LNCrawler

ตอนที่ 78 เริ่มมาก็บังคับกันเลย

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 78 เริ่มมาก็บังคับกันเลย

        “ส่งระดับพันโทมาเลยงั้นเหรอ...”

       “ครับ แจ้งว่าคนกำลังจะถึงแล้ว ให้พวกเราเตรียมงานส่งมอบตัวให้พร้อม”

       ผู้กำกับหลี่ครุ่นคิดด้วยความสงสัย การที่มาถึงเร็วขนาดนี้ แสดงว่าพันโทฉินผู้นี้ต้องอยู่ในจิงซื่ออยู่แล้ว

       “ผู้กำกับครับ แล้วสถานการณ์ข้างในเป็นยังไงบ้าง จี้...”

       ยังไม่ทันขาดคำ ตำรวจเวรนายหนึ่งก็ก้าวพรวดพราดเข้ามา “ทนายของจี้ทิงมาถึงแล้วครับ บอกว่าขอเข้าพบลูกความ”

       ผู้กำกับหลี่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนสั่งการ “ไปบอกเขาว่าการสอบปากคำรอบแรกยังไม่เสร็จ ให้เขามาใหม่ตอนบ่าย”

       “รับทราบครับ”

       ตำรวจเวรกลับไปยังห้องโถงหน้า และแจ้งความตามนั้นให้ทนายหลิวทราบ

       ทันทีที่ได้ยิน ทนายหลิวก็ขมวดคิ้วฉับ “ลูกความของผมเข้ามาตั้งแต่สี่ทุ่มเมื่อคืน จนตอนนี้แปดโมงเช้าแล้ว เป็นไปได้ยังไงที่การสอบปากคำรอบแรกยังไม่เสร็จ?”

       “สถานการณ์ปัจจุบันเป็นแบบนี้ครับ”

       “พวกคุณปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผมจะยื่นเรื่องขอให้พิจารณาคำสั่งทางปกครองใหม่”

       ตำรวจเวรไม่เอ่ยอะไรต่อ เพียงกล่าวสั้นๆ “เชิญยื่นคำร้องได้ครับ นั่นเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายของคุณ”

       ทนายหลิวข่มอารมณ์พลางหมุนตัวเดินออกจากสถานีตำรวจ ทันทีที่พ้นประตูใหญ่ เขาก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาทันที “ฮัลโหล ประธานจี้ครับ ผมเพิ่งออกมาจากสถานีตำรวจครับ”

       การที่ทนายออกมาเร็วขนาดนี้ แสดงว่าคงไม่ได้พบจี้ทิงแน่ จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนถาม “ตอนนี้เขายังอยู่ที่นั่นไหม?”

       “เรื่องนี้บอกยากครับ ถ้าคุณชายรองมีส่วนพัวพันในคดีที่ท่านว่าจริง ผมคาดว่าทางตำรวจคงจะโอนตัวคุณชายให้ทางฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ”

       ถึงแม้จี้เยี่ยนจื๋อจะคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว แต่ในใจก็อดพาลโกรธลู่เหยียนชูไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนั่น จี้ทิงก็คงไม่ต้องมาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากแบบนี้

       เขาจึงเอ่ยเสียงเย็น “ถ้าเขาถูกส่งตัวเข้าฝ่ายความมั่นคง คุณจะเข้าพบเขาได้ไหม?”

       “ก็พอจะได้อยู่ครับ” ทนายหลิวมีสีหน้าลำบากใจ “แต่มันไม่เหมือนกับที่สถานีตำรวจ การจะขอเข้าพบต้องยื่นคำร้องล่วงหน้า ส่วนเบื้องบนจะอนุมัติไหม หรืออนุมัติเมื่อไหร่ ผมเองก็ให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้ครับ”

       “งั้นคุณรีบยื่นคำร้องเดี๋ยวนี้เลย มีอะไรคืบหน้าให้โทรหาผมทันที”

       “รับทราบครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อลดโทรศัพท์ลง สายตาคมเข้มจดจ้องไปยังโต๊ะทำงานอย่างเคร่งขรึม ในเมื่อทนายหลิวไม่ได้พบตัว คำพูดที่เขาฝากไปก่อนหน้านี้ก็คงไปไม่ถึงหูจี้ทิง

       เดิมทีเขาตั้งใจจะบอกจี้ทิงว่า ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมดักฟังหรืออุปกรณ์ใดๆ ให้โยนให้เป็นของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ไปให้หมด ให้บอกว่าตัวเองแค่ใช้งานเป็นเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติย่อมสืบหาความจริงได้เอง สิ่งที่จี้เยี่ยนจื๋อกังวลที่สุดคือจี้ทิงจะปกปิดความลับของตัวเอง จนกลายเป็นที่สงสัยในเรื่องอื่นๆ ตามมา

       เขานิ่วหน้าเครียด ปลายนิ้วขยับเคาะริมฝีปากเบาๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง คล้ายตัดสินใจบางอย่างได้จึงยกโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง

       “ฮัลโหล ฉันเอง”

       “แหม ลมอะไรหอบมาเนี่ยถึงโทรมาหาฉันได้?” เสิ่นมู่หลานเอ่ยถามอย่างหยอกเย้า “จะพาเสี่ยวทิงมากินฟรีอยู่ฟรีที่บ้านฉันอีกหรือไง?”

       “ต่อให้เขาอยากไปก็คงไปไม่ได้แล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงหนัก “เขาเข้าไปพัวพันกับเรื่องหนึ่ง ตอนนี้คนอยู่ที่ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ”

       รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นมู่หลานจางหายไปทันที “แล้วที่นายโทรมาหาฉัน หมายความว่า...”

       จี้เยี่ยนจื๋อหลุบตาลงพลางถอนหายใจยาว “ฉันรู้ว่านายไม่อยากติดต่อกับทางบ้าน แต่ตอนนี้จี้ทิงกำลังมีปัญหา ฉันคิดไปคิดมาก็เหลือแค่นายที่พอจะช่วยได้”

       ปลายสายเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “นายนี่เหมือนแมววิเชียรมาศจริงๆ เลย ต่อให้จะไม่ชอบขี้หน้าแมวตัวอื่นในบ้านแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ยอมทำหน้าบึ้งไปช่วยเขากลบทรายแมวอยู่ดี”

       จี้เยี่ยนจื๋อกัดฟันกรอด “ฉันพูดเรื่องคอขาดบาดตายอยู่ แต่นายจะมาชวนคุยเรื่องแมวเนี่ยนะ?”

       “ร้อนตัวไปได้” เสิ่นมู่หลานหัวเราะ “เอาเถอะ เห็นแก่ที่นายนานๆ ทีจะมาขอร้องฉันสักครั้ง รอฟังข่าวแล้วกัน”

       หนึ่งชั่วโมงผ่านไป รถหงฉี L5 ก็เคลื่อนมาจอดสนิทที่หน้าสถานีตำรวจ ทนายหลิวเหลือบมองป้ายทะเบียนรถที่เป็นพื้นขาวตัวอักษรแดงแล้วใจหายวาบ

       ทำไมถึงเป็นรถทหารล่ะ คนจากกองทัพมาเองแบบนี้ หรือว่า... คุณชายรองจะไม่ได้ถูกส่งตัวให้ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ?

       ปัง! เสียงปิดประตูรถดังสนั่น ชายหนุ่มในชุดโค้ทสีดำก้าวลงมาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสองคน ตรงเข้าไปในสถานีตำรวจด้วยท่าทางองอาจ

       ทนายหลิวเห็นหน้าไม่ชัด ทว่ารูปร่างนั้นสูงโปร่งและสง่างาม เพียงแค่แผ่นหลังก็แผ่กลิ่นอายความเด็ดขาดและเย็นชาจนน่าเกรงขาม

       ฉินไจ้เย่เดินเข้าไปในห้องโถง ตรงไปยังช่องติดต่อแล้วยื่นบัตรประจำตัวทันทีโดยไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง ตำรวจเวรตรวจสอบเพียงครู่เดียวก็รีบลุกขึ้นเปิดประตูให้เขาเข้าไปข้างใน

       เมื่อผู้กำกับหลี่เห็นหน้าฉินไจ้เย่ หัวใจก็กระตุกวูบ

       ก่อนหน้านี้เขายังนึกสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงส่งพันโทมาจัดการ แต่เมื่อได้เห็นตัวจริงเขาก็เข้าใจ พันโทวัยเพียงยี่สิบเศษๆ ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมามีนับนิ้วได้เลย คนประเภทนี้ถ้าไม่เก่งกาจเหนือคนทั่วไป ก็ต้องมีภูมิหลังทางครอบครัวที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า แต่ความเป็นไปได้มากที่สุดคือเขามีทั้งสองอย่าง

       ผู้กำกับหลี่ไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกออกมาทางสีหน้า เขาขยับเข้าไปใกล้พร้อมกับยื่นมือทักทาย “ผมผู้กำกับหลี่ หลี่ฉางอันครับ”

       มือที่สวมถุงมือสีดำของฉินไจ้เย่ยื่นมาจับตอบ น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบกระด้าง “ฉินไจ้เย่ จากกองพลที่ 73 กองทัพภาคตะวันออก”

       “พันโทฉิน เชิญไปนั่งที่ห้องทำงานผมก่อนครับ ผมจะสรุปรายละเอียด...”

       “ไม่ต้อง” ฉินไจ้เย่เอ่ยหน้าตาย พลางส่งสัญญาณให้คนข้างกาย “คุณให้คนรวบรวมบันทึกคำให้การและเอกสารทั้งหมดส่งมอบให้เขา ผมจะพาคนไปเดี๋ยวนี้”

       ผู้กำกับหลี่ไม่โต้แย้ง และสั่งการให้คนเตรียมการส่งมอบตัวทันที

       ครู่ต่อมา ตำรวจเดินออกมาจากข้างในด้วยท่าทางจนใจ “ผู้แจ้งเหตุทางการกำลังทานอาหารอยู่ครับ เขาบอกว่าขอทานให้เสร็จก่อนค่อยไป”

       ผู้กำกับหลี่หลุดขำในใจอย่างช่วยไม่ได้ คนคนนี้ช่างมีความพิเศษตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงๆ จากนั้น เขาก็หันไปทางฉินไจ้เย่ “พันโทฉินครับ ทั้งสี่คนนั้นตอนนี้ยังมีสถานะเป็นพยาน อีกทั้งการสอบสวนก็ลากยาวมาทั้งคืนแล้ว ถ้ายังไง...”

       ยังไม่ทันพูดจบ ฉินไจ้เย่ก็เบือนหน้ามาด้วยสายตาเย็นชา “ไปคุมตัวออกมา”

       “ครับ!”

       ทหารสองนายด้านหลังตรงดิ่งไปยังห้องสอบสวน ไม่ถึงครึ่งนาทีก็กึ่งลากกึ่งจูงจี้ทิงออกมาอย่างอุกอาจ

       จี้ทิงไม่ได้เห็นผู้กำกับหลี่หรือฉินไจ้เย่เลย เขาถูกลากผ่านทางเดินไปยังประตูข้างของสถานีตำรวจ และถูกเหวี่ยงขึ้นรถควบคุมตัวทันที

       ครู่ต่อมา ลู่เหยียนชูก็ถูกคุมตัวตามขึ้นมา ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจี้ทิงถูกใส่กุญแจมือไขว้หลังไว้

       พอลู่เหยียนชูเห็นสภาพนั้น เขาก็ขมวดคิ้วแน่น “พวกเราไม่ใช่ผู้ต้องหา ทำไมต้องใส่กุญแจมือเขาด้วย?”

       ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงความเงียบ ลู่เหยียนชูถูกกดให้นั่งลงตรงข้ามกับจี้ทิง โดยมีตำรวจขนาบข้างทั้งซ้ายและขวา

       เมื่อได้ยินเสียงลมหายใจที่เริ่มหนักหน่วงของลู่เหยียนชู จี้ทิงก็เงยหน้าขึ้นพูด “ฉันไม่เป็นไร นายไม่ต้องห่วง พวกเขาคงจะกำลังย้าย...”

       “ห้ามคุยกัน!” ตำรวจตวาดขัดจังหวะด้วยเสียงดัง

       จี้ทิงจ้องมองตำรวจนายนั้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตามมาตรา 63 แห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การข่มขู่ ดูหมิ่น ทำร้ายร่างกาย หรือกลั่นแกล้งพยานและญาติสนิทของพยาน ถือว่ามีความผิดทางอาญา พวกคุณกำลังใช้มาตรการบังคับกับผม ซึ่งถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ”

       พูดจบเขาก็สำทับอีกประโยค “ถ้ายังไม่หยุด ผมจะยื่นฟ้องทั้งหน่วยงานและพวกคุณเป็นการส่วนตัว”

       เจ้าหน้าที่ตำรวจแซ่อู๋ได้ยินดังนั้น ก็เอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว “กุญแจมือที่คุณใส่อยู่น่ะ มันเป็นกุญแจมือของทหาร”

       จี้ทิงเข้าใจความหมายนั้นทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย [ทหารงั้นเหรอ?]

       ฉินไจ้เย่ยื่นมือออกไป ทว่าจังหวะที่กำลังจะเปิดประตูรถ มือเขากลับชะงักงัน

       แววตาของเขาฉายแววสงสัยที่ยากจะสังเกตเห็น ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในฤดูหนาว ก่อนจะเบือนสายตาไปยังรถควบคุมตัวที่จอดอยู่ด้านหลังรถเก๋งของเขาอย่างช้าๆ


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^