ตอนที่ 82 ความโกรธของจี้เยี่ยนจื๋อ
ตอนที่ 82 ความโกรธของจี้เยี่ยนจื๋อ
“เจิ้งกั๋วตง นายไม่...”
“อย่าเพิ่งพูด!” เจิ้งกั๋วตงไม่แม้แต่จะหันมอง สองตาจ้องเขม็งไปที่หน้าจอ “รีบ...รีบย้อนกลับไปเดี๋ยวนี้”
เจ้าหน้าที่เทคนิคหันไปมองผู้บัญชาการ เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าจึงถามขึ้น “ย้อนกลับไปกี่นาทีครับ?”
เจิ้งกั๋วตงร้อนใจจนทนไม่ไหว เขาถลาเข้าไปที่หน้าแผงควบคุมเสียเอง “ฉันจัดการเอง นายไปทำส่วนของนายเถอะ”
ผู้บัญชาการกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่ที่ถูกเบียดออกมา ก่อนจะพาเลขาเดินออกไปด้านนอก
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน เลขาครุ่นคิดมาตลอดทางก่อนจะเปิดปากถาม “ผู้บัญชาการครับ เรื่องจี้ทิงคนนั้น...”
เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค แต่ทั้งคู่ต่างรู้กันดีอยู่ในใจ
เหตุผลที่จี้ทิงพูดเรื่องเหล่านั้นออกมาในห้องกักตัวเพียงลำพัง ก็เพราะเทคโนโลยีที่สามารถดึงดูดความสนใจได้ทั้งจากผู้อำนวยการฉางและเจิ้งกั๋วตงนั้น ลำพังเพียงแค่ทฤษฎีของมันก็นับว่าสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการแล้ว นี่คือการพิสูจน์ตนเอง และยังเป็นการช่วยเหลือตนเองของเขาอีกด้วย
ผู้บัญชาการนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณไปเตือนฉินไจ้เย่ การตรวจสอบให้ดำเนินต่อไปได้ แต่ขั้นตอนต้องถูกต้องตามระเบียบ ถ้าถึงเวลาพักก็ต้องให้พัก ถึงเวลาทานข้าวก็ต้องให้ทาน การปฏิบัติต่อผู้ถูกกักตัวต้องเป็นไปตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด”
“ครับ”
เลขาไปแจ้งความที่ห้องกักตัวแล้ว ทว่าทางด้านฉินไจ้เย่กลับไม่ได้หยุดมือ การซักถามจี้ทิงยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเที่ยง
ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่คุมตัวเห็นว่าจี้ทิงสีหน้าย่ำแย่มาก จึงเสนอให้พักสักครู่ แต่กลับถูกฉินไจ้เย่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
อีกสักพักเขาต้องไปสอบปากคำลู่เหยียนชูต่อ หลังจากสอบปากคำจี้ทิงเสร็จ เขาถึงจะนำคำให้การของทั้งสองฝ่ายมาเทียบเคียงกันได้ว่ามีจุดไหนคลาดเคลื่อนหรือไม่ เขาจะมัวมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระไม่ได้
ตอนนี้จี้ทิงใบหน้าขาวซีดเผือด หยาดเหงื่อผุดพรายเต็มหน้าผาก นิ้วมือที่กำแน่นตลอดเวลาบ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังอดทนต่อความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
ฉินไจ้เย่ยังคงรุกถามคำถามใหม่ จี้ทิงเริ่มหายใจขาดช่วงสั้นลงเรื่อยๆ เขาพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก “ผม... ผมขอใช้สิทธิ์พักผ่อน”
ฉินไจ้เย่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าตอบด้วยเสียงเย็นชา “ถามจบแล้วค่อยว่ากัน”
“ตามระเบียบการดูแลผู้ถูกกักตัว การซักถามในหนึ่งวัน ระยะเวลาต้องไม่...”
ฉินไจ้เย่เหลือบตาขึ้นมองด้วยสายตาไร้ความรู้สึก พลางเอ่ยขัดจังหวะ “ในเมื่อยังมีแรงท่องระเบียบได้ ก็เอาสมองส่วนนั้นมาตอบคำถามของฉันซะ”
ร่างกายท่อนบนของจี้ทิงเอนงอคุดคู้ลงไปแล้ว เขาเอ่ยตะกุกตะกัก “ผมไม่ไหว...จริงๆ ...”
สิ้นคำพูดนั้น ร่างทั้งร่างของเขาก็พลันพลัดตกจากเก้าอี้ ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง
เจ้าหน้าที่รีบทรุดตัวลงตรวจอาการ “จี้ทิงๆ!”
ฉินไจ้เย่ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบนเพื่อประเมินว่าการหมดสติครั้งนี้เป็นเรื่องจริงหรือการแสดง จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นรายงาน “พันโทฉินครับ เขา...”
“ไปตามหมอมา”
พูดจบเขาก็หยิบของบนโต๊ะ เดินออกจากห้องกักตัวไปทันที
...
ภายในห้องทำงานผู้บัญชาการ เมื่อได้ยินรายงานจากเลขา เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น “คุณบอกว่าใครมานะ?”
“รองประธานฝ่ายการเมืองเสิ่น ประจำกองพลทหารที่ 65 ครับ”
ในเมื่อไม่มีคำสั่งเคลื่อนย้าย และไม่มีภารกิจเร่งด่วน ทำไมเสิ่นหลินถึงมาที่นี่กะทันหันกัน...
ผู้บัญชาการครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนสั่ง “เชิญเขาเข้ามา”
ไม่นานนักเสิ่นหลินก็ถูกเชิญเข้ามา ผู้บัญชาการยืนขึ้นยิ้มต้อนรับพร้อมกับจับมือกันแน่น
“คุณพ่อมักจะพูดถึงคุณที่บ้านเสมอครับ ท่านยังจำได้ว่าช่วงไหว้พระจันทร์เมื่อปีก่อนที่คุณไปทานข้าวที่บ้าน ยังเหลือเหล้าเหมาไถ [1] อีกครึ่งขวดที่ยังดื่มไม่หมดนะครับ”
ผู้บัญชาการโบกมือพลางกล่าว “พูดแบบนี้ผมก็ละอายใจ ปีที่แล้วผมงานยุ่งตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปี ไม่มีเวลาไปเยี่ยมท่านอดีตเสนาธิการเลย”
ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อย เมื่อนั่งลงแล้ว ผู้บัญชาการก็เข้าเรื่องทันที “ถ้าที่บ้านมีเรื่องอะไร คุณพูดมาได้เลย อะไรที่ผมพอจะช่วยได้ ผมไม่เกี่ยงแน่นอน”
คำว่า ‘เรื่องที่บ้าน’ เป็นการแบ่งแยกชัดเจนว่าเรื่องงานส่วนงาน เรื่องส่วนตัวก็คือส่วนตัว
เสิ่นหลินเผยรอยยิ้มขื่นอย่างจนใจ “เป็นเรื่องที่บ้านจริงๆ ครับ ผู้บัญชาการจ้าวคงทราบดี บ้านผมมีน้องเล็กอยู่คนหนึ่ง เป็นลูกหลงของคุณพ่อคุณแม่ ท่านทั้งสองรักใคร่เอ็นดูเหมือนแก้วตาดวงใจ”
“หลายปีมานี้เขาแง่งอนกับทางบ้าน เฮ้อ...” เขาถอนหายใจ ท่าทางเหมือนมีเรื่องที่ไม่ขอพูดถึงจะดีกว่า “น้องชายคนนี้อุตส่าห์ยอมบากหน้ามาขอร้องผมทั้งที ผมก็ไม่มีทางเลือกจริงๆ เลยต้องขออนุญาตมารบกวนคุณถึงที่นี่ครับ”
“คุณสองคนก็เหมือนหลานชายแท้ๆ ของผม ไม่เป็นไร มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
เสิ่นหลินนิ่งไปอึดใจก่อนจะกล่าวว่า “เสิ่นมู่หลานมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อจี้ทิง ได้ยินว่าเขาเข้าไปพัวพันในคดีของฝ่ายความมั่นคง และถูกส่งตัวมาซักถามที่นี่ครับ”
ทำไมถึงเป็นจี้ทิงอีกแล้ว?
หัวคิ้วของผู้บัญชาการกระตุกวูบ เขานิ่งไปหลายวินาที “มีเรื่องนี้จริง แต่ว่า...”
“คุณวางใจได้ครับ ผมรู้ระเบียบวินัยดี จะไม่ทำให้คุณต้องลำบากใจแน่นอน” เสิ่นหลินแสดงจุดยืนชัดเจนก่อนจะเสริม “เสิ่นมู่หลานแค่ฝากมาถามว่า การซักถามต้องใช้เวลาประมาณกี่วัน เขาจะได้พอทำใจไว้บ้างครับ”
ในขณะที่ผู้บัญชาการกำลังชั่งใจว่าจะตอบอย่างไร เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้ง
“เข้ามา”
เลขาผลักประตูเข้ามา รายงานว่า “ผู้บัญชาการครับ ผู้อำนวยการฉางให้คนขนอุปกรณ์มาแล้ว บอกว่าจะมาตรวจ... ให้จี้ทิงครับ”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เจ้าหน้าที่คุมตัวจากห้องกักตัวหมายเลขสองก็วิ่งหน้าตั้งมาถึงหน้าประตู “ผู้บัญชาการครับ จี้ทิงเป็นลมหมดสติไประหว่างการซักถาม หมอหลิวดูอาการแล้วบอกว่าต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันทีครับ”
หัวคิ้วผู้บัญชาการขมวดปมแน่น เขาลุกพรวดขึ้นจากโซฟา “เป็นลมได้ยังไง ผมบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้ระวังเรื่องระเบียบการซักถาม!”
เจ้าหน้าที่ตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ “คือ... คือพันโทฉินเขา...”
ผู้บัญชาการสะบัดมือด้วยความโกรธ “เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน รีบหารถส่งเขาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้!”
เสิ่นหลินฉวยจังหวะที่ทั้งสองคุยกัน หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งข้อความหาเสิ่นมู่หลานทันที
...
หนึ่งชั่วโมงต่อมา
ณ ลานจอดรถของโรงพยาบาลตำรวจพลร่ม เสิ่นมู่หลานวิ่งเหยาะๆ เพื่อที่จะตามจี้เยี่ยนจื๋อให้ทัน “จี้เยี่ยนจื๋อ พี่ชายฉันบอกว่าจี้ทิงตรวจร่างกายเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังรอผลอยู่”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้เอ่ยคำใด เงาทึมมืดปกคลุมอยู่ในแววตา ราวกับพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังตั้งเค้า
ทั้งสองก้าวฉับๆ เข้าไปในอาคารผู้ป่วย เมื่อลิฟต์ถึงชั้นสิบสาม ทันทีที่ประตูเปิดออก ก็เห็นเจ้าหน้าที่สองนายยืนตัวตรงแน่วอยู่หน้าห้องผู้ป่วย
จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจลึก สะกดกลั้นอารมณ์พลางก้าวเข้าไปหา “ผมจี้เยี่ยนจื๋อ พี่ชายของจี้ทิง ผมขอเข้าเยี่ยมเขาหน่อย”
เจ้าหน้าที่มองตรงไปข้างหน้าพลางตอบกลับ “ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้เข้าเยี่ยม ห้ามเข้าเด็ดขาดครับ”
ในลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับมีเปลวไฟจวนเจียนจะพลุ่งพล่าน ตอนนั้นเองเสิ่นมู่หลานรีบคว้าต้นแขนของเขาไว้ “นายอย่าเพิ่งวู่วาม เดี๋ยวฉันโทรหาพี่ชายให้เขาช่วยหาทางดู”
เขาดึงตัวจี้เยี่ยนจื๋อออกมาด้านข้าง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์โทรหาเสิ่นหลิน
ประมาณสิบห้านาทีต่อมา เสิ่นหลินและประธานฝ่ายการเมืองเหยียนจากเขตป้องกันทหารก็ก้าวออกมาจากลิฟต์
เสิ่นหลินช่วยแนะนำทั้งสองฝ่าย “ท่านนี้คือพี่ชายคนโตของจี้ทิง และเป็นประธานของกลุ่มบริษัทซื่อลี่ จี้เยี่ยนจื๋อครับ”
ประธานเหยียนยื่นมือออกไป “สวัสดีครับ”
ทว่าจี้เยี่ยนจื๋อกลับไม่ยื่นมือไปจับ ดวงตาคมกริบของเขาเย็นเยียบราวกับแช่ในน้ำแข็ง “จี้ทิงเป็นทั้งผู้แจ้งเบาะแสและพยาน ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน เขาก็ควรได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด เพราะงั้น คุณช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมว่า ทำไมเขาถึงต้องเข้าโรงพยาบาลในสภาพนี้?”
ประธานเหยียนชักมือกลับ พลางกระแอมเล็กน้อย “เรื่องนี้เป็นเพราะวินัยในกองทัพของเรามีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องของจี้ทิง เราจะให้คำ...”
จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยขัดขึ้นทันควัน เน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ผมต้องการพบจี้ทิง เดี๋ยวนี้”
เชิงอรรถ
[1] เหล้าเหมาไถ (茅台酒) คือเหล้าประจำชาติและเหล้าที่ใช้ในงานเลี้ยงรับรองระดับสูง
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^