ตอนที่ 79 สายตาดูแคลนของศัตรูหัวใจ
ตอนที่ 79 สายตาดูแคลนของศัตรูหัวใจ
เขายังไม่ทันทำความเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่คืออะไร นายตำรวจคนหนึ่งก็ก้าวลงมาจากรถควบคุมผู้ต้องหา
อีกฝ่ายวิ่งเหยาะๆ เข้ามาพลางเอ่ยว่า “พันโทฉินครับ พยานทั้งสี่คนกับผู้ต้องสงสัยแซ่เผิงถูกคุมตัวขึ้นรถเรียบร้อยแล้วครับ ท่านคิดว่า... กุญแจมือนั่นควรจะถอดออกก่อนดีไหมครับ?”
นายตำรวจจำสถานะของลู่เหยียนชูได้ แม้ดาราจะไม่ควรได้รับสิทธิพิเศษใดๆ แต่ในทางกฎหมายแล้วเขาไม่ควรถูกใส่กุญแจมือแต่แรก ถ้าวันข้างหน้าลู่เหยียนชูนำเรื่องนี้ไปเผยแพร่ลงบนอินเทอร์เน็ต กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ตามมาอาจทำให้สถานีตำรวจต้องกลายเป็นแพะรับบาป
“มีปัญหาอะไร?” ฉินไจ้เย่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
นายตำรวจจำต้องแข็งใจอธิบาย “เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น เพียงแต่คุณลู่คนนั้นเขา...”
“ใส่กุญแจมือเขาไว้เหมือนเดิม”
นายตำรวจชะงักไปครู่หนึ่ง เขายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากทัดทาน ทหารที่มาพร้อมกับฉินไจ้เย่ก็ปรี่ตรงไปยังรถควบคุมผู้ต้องหาทันที ก่อนจะจัดการใส่กุญแจมือลู่เหยียนชูอีกครั้ง
ทันทีที่ฉินไจ้เย่ก้าวขึ้นรถไป นายทหารที่นั่งอยู่เบาะผู้ช่วยคนขับรีบรายงานสถานการณ์ทันที “ตั้งแต่พาตัวเผิงเจ๋อคุนมาที่สถานีตำรวจ เขาก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลยครับ ทั้งยังปฏิเสธการให้การทุกอย่าง”
พูดจบเขาก็ส่งซองเอกสารหนาและบางอย่างละหนึ่งซองมาให้ “ซองบนคือหลักฐานที่ยึดได้จากที่เกิดเหตุ ส่วนซองล่างคือบันทึกคำให้การของพยานทั้งสี่คนที่กรมตำรวจรวบรวมไว้ครับ”
ฉินไจ้เย่รับมาแล้วเปิดซองบนก่อน “จับกุมพรรคพวกของเผิงเจ๋อคุนได้หรือยัง”
“ผู้กำกับหลี่บอกว่าเบาะแสจากผู้แจ้งเหตุรวดเร็วทันเวลามากครับ ตอนนี้สถานีตำรวจเป่ยเฉียวได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนไว้แล้ว และจะส่งตัวมาให้ในช่วงบ่ายครับ”
ภาพแรกที่ฉินไจ้เย่เห็นคือ พิมพ์เขียวโครงสร้างภายในเครื่องยนต์ของขีปนาวุธพื้นสู่อากาศรุ่นหั่วจินหมายเลข 5
หั่วจินหมายเลข 5 เพิ่งจะมีการปรับปรุงทางเทคนิคในระบบการยิงเมื่อไม่นานมานี้ และมีกำหนดจะเข้าประจำการในกองทัพในจำนวนจำกัดช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ ทว่าสิ่งที่อยู่ในมือของเขาตอนนี้ กลับเป็นพิมพ์เขียวเครื่องยนต์รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเรียบร้อย
การที่สามารถหาข้อมูลวงในขั้นสุดยอดเช่นนี้มาได้ แสดงว่าสายลับได้แทรกซึมเข้าไปในสถาบันวิจัยแล้ว และคนคนนี้ต้องดำรงตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ดวงตาของฉินไจ้เย่คมกริบราวกับใบมีด ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยซ่อนเร้นไว้ด้วยรังสีอำมหิตที่ยากจะหยั่งถึง
เขาไล่ดูเอกสารแผ่นต่อๆ ไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเหลือบตาขึ้นถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เผิงเจ๋อคุนแฝงตัวมานานถึงแปดปี แม้แต่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติยังถอนตะปูตัวนี้ไม่ออก แล้วผู้แจ้งเหตุไปพบเข้าได้ยังไง?”
“เอ่อ...” คนข้างหน้าเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่ง พยายามสรุปให้ใจความสั้นกระชับที่สุด “ถ้าดูจากคำให้การในตอนนี้ ต้องบอกว่า... อาศัยเทคโนโลยีครับ”
ความสามารถทางเทคโนโลยีของบุคคลเพียงคนเดียว จะเหนือกว่ารัฐบาลระดับประเทศเชียวหรือ
ฉินไจ้เย่ขบคิดประโยคนี้อยู่ในใจ พลางเปิดซองที่สองและหยิบเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากด้านบนสุด
[จี้ทิง เพศชาย อายุ 19 ปี ว่างงาน]
สายตาเย็นชาของเขากวาดมองผ่านสองบรรทัดแรกไป ทว่าพลันต้องชะงักงัน ดวงตาหรี่แคบลงจดจ้องไปยังจุดหนึ่งบนแผ่นกระดาษอย่างแน่วแน่
ครู่ต่อมา เขาจึงเอ่ยถาม “จี้ทิงคนนี้คือผู้แจ้งเหตุงั้นเหรอ?”
“ครับ เป็นเขาครับ”
มุมปากของฉินไจ้เย่หยักยิ้มเย้ยหยันอย่างรุนแรง มันช่างดูหนาวเหน็บราวกับแสงเย็นเยียบที่สะท้อนจากใบมีดน้ำแข็ง “แล้วเทคโนโลยีพวกนั้นของเขาล่ะ?”
อีกฝ่ายตอบกลับว่า “ประสานงานส่งไปยังสถาบันวิจัยเรียบร้อยแล้วครับ ถ้ามีผลสรุปออกมาจะรีบแจ้งให้ทราบทันที”
...
จี้ทิงและลู่เหยียนชูออกจากสถานีตำรวจในช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่ม กว่าจะถึงสถานที่แห่งใหม่ ท้องฟ้าก็มืดสนิทเสียแล้ว
ลู่เหยียนชูถูกใส่กุญแจมือไว้ด้านหน้า สถานการณ์จึงยังไม่เลวร้ายนัก ทว่าจี้ทิงกลับถูกไพล่มือไปด้านหลังเป็นเวลานาน จากความรู้สึกเหน็บชาในช่วงแรกแปรเปลี่ยนเป็นความปวดบวมรุนแรง จนบัดนี้แขนและหัวไหล่ของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง
ทันทีที่ลงจากรถ ทหารก็เข้ามารับตัวพวกเขาทั้งสองไป จี้ทิงเงยหน้ามองเพื่อสำรวจว่าที่นี่คือที่ไหน ทว่าในวินาทีต่อมา ลำคอของเขาก็ถูกกดลงอย่างแรง
“พวกคุณ...” ลู่เหยียนชูตั้งท่าจะค้าน แต่กลับถูกลากตัวไปยังรถทางฝั่งซ้ายแทน
ผ่านไปพักใหญ่ ประตูรถตรงหน้าจึงเปิดออก
ดวงตาของลู่เหยียนชูสั่นไหวด้วยความตกใจ ก่อนที่ความโกรธแค้นจะเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว “ฉินไจ้เย่ เป็นนายเองเหรอ?”
ฉินไจ้เย่ยืนตระหง่านด้วยท่าทีโอหัง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเมินเฉยประหนึ่งมองสิ่งที่อยู่ต่ำต้อยกว่า “นายควรจะให้ความร่วมมือในการสอบสวน ไม่อย่างนั้นอย่าหวังว่าจะเดินออกไปจากที่นี่ได้”
เมื่อเผชิญกับคำขู่ ลู่เหยียนชูกลับยกยิ้มที่มุมปาก “งั้นเหรอ ฉันเองก็จะรอดูเหมือนกัน”
ฉินไจ้เย่ไม่ได้สนใจว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร จากนั้นเขาเอ่ยไปสั่งลูกน้องด้วยความเย็นชา “เอาตัวไป”
สถานที่ที่จี้ทิงและคนอื่นๆ ถูกพามาคือค่ายทหารประจำเขตพื้นที่ปักกิ่ง นอกจากเผิงเจ๋อคุนแล้ว อีกสี่คนที่เหลือถูกแยกกันไปขังไว้ในห้องเล็กๆ คนละห้อง
ทันทีที่ก้าวเข้าไป กุญแจมือของจี้ทิงก็ถูกถอดออก ทหารที่คุมตัวเขาเข้ามาลดท่าทีแข็งกร้าวลง “พักผ่อนก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสอบด้วย”
ห้องนี้ดูดีกว่าห้องสอบสวนที่สถานีตำรวจมาก ผนังบุด้วยวัสดุอ่อนนุ่ม มีเตียง โต๊ะ เก้าอี้ครบครัน พร้อมห้องน้ำในตัวที่ไม่มีประตู
ทว่าจี้ทิงรู้ดีว่า คนที่ก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ไม่มีใครทนอยู่ได้เกินสิบวัน ถึงจะเป็นเช่นนั้น ในใจของเขากลับไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย เขาขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อคลายกล้ามเนื้อ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้
“ผมหิว...”
เขาเพิ่งจะอ้าปาก เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าประกบอย่างใกล้ชิดก็เอ่ยขึ้น “จี้ทิง อยู่ที่นี่ก่อนจะยื่นคำขออะไร คุณต้องยกมือขึ้นก่อน”
จี้ทิงฝืนยกแขนที่อ่อนล้าและปวดร้าวขึ้นมา ให้ความร่วมมืออย่างดีราวกับไม่มีความขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย “ผมหิวข้าวแล้วครับ ขออนุญาตรับประทานมื้อค่ำ”
เจ้าหน้าที่หันหลังออกไปจัดการ ไม่กี่นาทีต่อมาเขาก็กลับมาพร้อมข้าวกล่องหนึ่งชุด
จี้ทิงนั่งทานจนเสร็จอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นจึงเข้าไปแปรงฟันในห้องน้ำ เมื่อออกมาเขาก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงและหลับไปทันที
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฉินไจ้เย่เดินออกจากห้องทำงานของผู้บัญชาการ ลงมายังห้องควบคุมวงจรปิด
ห้องที่จี้ทิงและคนอื่นๆ พักอยู่นั้นมีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้ถึงเจ็ดตัวโดยไม่มีจุดอับสายตา พร้อมเจ้าหน้าที่สิบสองคน แบ่งเป็นหกชุด คอยเฝ้าประกบอย่างใกล้ชิด ไม่เว้นแม้แต่ตอนอาบน้ำหรือเข้าห้องน้ำ
เขากวาดสายตามองผ่านหน้าจออย่างเย็นชา เขาเห็นเหมียวเวยกำลังร้องไห้โฮ ส่วนเฉิงหมิงอู่กำลังขยี้ผมและนั่งยองๆ อยู่กับพื้นอย่างเสียสติ ในขณะที่ลู่เหยียนชูกำลังล้างมืออยู่ในห้องน้ำ
จากนั้นสายตาของฉินไจ้เย่หยุดลงที่จอมอนิเตอร์มุมบนซ้าย ในภาพนั้น จี้ทิงนอนหลับด้วยท่าทางที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ลมหายใจสม่ำเสมอ ท่าทีผ่อนคลายราวกับนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในโรงแรม
เขาจ้องมองอยู่อย่างนั้นครึ่งนาที ก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ “สอบสวนคนนี้ก่อน”
“ครับ”
จี้ทิงเพิ่งจะได้นอนไปเพียงสี่สิบกว่านาที ก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
เขาลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียพลางยันตัวลุกขึ้นนั่ง กำลังจะเลิกผ้าห่มเพื่อลงจากเตียง ทว่าสายตาเหลือบไปเห็นใครบางคนนั่งอยู่ที่โต๊ะเสียก่อน
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นมอง นิ้วมือที่คีบผ้าห่มอยู่พลันชะงักงัน
[คนคนนี้... หน้าตาคุ้นๆ แฮะ]
ใบหน้าของฉินไจ้เย่ฉาบไว้ด้วยความเย็นชาประดุจน้ำค้างแข็ง ทว่าในดวงตากลับมีกระแสคลื่นแห่งความสับสนวนเวียนอยู่ คล้ายกับกำลังประเมินคนตรงหน้าอยู่เงียบๆ
ริมฝีปากไม่ได้ขยับ เสียงไม่ได้มาจากการได้ยิน ทว่ามันดังก้องขึ้นในสมองของเขาโดยตรง...
มุมปากของฉินไจ้เย่เม้มเข้าหากันเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น เผยให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจต่อสิ่งที่ได้รับรู้ เขาเบือนสายตาอันเย็นเยียบไปถามเจ้าหน้าที่คุมตัว “ตั้งแต่เข้ามาได้ตรวจค้นตัวหรือยัง?”
“ตรวจแล้วครับ นอกจากเสื้อผ้าที่สวมอยู่ ก็มีเพียงโทรศัพท์มือถือ เครื่องส่งสัญญาณเสียง และกุญแจหนึ่งพวงครับ”
“ค้นอีกรอบ”
เจ้าหน้าที่ก้าวไปข้างหน้าทันที พลางเอ่ยกับจี้ทิง “คุณจี้ ตอนนี้ผมต้องทำการตรวจค้นตัวคุณ โปรดให้ความร่วมมือด้วยครับ”
การตรวจค้นตัวที่นี่ไม่เหมือนกับการตรวจความปลอดภัยในสนามบิน แต่มันคือการต้องถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเพื่อยืนให้เครื่องสแกนตรวจสอบ
โดยปกติแล้ว คำพูดและการกระทำของจี้ทิงมักจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความใจเย็นและมีเหตุผล ทว่าอารมณ์ที่คงเส้นคงวา ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนที่ยอมให้ใครมาบงการหรือข่มเหงได้ตามใจชอบ
“ผมให้ความร่วมมือในการตรวจค้นตามขั้นตอนไปครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าไม่มีเหตุผลที่สมควร ผมไม่ยอมรับการตรวจค้นซ้ำเป็นครั้งที่สอง”
ฉินไจ้เย่ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะยอมรับหรือไม่ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอย่างเฉยเมย “พวกนายสองคน กดตัวเขาไว้ ถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วค้นเดี๋ยวนี้”
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^