ตอนที่ 81 เปิดฉากศึกชิงตัว
ตอนที่ 81 เปิดฉากศึกชิงตัว
ผู้อำนวยการฉางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ความโกรธแล่นริ้วจนเจ็บเสียดที่หน้าอก “คุณ... คุณมันเกินไปแล้วจริงๆ เขา... เขาไม่ใช่ผู้แจ้งเบาะแสหรอกเหรอ เขาช่วยทางการจับสายลับได้นะ แต่พวกคุณกลับเอาเขาไปกักขังไว้ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายโกรธจนริมฝีปากสั่นเทิ้ม ผู้บัญชาการจึงกดมือลงเบาๆ เป็นเชิงปรามพลางเอ่ยปลอบ “เหล่าฉาง ใจเย็นๆ ก่อน ในตัวจี้ทิงคนนี้มีจุดที่น่าสงสัยอยู่จริงๆ”
“สงสัยอะไร ว่ามา!”
“ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขารู้จักแบบแปลนของหั่วจินหมายเลข 5 ได้ยังไง แต่แผนผังการวางกำลังทางเรือของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่งน่ะมันคือความลับสุดยอดทางทหาร ฉันดูแล้ว แผนที่ฉบับนั้นไม่ได้ระบุเครื่องหมายอะไรไว้เลย แล้วจี้ทิงที่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เขามองปราดเดียวแล้วดูออกได้ยังไงกัน”
“งั้นความหมายของคุณก็คือ เขาเองก็เป็นสายลับด้วยงั้นสิ?” ผู้อำนวยการฉางขมวดคิ้วพลางถาม
สิ้นคำนั้น ฉินไจ้เย่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตามบันทึกถ้อยคำของกรมตำรวจเมือง จี้ทิงและลู่เหยียนชูทั้งสองคนบอกว่าพวกเขาบังเอิญพบพฤติกรรมสายลับของเผิงเจ๋อคุน ปกติแล้วใครก็ตามที่เจอสถานการณ์แบบนี้ย่อมต้องแจ้งหน่วยงานความมั่นคง แต่พวกเขากลับเลือกที่จะสืบกันเอง ยิ่งไปกว่านั้น...”
สายตาของเขาตวัดมอง แข็งกร้าวราวกับคมมีด “ในตัวของจี้ทิงอาจจะมีอาวุธชีวภาพที่ปัจจุบันยังไม่สามารถตรวจสอบพบซ่อนอยู่ด้วย”
สาเหตุที่ฉินไจ้เย่สั่งให้ค้นตัวอย่างละเอียดรอบที่สองก็เพราะเรื่องนี้ เขาไม่เชื่อว่าเสียงที่ได้ยินนั้นจะเกิดขึ้นลอยๆ และไม่เชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ดังนั้นต้องมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในร่างกายของจี้ทิงอย่างแน่นอน
เมื่อข้อสงสัยมากมายถูกกางออกมา ผู้อำนวยการฉางก็ยากที่จะโต้แย้ง “เสี่ยวฉิน เมื่อครู่ผมวู่วามไปหน่อย ผมต้องขอโทษคุณด้วย”
ในตอนที่ฉินไจ้เย่กำลังจะอ้าปากรับคำ ผู้อำนวยการฉางก็เอ่ยต่อ “แต่คุณต้องรับปากนะว่า ถ้าตรวจสอบข้อสงสัยในตัวเขาชัดเจนแล้ว ต้องรีบให้เขามาพบผมทันที”
ผู้บัญชาการเอ่ยถาม “เหล่าฉาง ทางสถาบันวิจัยของพวกคุณค้นพบอะไรเข้าอย่างนั้นเหรอ?”
“ยิ่งกว่าค้นพบเสียอีก เทคโนโลยีของจี้ทิงนั่นมันคือการก้าวกระโดดครั้งสำคัญในด้านการสื่อสารเลยล่ะ” ผู้อำนวยการฉางรู้ดีว่าพูดทฤษฎีไปพวกเขาก็คงไม่เข้าใจ จึงใช้วิธีเปรียบเทียบแทน
“เมื่อก่อนถ้าเราจะใช้วิธีนี้ล็อกสัญญาณ มันเหมือนกับการควานหาเส้นด้ายที่ถูกต้องท่ามกลางกองด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง แถมยังต้องหาให้เร็วและแม่นยำด้วย แต่สิ่งที่เขาทำขึ้นมานี้ มันเหมือนกับการทำให้ด้ายเส้นนั้นเรืองแสงขึ้นมาเอง แค่หยิบขึ้นมาก็สามารถรวบตัวคนปล่อยด้ายได้ทันที”
“ยังมีไอ้เครื่องสแกนสามมิตินั่นอีก เขาสามารถย่อส่วนมันจนเหลือแค่ในเลนส์กล้องมือถือ คุณรู้ไหมว่าเทคโนโลยีนี้มัน...”
พอเริ่มพูดเรื่องงานวิจัย ผู้อำนวยการฉางก็ร่ายยาวไม่หยุดหย่อน เขาสะกดคนทั้งสามไว้ได้นานกว่าสิบนาที แทบจะหยิบไวท์บอร์ดมาเปิดคลาสสอนเสียตรงนั้น
ฉินไจ้เย่ฟังแล้วกลับไม่ได้รู้สึกคล้อยตาม “จี้ทิงเป็นลูกชายคนเล็กของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ เทคโนโลยีพวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากบริษัทของเขาเองมากกว่า”
“เป็นไปไม่ได้!” ผู้อำนวยการฉางค้านเสียงแข็ง “ถ้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่วิจัยเทคโนโลยีที่สุดยอดขนาดนี้ออกมาจริงๆ มีหรือที่พวกเขาจะไม่จดสิทธิบัตร อีกอย่างถ้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่จดสิทธิบัตร เบื้องบนย่อมต้องสังเกตเห็น และคงรีบเสนอตัวเข้าร่วมมือไปนานแล้ว”
อย่าว่าแต่เบื้องบนเลย ถ้าเทคโนโลยีนี้เคยมีอยู่จริง มีหรือจะรอดพ้นสายตาของเขาไปได้
เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากผู้อำนวยการฉาง ผู้บัญชาการก็เริ่มรู้สึกว่าต้องให้ความสำคัญกับจี้ทิงมากขึ้น “เอาแบบนี้แล้วกัน เหล่าฉาง คุณกลับไปที่สถาบันวิจัยก่อน ไปหาอุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับอาวุธชีวภาพมา”
พูดจบเขาก็หันไปทางฉินไจ้เย่ “ส่วนคุณรีบย้ายจี้ทิงออกจากห้องขังเดี่ยวทันที สอบสวนให้ดี แต่อย่าใช้อารมณ์ส่วนตัว”
ฉินไจ้เย่ใบหน้าเรียบเฉย รับคำสั่ง “ครับ”
ผู้บัญชาการให้เลขาเดินไปส่งผู้อำนวยการฉางลงข้างล่าง เมื่อประตูปิดลง เขาเดินไปที่หน้าต่างพลางไขว้มือไว้ด้านหลัง ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเดินกลับมาที่โต๊ะแล้วยกหูโทรศัพท์ขึ้น
“ฮัลโหล เจิ้งกั๋วตง ฉันมีคนคนหนึ่งอยู่ที่นี่ นายมาหาฉันที่นี่เดี๋ยวนี้เลย”
ไม่รู้ว่าปลายสายพูดอะไรกลับมา ผู้บัญชาการเดาะลิ้นทีหนึ่ง “ยังไงก็ถือว่าฉันบอกนายแล้วนะ ถ้าถึงเวลาแล้วคนถูกสถาบัน 13 แย่งตัวไป ก็อย่ามาหาว่าฉันไม่เตือนแล้วกัน”
ตอนที่จี้ทิงเดินออกมาจากห้องขังเดี่ยว ใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับกระดาษ เจ้าหน้าที่ดูแลเข้าไปประคองที่ต้นแขน ทว่าเพียงแค่สัมผัสก็พบว่าเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ เสื้อผ้าดูเปียกชื้นจนแทบจะบิดน้ำออกมาได้
“ร่างกายคุณมีอาการอะไรผิดปกติหรือเปล่า?”
จี้ทิงส่ายหน้า น้ำเสียงแฝงความสั่นพร่าเล็กน้อย “ไม่มีครับ”
เจ้าหน้าที่ยืนยันกับเขาอีกครั้งก่อนจะกล่าว “ถ้าไม่มีปัญหา เราจะส่งคุณกลับไปยังห้องกักตัวเดี๋ยวนี้”
เมื่อกลับมายังห้องเดิม พอเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าฉินไจ้เย่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
เจ้าหน้าที่ยกเก้าอี้มาวางไว้ฝั่งตรงข้าม หลังจากจี้ทิงนั่งลง ฉินไจ้เย่ที่มองดูสภาพอันอ่อนแรงของเขา สายตาก็ฉายแววเย้ยหยันออกมา
ก่อนหน้านี้ปากแข็งนัก พอโดนไปแค่นี้กลับไม่ไหวเสียแล้ว สันดานขี้ขลาดมันแก้ไม่หายจริงๆ
ฉินไจ้เย่หยิบแบบแปลนของหั่วจินหมายเลข 5 ขึ้นมาวางบนโต๊ะตรงหน้าคนทั้งสอง “แบบแปลนนี้ นายรู้จักใช่ไหม?”
“ก่อนหน้านี้ไม่รู้จักครับ...” จี้ทิงในตอนนี้ต้องหยุดพักหายใจทุกครั้งที่พูด “แต่ผมเคยเห็นเครื่องหมายที่เผิงเจ๋อคุนทำไว้”
ฉินไจ้เย่จ้องเขาอยู่สองสามวินาที “เครื่องหมายอยู่ที่ไหน?”
“ในกระดาษแผ่นหนึ่งครับ ในนั้นมีเครื่องหมายรวมถึงแผนผังการวางกำลังด้วย ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน ผมไม่ได้หยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา มันยังอยู่ที่ห้องทำงานของเผิงเจ๋อคุน”
จี้ทิงย่อมรู้จักแบบแปลนเหล่านี้ดี แต่เรื่องกระดาษที่เขาพูดออกมานั้นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
ฉินไจ้เย่เงยหน้ามองกล้องวงจรปิด “รีบโทรศัพท์ไปยืนยันกับกรมตำรวจเมืองเดี๋ยวนี้”
“คราวนี้บอกมาซิ ว่าทำไมหลังจากที่นายกับลู่เหยียนชูพบความผิดปกติของเผิงเจ๋อคุนแล้ว ถึงเลือกที่จะไม่แจ้งตำรวจ?”
ริมฝีปากของจี้ทิงเริ่มแห้งแตก น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาไร้เรี่ยวแรงลงเรื่อยๆ “หลังจากที่เราพบว่าเผิงเจ๋อคุนวางแผนจะสอดแทรกอะไรบางอย่างลงในแผนที่ที่จะปรากฏในภาพยนตร์ ฝ่ายนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอื่นอีก เราไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม และเมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ เราจึงไม่สามารถวู่วามได้ครับ”
ฉินไจ้เย่ฟังคำให้การที่ตรงกับบันทึกถ้อยคำแบบคำต่อคำพลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “ดังนั้นเพื่อไม่ให้ไก่ตื่น นายเลยตัดสินใจหาหลักฐานด้วยตัวเองงั้นสิ?”
...
หลังจากผ่านการสอบสวนไปได้หนึ่งชั่วโมงกว่า เจิ้งกั๋วตงจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมอากาศยานและการบินก็เดินทางมาถึงกองรักษาการณ์
เลขาพาเขาไปยังห้องทำงาน ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เจิ้งกั๋วตงก็เอ่ยถามอย่างเร่งรีบ “คนคนนั้นล่ะ เขาอยู่ไหน?”
ผู้บัญชาการมองใบหน้าสีเหลืองซีดที่ดูมันแผล็บของอีกฝ่ายแล้วถามว่า “ทำไมนายถึงมาทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาแบบนี้ล่ะ?”
“ก็นายบอกให้ฉันรีบมาเดี๋ยวนี้ไม่ใช่หรือไง?”
“เอาเถอะๆ ฉันเป็นคนพูดเอง” ผู้บัญชาการเอ่ยอย่างนึกขำอย่างจนปัญญา เขาลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินอ้อมออกมา “ไป ฉันจะพานายไปดูเดี๋ยวนี้”
ในตอนนี้กระบวนการตรวจสอบจี้ทิงยังไม่สิ้นสุด ทั้งสองคนจึงต้องปฏิบัติตามกฎ โดยมุ่งหน้าไปยังห้องควบคุมวงจรปิดแทน
เมื่อหาหน้าจอของห้องกักตัวหมายเลขสองเจอ ผู้บัญชาการก็ขมวดคิ้วทันที ทำไมหน้าตาของจี้ทิงถึงดูย่ำแย่ขนาดนั้น
เขาจึงสะกิดถามเลขา “ตอนจี้ทิงเข้ามาเขาก็เป็นแบบนี้เลยเหรอ?”
“ตอนเข้ามาไม่ได้ป่วยครับ น่าจะเป็นเพราะการถูกกักในห้องขังเดี่ยว”
เจิ้งกั๋วตงใช้นิ้วดันแว่นตาพลางหรี่ตามอง “ที่นายให้ฉันมาดู... คือเด็กคนนี้เหรอ?”
ผู้บัญชาการไม่ตอบ แต่สั่งแทน “ดึงภาพจากกล้องในห้องขังเดี่ยวออกมาให้ฉันดูหน่อย”
เจ้าหน้าที่เทคนิคเคาะคีย์บอร์ดสองสามครั้งก่อนรายงาน “ผู้บัญชาการ อยู่ที่จอหมายเลขห้าครับ”
สายตาของทั้งสองเคลื่อนไปที่หน้าจอ เห็นภาพจี้ทิงที่หลังจากเข้าห้องขังเดี่ยวไปเขาก็เอาแต่ยืนดูเหมือนอารมณ์จะยังสงบอยู่
“เขายืนแบบนั้นทั้งคืนเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ หลังจากจี้ทิงนั่งลงเขาก็เริ่มพูด และพูดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาที่ออกมา”
ผู้บัญชาการพยักพเยิด “เลื่อนข้ามไปดูเร็วๆ หน่อย”
เจ้าหน้าที่ทำตามคำสั่ง แล้วหยุดภาพลงอย่างแม่นยำก่อนที่จี้ทิงจะเริ่มพูดประโยคแรก
“หั่วจินหมายเลข 5 คือขีปนาวุธฐานภาคพื้นดิน เครื่องยนต์ผ่านการผลัดเปลี่ยนเทคโนโลยีการอัดอากาศแบบแรมเจ็ทมาถึงรุ่นที่สี่...”
สิบนาทีต่อมา
“ถ้าต้องการกดดันภัยคุกคามจากเบสอีเกิล SS21 ของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระยะยิงของหั่วจินหมายเลข 5 ต้องเกินกว่าสองพันกิโลเมตร แต่เพดานเทคโนโลยีของเครื่องยนต์แรมเจ็ทในปัจจุบันติดอยู่ที่หนึ่งพันห้าร้อยกิโลเมตร ดังนั้นต้องปรับปรุงวัตถุดิบของเครื่องยนต์ โดยใช้ผงของแข็งชนิดใหม่ร่วมกับวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนเซรามิกทนความร้อนสูง”
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ แววตาของเจิ้งกั๋วตงก็เริ่มเลื่อนลอย “วัสดุ... คอมโพสิต [1] ?”
เดิมทีผู้บัญชาการฟังเรื่องพวกนี้แล้วก็รู้สึกมึนงงราวกับอยู่ในม่านหมอก แต่พอหันกลับไปมอง ก็พบว่าเจิ้งกั๋วตงกำลังหายใจหอบถี่ ใบหน้าแดงแจ๋ฉีดพล่านไปด้วยเลือด ร่างกายโอนเอนไปมาทำท่าเหมือนจะสลบลงไปเสียตรงนั้น
เชิงอรรถ
[1] วัสดุคอมโพสิต คือ วัสดุที่เกิดจากการนำวัสดุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปที่มีสมบัติทางกายภาพหรือเคมีต่างกันมาผสมรวมกัน
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^