นที่เข้าหูคนฟังทั้งสองกลับกลายเป็นคนละความหมายไปอย่างสิ้นเชิง

       เหมียวเวยหัวเราะแห้งๆ แม้เธอจะเป็นถึงเจ้าของรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม แต่ในตอนนี้กลับไม่อาจปกปิดความกระอักกระอ่วนที่ฉายชัดบนใบหน้าได้เลย

       เธอคิดไม่ถึง... คิดไม่ถึงจริงๆ ว่า เสี่ยวลู่จะเป็นคนประเภทนี้ หลังจากสายตาของเธอเหลือบไปเห็นรอยแดงที่ซอกคอของจี้ทิง เธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลอกตาขึ้นฟ้า

       มิน่าเล่า จี้ทิงคนนี้ดูแล้วเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะมาหมาดๆ ลู่เหยียนชูก็อดใจไม่ไหวรีบลงมือจัดการเสียแล้ว ที่แท้ก็เล็งเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็กนี่เอง

       ประธานเฉิงกระแอมไอออกมาเบาๆ เขาไม่รู้จะออกความเห็นกับเรื่องนี้อย่างไรดี

       ในวงการนี้พวกที่เล่นสนุกจนเละเทะหรือคาวฉาวโฉ่เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว ลู่เหยียนชูเองก็ดูเป็นคนรักนวลสงวนตัว ไร้ซึ่งข่าวฉาวใดๆ ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังจะ ‘เล่นใหญ่’ ถึงเพียงนี้

       เมื่อคิดได้ดังนั้น ประธานเฉิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย เดิมทีเขาตั้งใจว่าเพียงแค่มีใบหน้าแบบนี้เขาก็สามารถปั้นให้โด่งดังได้ไม่ยาก แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว... เฮ้อ...

       ไม่ได้จะคุยกันหรอกหรือ? จี้ทิงมองดูทั้งสองคนพลางเอ่ยถาม “พวกคุณยังมีปัญหาอะไรอีกไหมครับ?”

       เหมียวเวยยิ้มฝืนๆ “ฮึๆ ก็คุยเล่นแก้เหงาน่ะ ไม่มีอะไรแล้ว”

       เมื่อจี้ทิงเห็นว่าพวกเขาไม่มีทีท่าจะชวนคุยต่อ เขาจึงตั้งท่าจะลุกขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับที่คนทั้งสองเดินกลับออกมาจากห้องครัวพอดี

       “ไวน์พร้อมแล้วครับ พวกเราไปที่ห้องอาหารกันเถอะ”

       ตอนนี้เหมียวเวยแทบไม่กล้ามองหน้าลู่เหยียนชู ในใจลึกๆ ของเธอรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อย ส่วนประธานเฉิงนั้นปรับตัวได้รวดเร็วกว่า เขาลุกขึ้นพลางเอ่ย “ท้องเริ่มหิวพอดี ไปกันเถอะ”

       ลู่เหยียนชูเดินเข้ามาโอบไหล่จี้ทิงอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกระซิบ “ถ้าอยากทานอะไรเป็นพิเศษ บอกฉันได้เลยนะ”

       “อืม” จี้ทิงรับคำ ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้แล้วพูดด้วยเสียงที่มีเพียงพวกเขาสองคนที่ได้ยิน “ผมยังหาโอกาสไม่ได้เลย”

       “ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบหรอก”

       เผิงเจ๋อคุนอาศัยจังหวะที่คุยกับประธานเฉิง กวาดสายตาไปทางคนทั้งคู่ เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังกระซิบกระซาบกันอย่างสนิทสนม จึงเบนสายตากลับมา

       หลังจากทุกคนนั่งประจำที่ เหมียวเวยในฐานะเจ้ามือก็เป็นฝ่ายชูแก้วขึ้นนำ

       ลู่เหยียนชูรินน้ำผลไม้ให้จี้ทิงอย่างเอาอกเอาใจ แต่ท่าทางเหล่านั้นยิ่งทำให้เหมียวเวยรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นไปอีก เธอจึงเอ่ยคำปราศรัยสั้นๆ พอเป็นพิธี ก่อนที่ทุกคนจะชนแก้วพร้อมกัน

       จี้ทิงจิบไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางแก้วลงแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาใต้โต๊ะ และเริ่มทำการดักจับสัญญาณภายในคฤหาสน์หลังนี้ทันที

       หน้าจอแสดงผลว่ามีโทรศัพท์ทั้งหมดหกเครื่อง และคอมพิวเตอร์อีกสามเครื่อง จี้ทิงจัดการคัดกรองอุปกรณ์ของคนอื่นๆ ออกไป จนเหลือเพียงเครื่องของเผิงเจ๋อคุนเท่านั้น

       ในเมื่อที่โถงทางเดินและห้องนั่งเล่นยังมีกล้องวงจรปิด ภายในห้องต่างๆ ย่อมไม่พลาดแน่ เขาจึงเริ่มบันทึกและคัดลอกไฟล์วิดีโอในช่วงสิบนาทีนี้ไว้ก่อน เพื่อที่ตอนเขาขึ้นไปชั้นบนจะได้นำภาพเหล่านี้มาวนลูปซ้อนทับเข้าไป

       ระหว่างที่จี้ทิงกำลังยุ่งอยู่นั้น จู่ๆ มือหนาก็เอื้อมมาลูบไล้ที่ท้ายทอยของเขาและบีบนวดเบาๆ เขาสะดุ้งและเกือบจะยกมือขึ้นปัดตามสัญชาตญาณ แต่ก็ยับยั้งชั่งใจไว้ได้ทัน

       เขามองไปที่ลู่เหยียนชู อีกฝ่ายส่งยิ้มละมุนพลางคีบอาหารมาวางในจานของเขา “อย่ามัวแต่เล่นโทรศัพท์เลย ทานอะไรหน่อยเถอะ”

       “ครับ”

       จี้ทิงทานอาหารที่อีกฝ่ายคีบให้ ลู่เหยียนชูยังคงรุกต่อด้วยการแกะกุ้งให้เขา หลังจากจุ่มน้ำจิ้มเรียบร้อย คราวนี้เขาก็ป้อนให้ถึงริมฝีปากอย่างทะนุถนอม

       จี้ทิงยังไม่ยอมอ้าปาก เขาจ้องมองอีกฝ่ายพลางนึกในใจ [ตอนเข้าบ้านมา ลู่เหยียนชูล้างมือหรือยังนะ?]

       “วันนี้ทำไมเกร็งจัง หืม?” ลู่เหยียนชูใช้ปลายนิ้วแตะที่คางของเขาเบาๆ คล้ายจะหยอกล้อ “วางใจเถอะ ฉันล้างมือแล้ว”

       เมื่อได้ยินเช่นนั้น จี้ทิงจึงยอมอ้าปากทานแต่โดยดี

       หลังจากป้อนกุ้งคำนั้นเสร็จ ลู่เหยียนชูก็ดึงทิชชูมาเช็ดมือ และเริ่มเข้าสู่ประเด็นสำคัญ “วันนี้ที่ผมขอให้พี่เหมียวช่วยนัดทั้งสองท่านออกมา ก็เพราะอยากจะหาลู่ทางให้น้องชายคนนี้สักหน่อยน่ะครับ”

       เหมียวเวยที่กำลังเคี้ยวอาหารอยู่ถึงกับลอบกลอกตาอีกรอบ ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นแบบนี้ ต่อให้ตายเธอก็ไม่ยอมจัดงานนี้ขึ้นมาแน่ๆ

       “ผมเคยอ่านต้นฉบับเรื่องสุดขอบผาในสายลมมาก่อน ในนั้นมีตัวละครตัวหนึ่งที่ออกไม่บ่อยแต่กลับน่าประทับใจมาก ชื่อว่าลู่จือเหิง...”

       เรื่องบนโต๊ะอาหารถูกจัดการโดยลู่เหยียนชู ส่วนจี้ทิงก็จดจ่ออยู่กับการดำเนินงานใต้โต๊ะ เขากำลังเจาะเข้าสู่ระบบควบคุมหลักผ่านอุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ในรถของเผิงเจ๋อคุน

       จี้ทิงเริ่มจากการตรวจสอบเส้นทางการใช้รถ หลังจากตัดสถานที่สาธารณะ บริษัท และที่อยู่อื่นๆ ที่ระบุไว้ทิ้งไป เขาก็พบว่าในช่วงครึ่งปีมานี้ เผิงเจ๋อคุนเดินทางไปที่อพาร์ตเมนต์จื่อจินถึงห้าครั้ง

       กระต่ายเจ้าเล่ห์ย่อมมีรังมากกว่าหนึ่งแห่ง พวกเขาเดาไว้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีที่พักเพียงแค่ที่นี่ที่เดียว จี้ทิงจัดการบันทึกที่อยู่นั้นไว้ ถ้าที่นี่ไม่พบร่องรอยอะไร เขาก็จะมุ่งหน้าไปที่อพาร์ตเมนต์จื่อจินต่อ

       เวลาผ่านไปสิบกว่านาที บรรยากาศในการร่ำสุราเริ่มคึกคักขึ้น ลู่เหยียนชูพลันวางมือลงบนตักของจี้ทิง นั่นคือสัญญาณลับที่ตกลงกันไว้ จี้ทิงจึงเก็บโทรศัพท์ทันที พลางยกมือขึ้นกุมท้อง

       เพียงแค่เขาขดตัวลงเล็กน้อย ลู่เหยียนชูก็หันมาทันที “เป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

       เมื่อเห็นสายตาของอีกสามคนมองมา จี้ทิงก้มหน้าต่ำพลางเอ่ย “ปวดท้อง... นิดหน่อยครับ”

       ลู่เหยียนชูวางมือทับลงบนหลังมือของเขาพลางขมวดคิ้ว “ตรงนี้เหรอ?”

       จี้ทิงส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะเอ่ย “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ”

       เผิงเจ๋อคุนได้ยินดังนั้นจึงยกมือขึ้นชี้ทางให้ “ห้องน้ำอยู่ทางด้านโน้น ให้ผมนำทางไปไหม?”

       “ไม่ต้อง ขอบคุณครับ”

       จี้ทิงลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องน้ำและปิดประตูลง

       หลังจากเขาจากไป แม้สีหน้าของลู่เหยียนชูจะยังคงดูเรียบเฉย แต่คนอื่นๆ กลับสัมผัสได้ว่าสมาธิของเขาไม่ได้อยู่ที่โต๊ะอาหารนี้อีกต่อไปแล้ว

       และคนที่คอยสังเกตการณ์อยู่เช่นกันคือเผิงเจ๋อคุน เขามักจะลอบมองไปทางห้องน้ำอยู่เป็นระยะ

       “น้ำจิ้มกุ้งนี่มีส่วนผสมของหอยแมลงภู่อยู่ด้วยงั้นเหรอ” ลู่เหยียนชูทำทีเป็นเพิ่งสังเกตเห็น น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความหงุดหงิด “มิน่าล่ะ เสี่ยวทิงถึงได้ปวดท้องขึ้นมา”

       ประธานเฉิงถามด้วยความสงสัย “ทำไมเหรอ คุณจี้แพ้ของพวกนี้เหรอ?”

       “ครับ อาหารทะเลอย่างอื่นทานได้หมด มีแค่ไอ้เจ้านี่แหละที่แตะไม่ได้เลย”

       เหมียวเวยวางตะเกียบลง “งั้นจะให้คนออกไปซื้อยาแก้แพ้มาให้ไหม?”

       ลู่เหยียนชูส่ายหน้าพลางเอ่ย “อาการของเขาใช้ยาไม่ค่อยได้ผลหรอกครับ กินไปเดี๋ยวเขาก็ท้องเสียหนักอยู่ดี”

       สิ้นคำพูดของเขา จี้ทิงก็เดินออกมาจากห้องน้ำพอดี

       ลู่เหยียนชูหันไปมอง ก่อนจะรีบลุกเดินเข้าไปหาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย “เสี่ยวทิง ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

       จี้ทิงยังคงกุมท้องพลางส่ายหน้า “ห้องน้ำข้างล่างเข้าไม่ได้ครับ”

       เผิงเจ๋อคุนชะงักไป เขาเลิกคิ้วพลางวางตะเกียบแล้วเดินเข้าไปหา “เกิดอะไรขึ้น?”

       จี้ทิงชี้ไปข้างหลัง พลางปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงตามที่ลู่เหยียนชูเคยสอนไว้ “เมื่อกี้ผมเข้าไปกดน้ำ แต่น้ำในชักโครกมันไหลไม่หยุดเลยครับ แล้วตอนนี้มันก็เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว”

       เผิงเจ๋อคุนขมวดคิ้วแน่น เขาผลักประตูห้องน้ำออกไปดู และพบว่ามันเป็นไปอย่างที่จี้ทิงว่าไว้ พื้นห้องน้ำนองไปด้วยน้ำ

       ลู่เหยียนชูประคองจี้ทิงไว้ ก่อนจะเงยหน้าเอ่ย “พี่เผิงครับ พอจะใช้ห้องน้ำชั้นบนได้ไหมครับ เสี่ยวทิงปวดท้องจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ”

       ในสถานการณ์เช่นนี้ เผิงเจ๋อคุนไม่มีข้ออ้างที่จะปฏิเสธได้เลย จึงจำต้องเอ่ย “ขึ้นบันไดไป เลี้ยวโค้งแรก ห้องที่สองครับ”

       ลู่เหยียนชูเอ่ยขอบคุณ ก่อนจะทั้งกึ่งประคองกึ่งโอบอุ้มพาจี้ทิงขึ้นไปชั้นบน

       เมื่อทั้งคู่มาถึงชั้นสอง ลู่เหยียนชูชำเลืองมองลงไปข้างล่างเพียงแวบเดียว จี้ทิงก็รีบผละออกจากอ้อมแขนของเขาอย่างรวดเร็ว

       ลู่เหยียนชูยังคงค้างมืออยู่ในท่าโอบกอด ทว่าจี้ทิงกลับเลิกเสื้อไหมพรมแคชเมียร์ของตนขึ้น แล้วดึงเอาโน้ตบุ๊กเครื่องบางที่ซ่อนไว้ตรงเอวด้านหลังออกมา

       “คุณลงไปข้างล่างได้แล้วครับ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^