LNCrawler

ตอนที่ 80 การทรมานอันโหดเหี้ยม

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 80 การทรมานอันโหดเหี้ยม

        หัวใจของจี้ทิงพลันดิ่งวูบ ในตอนนั้นเองขณะที่เขาจ้องมองใบหน้าของฉินไจ้เย่ ในสมองก็พลันมีภาพบางอย่างแล่นผ่านเข้ามาอย่างกะทันหัน

       ‘ความเย็นชาของฉินไจ้เย่นั้นต่างจากจี้เยี่ยนจื๋อ ความเย็นชาของเขาคือการเมินเฉยอย่างผู้ที่เหนือกว่า นอกจากครอบครัวและหลิงซีแล้ว ความรู้สึกของคนอื่นในสายตาเขาก็เป็นเพียงธุลีดินที่ไร้ค่า’

       จี้ทิงรู้แล้วว่าเหตุใดเขาถึงรู้สึกคุ้นหน้าคนผู้นี้ ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปาก ผู้คุมก็คว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเขาเสียก่อน

       “ผมขอคัดค้าน”

       ในจังหวะที่ถูกกดไหล่บังคับให้หมอบลง จี้ทิงก็โพล่งออกมาว่า “ผมขอคัดค้านและแจ้งเหตุอันควรสงสัยว่า ฉินไจ้เย่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผม ตามระเบียบข้อบังคับ เขาไม่มีสิทธิ์ทำหน้าที่ตรวจสอบควบคุมผม”

       นับตั้งแต่ก้าวเข้ามา เขาก็รู้แล้วว่าที่นี่คือที่ไหน

       สถานที่แห่งนี้ถูกเรียกว่า ‘ห้องกักตัว’ โดยปกติมีไว้สำหรับควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ต้องสงสัยว่าทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งระเบียบข้อบังคับระบุไว้อย่างเคร่งครัดว่า กระบวนการตรวจสอบต้องมีความโปร่งใสสูงสุด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลใกล้ชิดหรือผู้ควบคุมการตรวจสอบ จะต้องไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆ กับผู้ถูกกักตัวทั้งสิ้น

       ผู้คุมทั้งสองชะงักไปเล็กน้อย ความลังเลทำให้แรงกดที่มือคลายลง พวกเขานึกขึ้นได้ว่าตอนที่พันโทฉินเข้ามาไม่ได้ระบุชื่อของตนเอง หากไม่รู้จักกันมาก่อน จี้ทิงจะรู้ชื่อเขาได้อย่างไร?

       จี้ทิงสบโอกาสหลุดจากการเกาะกุม เขายันตัวลุกขึ้นยืนพลางนวดแขนที่บอบช้ำซ้ำซ้อนของตนเอง

       ในตอนนั้นเอง ฉินไจ้เย่ก็แค่นยิ้มเย็นชา “งั้นลองว่ามาสิ ว่าคนอย่างฉันจะไปมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอะไรกับคนอย่างนายได้?”

       “ศัตรูหัวใจไงครับ” ในเมื่อกล้าถาม จี้ทิงก็ไม่มีอะไรต้องอายที่จะตอบ “ตอนที่คุณเห็นประวัติผม คุณก็น่าจะรู้แล้วว่าผมเป็นใคร แต่คุณกลับจงใจปกปิดข้อมูลต่อองค์กร พฤติกรรมนี้ถือว่าเข้าข่ายละเมิดกฎระเบียบด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว”

       สิ่งที่เขาพูดคือความจริงทุกประการ ทว่าสายตาที่ฉินไจ้เย่มองมากลับเหมือนมองตัวตลกที่กำลังร่ายรำอวดฉลาด

       ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างไม่เร่งรีบ นัยน์ตาคมกริบตวัดมองไปยังกล้องวงจรปิด “ผมกับผู้ถูกตรวจสอบไม่เคยพบปะกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น องค์กรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้”

       พูดจบ เขาก็หันกลับมามองจี้ทิง “และในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงนี้ ฉันจะยังคงทำหน้าที่ควบคุมการตรวจสอบนายต่อไป”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเคร่งเครียด “นี่คุณกำลัง...”

       ฉินไจ้เย่เอ่ยขัดขึ้นอย่างเย็นชา “ผู้ถูกกักตัวปฏิเสธการให้ความร่วมมือ ละเมิดกฎระเบียบเกินสามครั้ง นำตัวไปขังเดี่ยว”

       รูม่านตาของจี้ทิงหดเกร็งทันที มือที่ทิ้งข้างลำตัวสั่นเทาจนต้องกำเข้าหากันแน่น “ผมเปล่า”

       มุมปากของฉินไจ้เย่ยกขึ้นเล็กน้อย ราวกับมองเห็นความตื่นตระหนกที่จี้ทิงพยายามปกปิดไว้ “ถ้าอย่างนั้น นายก็เต็มใจที่จะให้ความร่วมมือกับฉันแล้วงั้นสิ?”

       คำถามย้อนแบบเรียบง่ายนั้น กลับเป็นเหมือนมือที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังกดหัวให้จี้ทิงยอมสยบ

       ปลายนิ้วของจี้ทิงจิกเข้าที่กลางฝ่ามือจนเจ็บแปลบ ทว่าแววตาที่เขามองฉินไจ้เย่นั้นกลับนิ่งสงบอย่างยิ่ง “ผมยินดีให้ความร่วมมือ แต่กับคนอย่างคุณ... ไม่คู่ควร”

       ส่วนโค้งที่มุมปากของฉินไจ้เย่ลึกขึ้น ราวกับการเยาะเย้ยผู้แพ้ที่ไร้ความปรานี “ทหารสองคน ส่งเขาเข้าห้องขังเดี่ยว”

       สิ้นคำสั่ง ทหารท่าทางขรึมจัดสองนายก็ก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะรวบแขนจี้ทิงไพล่หลังทันที

       ไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อประตูบานใหญ่ปิดลง เสียงทุกอย่างจากโลกภายนอกก็เหมือนถูกตัดสวิตช์ไฟ ไม่หลงเหลือให้ได้ยินแม้เพียงนิด

       สิ่งที่จี้ทิงได้ยิน มีเพียงเสียงหัวใจเต้นและเสียงลมหายใจของตนเองเท่านั้น

       ที่นี่ไม่มีหน้าต่าง ผนังและประตูถูกบุด้วยวัสดุเก็บเสียงเกรดดีเยี่ยม ประสาทสัมผัสแรกที่ถูกพรากไปคือการได้ยิน

       บนพื้นมีเพียงฟูกนอนที่ฝังแนบสนิทไปกับพื้นห้องโดยไม่มีช่องว่างแม้แต่เซนติเมตรเดียว ทั้งนี้เพื่อทำลายมิติการรับรู้ทางพื้นที่

       ในห้องจะไม่มีแสงธรรมชาติ มีเพียงไฟสปอตไลต์บนเพดานที่เปิดจ้าตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีนาฬิกา ไม่มีสิ่งใดให้อ่าน

       ไม่ทันข้ามวัน คนที่ถูกขังอยู่ข้างในจะเริ่มแยกไม่ออกว่ากลางวันหรือกลางคืน และสูญเสียความรู้สึกด้านเวลาไปโดยสิ้นเชิง

       ที่นี่เปรียบเสมือนกล่องเหล็กปิดตาย มันจะค่อยๆ ลอกเอาประสาทสัมผัสทั้งหมดออกไป จนคุณรู้สึกว่าถูกโลกใบนี้ทอดทิ้งอย่างสมบูรณ์

       จี้ทิงเป็นโรคแอสเบอร์เกอร์มาแต่กำเนิด สิ่งที่ทำให้คนปกติเป็นบ้าได้เหล่านี้ สำหรับเขาแล้ว มันคือการทรมานที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าหลายเท่า

       จี้ทิงหลับตาลง เขาพยายามสะกดจิตตัวเองผ่านการหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนฟูก

       เขาสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง แล้วเอ่ยออกมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ “หั่วจินหมายเลข 5 คือขีปนาวุธภาคพื้นดิน เครื่องยนต์ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีแรมเจ็ตยุคที่สี่ มีระยะยิงใกล้เคียง 1,500 กิโลเมตร...”

       นับตั้งแต่เข้ามาจนถึงตอนนี้ผ่านไป 9 นาที 36 วินาทีแล้ว ทุกคำที่จี้ทิงเอ่ยออกมาจะถูกกะจังหวะให้ตรงกับหนึ่งวินาทีพอดี

       เขากำลังใช้ความรู้ของตนเองเพื่อกุมเรื่องเวลาเอาไว้ เพราะเขาจะเสียการควบคุมไม่ได้เด็ดขาด เขาต้องหาทางช่วยตัวเองให้ได้

       หลังจากฉินไจ้เย่สั่งขังเดี่ยวจี้ทิง เดิมทีเขาควรจะไปสอบปากคำลู่เหยียนชูเป็นคนต่อไป แต่เขากลับเลือกไปหาเหมียวเวยก่อน

       ประธานเจิงอย่างน้อยก็มีความสัมพันธ์แบบหัวหน้าลูกน้องกับเผิงเจ๋อคุน แต่เหมียวเวยเป็นคนเดียวในบรรดาทั้งสี่คนที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเผิงเจ๋อคุนเลย จุดเชื่อมโยงเดียวคืออาหารมื้อค่ำเมื่อวาน

       ในตอนแรกเธอก็พยายามตอบคำถามของฉินไจ้เย่อย่างเต็มที่ ทว่าเมื่อฉินไจ้เย่สั่งให้เธอเล่าเหตุการณ์ย้อนลำดับเวลา เหมียวเวยเล่าไปได้เพียงไม่กี่ประโยค อารมณ์ของเธอก็พังทลายลงทันที

       เธอไม่ได้กรีดร้องโวยวาย เพียงแต่น้ำตาไหลพรากไม่หยุดจนพูดจาไม่เป็นภาษา

       ฉินไจ้เย่ไม่ยอมเสียเวลากับเธอต่อ เขาผุดลุกขึ้นแล้วตรงไปยังห้องกักตัวของเจิงหมิงอู่

       “หลังจากที่คลับไฟดับ คุณเป็นคนเสนอให้ไปที่บ้านของเผิงเจ๋อคุนใช่ไหม?”

       “ผมเอง... แต่ผม... ผมแค่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าบ้านเขาอยู่แถวนั้น ก็เลยแค่พูดโพล่งออกมาเฉยๆ”

       ฉินไจ้เย่มองเอกสารในมือแล้วถามต่อ “ไม่ได้มีการเตี๊ยมกันล่วงหน้ากับลู่เหยียนชูหรือจี้ทิงงั้นเหรอ?”

       ประธานเจิงสูดหายใจเฮือกใหญ่ ตื่นตระหนกจนพูดพ่นน้ำลายออกมา “ไม่มีครับ ไม่มีจริงๆ! ถ้าผมรู้ว่าเผิงเจ๋อคุนเป็นสายลับ ผมจะบ้าให้เขามาเป็นรองประธานทำไม ผมนึกอยากจะไม่รู้จักเขาเลยด้วยซ้ำในชาตินี้!”

       ฉินไจ้เย่เปิดดูบันทึกปากคำก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “งั้นในฐานะที่คุณเป็นเจ้านายเขา ปกติเคยสังเกตเห็นพฤติกรรมผิดปกติอะไรบ้างไหม?”

       “ไม่เคยครับ!”

       ฉินไจ้เย่ตวัดสายตาคมปลาบขึ้นมอง “ตอบเร็วขนาดนี้ ไม่ต้องคิดหน่อยเหรอ?”

       “ผมก็บอกไปแปดร้อยรอบแล้ว...”

       การสอบปากคำเจิงหมิงอู่ดำเนินไปจนถึงกลางดึก และสิ้นสุดลงเพราะเจิงหมิงอู่สติแตกไปอีกคน เช่นเดียวกับเหมียวเวย จึงจำต้องยุติการสอบสวนไว้เพียงเท่านี้

       ในตอนนั้นลู่เหยียนชูหลับไปแล้ว ฉินไจ้เย่กำลังจะสั่งให้ผู้คุมไปปลุกคนขึ้นมา แต่เลขานุการจากห้องทำงานของผู้บัญชาการก็เคาะประตูเดินเข้ามาเสียก่อน

       “พันโทฉินครับ คนจากสถาบันวิจัยมาถึงแล้วครับ”

       คิ้วคมของฉินไจ้เย่ขยับเล็กน้อย อีกเพียงสองชั่วโมงก็จะรุ่งเช้าแล้ว ทางสถาบันวิจัยคงจะค้นพบอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก ถึงได้รีบเดินทางมาในเวลาเช่นนี้

       เขาวางของในมือลง แล้วเดินตามอีกฝ่ายไปยังห้องทำงานของผู้บัญชาการ

       ทันทีที่ถึงหน้าประตู เขาได้ยินเสียงพูดคุยจากข้างใน ดูเหมือนจะเป็นเสียงของผู้อำนวยการฉาง

       ท่านผู้บัญชาการใช้มือกุมขมับที่กำลังปวดตุบจากเสียงถกเถียง เสียงเคาะประตูดังขึ้นได้จังหวะพอดี

       “เข้ามา”

       ฉินไจ้เย่เดินเข้ามาแล้วทำความเคารพแบบทหารเป็นอันดับแรก

       ผู้บัญชาการผายมือไปทางเขา พลางกล่าวกับผู้อำนวยการฉาง “เสี่ยวฉิน คุณคงรู้จักนะ เขาคือคนรับผิดชอบงานครั้งนี้...”

       ทว่ายังไม่ทันขาดคำ ผู้อำนวยการฉางก็หันขวับมาทันที “จี้ทิงคนนั้นล่ะ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน!”

       ฉินไจ้เย่ยังคงรักษาท่าทีนิ่งสงบ ไม่ตอบคำถามโดยตรง “ตอนนี้เขายังอยู่ระหว่างการตรวจสอบครับ กระบวนการยังไม่สิ้นสุด”

       “ใครถามเรื่องกระบวนการกับแก! ฉันถามว่าตัวเขาอยู่ไหน!!” ผู้อำนวยการฉางตะคอกจนเส้นเลือดที่คอปูดโปน

       ฉินไจ้เย่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเรียบๆ “เขาปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เมื่อช่วงบ่ายผมเลยสั่งขังเดี่ยวไปแล้วครับ”

       “อะไรนะ?!”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^