ตอนที่ 83 วางมวยในห้องพักผู้ป่วย
ตอนที่ 83 วางมวยในห้องพักผู้ป่วย
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันควัน เมื่อเห็นว่าประธานเหยียนเริ่มจะตกที่นั่งลำบาก เสิ่นหลินจึงเอ่ยขึ้นเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์
“ผมเองก็เป็นพี่ชายคนหนึ่งเหมือนกัน ความรู้สึกของเสี่ยวจี้ผมพอจะเข้าใจได้ เรื่องของจี้ทิงคงยังตัดสินไม่ได้ในเวลาสั้นๆ นี้ เพราะงั้นประธานเหยียนครับ เราให้เสี่ยวจี้เข้าไปเยี่ยมน้องชายก่อนดีไหม?”
ในเมื่อมีคนยื่นบันไดมาให้ ประธานเหยียนจึงรีบก้าวลงทันที เขาเรียกทหารยามที่เฝ้าหน้าห้องพักผู้ป่วยให้หลีกทาง
ทันทีที่บานประตูห้องพักปิดลง ฝีเท้าที่เคยหนักแน่นของจี้เยี่ยนจื๋อก็ค่อยๆ แผ่วเบาลง ทว่าเมื่อเดินมาถึงข้างเตียง มือที่ทิ้งตัวอยู่ข้างกายกลับกำแน่นจนกลายเป็นหมัด
จี้ทิงที่นอนอยู่บนเตียงยังคงไม่ได้สติ ใบหน้าภายใต้หน้ากากออกซิเจนดูซูบซีด ร่างทั้งร่างดูบอบบางราวกับแผ่นกระดาษ
ความหงุดหงิดพลันจู่โจมเข้ามาในหัวใจของจี้เยี่ยนจื๋ออย่างไม่ทันตั้งตัว เขาบอกไม่ถูกว่ามันคือความโกรธหรือความว้าวุ่นกันแน่ แต่มันรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกราวกับถูกขังอยู่ในซึ้งนึ่ง
เขาผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับต้องเค้นมันออกมาจากส่วนลึกของร่างกาย
“นายเก่งนักไม่ใช่เหรอ อยู่บ้านเถียงฉันได้เป็นฉากๆ พอออกมาข้างนอกกลับกลายเป็นคนใบ้ไปได้”
“ไม่มีปากหรือไง ทำไมไม่บอกพวกเขาล่ะว่าร่างกายตัวเองไม่ไหวแล้ว ฉันเคยเตือนแล้วใช่ไหมว่าอย่าเข้าไปยุ่งเรื่องของลู่เหยียนชู...”
ลำคอของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกก้อนสำลีอุดไว้ คำพูดที่แสนเย็นชาและแข็งกร้าวเหล่านั้นถูกกักขังอยู่ภายในจนไม่อาจเอ่ยออกมาได้แม้แต่คำเดียว
เขายืนนิ่งอยู่ข้างเตียง จ้องมองจี้ทิงอยู่อย่างนั้นโดยไม่วางตา ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขาจึงโน้มตัวลงแล้วใช่มือกดลงบนไหล่ของจี้ทิงเบาๆ ผ่านผ้าห่ม
“พี่อยู่นี่แล้ว จะไม่มีใครกล้ารังแกนายได้อีก”
ครู่ต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกจากห้องพักผู้ป่วย และตรงไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลเพื่อขอทราบผลตรวจของจี้ทิง
ทว่าเขากลับได้รับคำตอบจากทางโรงพยาบาลว่า ทันทีที่ผลตรวจออก ทางกองทัพก็นำผลนั้นออกไปทันที
เสิ่นมู่หลานซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ลอบกลืนน้ำลาย ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังยืนอยู่ตรงปากปล่องภูเขาไฟ
จี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา เขาเพียงแต่มองไปที่เสิ่นมู่หลานด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย “ประธานเหยียนคนนั้นล่ะ”
“ไปแล้ว แต่พี่ชายฉันยังอยู่นะ นายจะลองถามสถานการณ์จากเขาดูก่อนไหม?”
“อืม”
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ปัง!
เสียงผู้บัญชาการฟาดแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอย่างแรง
เขามองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาเกรี้ยวกราด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์ “ผมเคยบอกคุณแล้วใช่ไหมว่ากระบวนการสอบสวนต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย แล้วดูสิ่งที่คุณทำสิ!”
ใบหน้าของฉินไจ้เย่ไม่มีร่องรอยของความรู้สึกใดๆ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “กระบวนการสอบสวนไม่มีการละเมิดระเบียบ ผมเพียงแต่บีบอัดเวลาการสอบสวนให้อยู่ในขอบเขตที่ควบคุมได้เท่านั้น”
“ขอบเขตที่ควบคุมได้งั้นเหรอ ขอบเขตที่คุณว่าหมายถึงอารมณ์ส่วนตัวของคุณน่ะสิ!” ผู้บัญชาการเคาะโต๊ะเสียงดัง ปลายนิ้วแทบจะทิ่มทะลุเนื้อไม้ “คุณดูสิ่งที่เจ้าหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์เขียนไว้ในบันทึกนี่ซะก่อน!”
“รับทราบครับ”
ฉินไจ้เย่ก้าวไปข้างหน้าแล้วหยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา กวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะเอ่ย “ในบันทึกมีจุดที่คลาดเคลื่อนอยู่สองประการครับ”
“ว่ามา!”
“หนึ่ง ในการสอบสวนครั้งแรก จี้ทิงมีท่าทีไม่ให้ความร่วมมือ ผมจึงเพิ่มเวลาการสอบสวนตามระเบียบข้อบังคับ ไม่ได้เป็นการทำผิดกฎครับ”
“สอง เรื่องที่ผมไม่ให้จี้ทิงพักผ่อน เป็นเพราะเขามีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอในห้องเดี่ยวเมื่อคืนนี้แล้ว ผมไม่ได้จงใจ...”
“โธ่เว้ย! พักผ่อนบ้าอะไรกัน!!” ผู้บัญชาการระเบิดคำหยาบออกมาด้วยความโมโหจนต้องลุกขึ้นยืนตบโต๊ะ “คุณขังเขาไว้ในห้องเดี่ยว คุณได้ดูจอมอนิเตอร์บ้างไหม ถ้านับรวมคืนก่อนหน้านั้นด้วย เขาไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดสองวันสองคืนก่อนจะหมดสติไป คุณกะจะให้เขาตายคากองรักษาการณ์เลยหรือไง?”
“แค่ไม่ได้นอนสองวันสองคืน ไม่ถึงตายหรอกครับ” ฉินไจ้เย่ตอบ เขามองว่าตนเองเพียงแค่พูดความจริงตามหลักการเท่านั้น
คำพูดนั้นทำให้ผู้บัญชาการถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความขุ่นเคือง เขามองฉินไจ้เย่พลางเอ่ย “จนถึงตอนนี้คุณยังไม่รู้ซึ้งถึงความรุนแรงของเรื่องนี้เลยใช่ไหม ผมจะบอกให้ชัดๆ เลยนะ ถ้าเขาเป็นอะไรขึ้นมา คุณเองก็จบเห่เหมือนกัน”
แววตาของฉินไจ้เย่เคร่งขรึมลง “ผมยืนยันว่าผมไม่ได้ทำผิดระเบียบครับ”
ผู้บัญชาการสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะผ่อนออกมา ราวกับเหนื่อยหน่ายที่จะโกรธเคือง เขาหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง “นี่ยังไม่เชื่ออีกใช่ไหม งั้นคุณก็ไปดูที่โรงพยาบาลซะสิ คนจากสถาบันวิจัย 13 และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สลับเวรกันไปรออยู่ที่นั่น ลองถามพวกเขาดูสิว่าทำไมถึงไม่ยอมทำงานวิจัย แต่กลับไปนั่งเสียเวลาอยู่ที่นั่นกันหมด”
“รับทราบครับ” ฉินไจ้เย่ทำความเคารพแบบทหารก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
ทว่าในตอนที่เขากำลังจะเปิดประตู ผู้บัญชาการก็เรียกเขาไว้ “เสี่ยวฉิน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือความถูกต้อง เรื่องนี้คุณเป็นฝ่ายผิด ไปถึงโรงพยาบาลแล้วก็ขอโทษจี้ทิงเขาดีๆ แสดงความจริงใจหน่อย”
ฉินไจ้เย่ไม่ได้ตอบคำใด เขาปิดประตูแล้วเดินจากไป
...
ตอนเที่ยง เสิ่นมู่หลานหิ้วข้าวแกงกะหรี่ที่ทำเองมายังโรงพยาบาล
เมื่อเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย เขาดูอาการของจี้ทิงก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงหันไปถามจี้เยี่ยนจื๋อ “เป็นยังไงบ้าง คุณหมอแจ้งผลตรวจหรือยัง?”
“อืม”
ผลตรวจของจี้ทิงไม่มีปัญหาอะไรที่น่ากังวลนัก เพียงแต่ตอนที่ส่งมาถึงโรงพยาบาลความดันต่ำมาก มีอาการหายใจเร็วเกินไปและภาวะขาดน้ำ
เมื่อได้ยินดังนั้น เสิ่นมู่หลานก็ขมวดคิ้ว “ในเมื่อเป็นแบบนั้น แล้วทำไมเสี่ยวทิงยังไม่ฟื้นอีกล่ะ?”
“ตั้งแต่สถานีตำรวจไปจนถึงกองรักษาการณ์ เขาไม่ได้นอนเลยตลอดสองวันสองคืน เพราะต้องถูกสอบสวนอยู่ตลอดเวลา” น้ำเสียงของจี้เยี่ยนจื๋อหนักอึ้งและเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ การสอบสวนก็ต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนบ้างสิ ไม่ยอมให้คนนอนเนี่ยนะ เกินไปจริงๆ”
จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย “เรื่องที่นายช่วยไว้ ฉันยังไม่ได้ขอบคุณเลย ฝากขอบคุณพี่ชายนายด้วยนะ”
“โถ่ เรื่องแค่นี้เองไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า” เสิ่นมู่หลานเอ่ยจบก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง “อ้อ จริงสิ พี่ชายฉันบอกว่าเบื้องบนส่งคนมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว คาดว่าภายในหนึ่งถึงสองวันนี้น่าจะมีผลสรุปออกมา”
“เขายังบอกอีกว่า เรื่องนี้ยังไงทางกองรักษาการณ์ก็ต้องให้คำอธิบายที่ชัดเจน วันนี้อาจจะมีคนมาเยี่ยมจี้ทิงด้วย”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบราวกับคมมีด “พวกเขายังกล้ามาอีกเหรอ?”
“เขาก็ต้องมาแสดงท่าทีรับผิดชอบหน่อยน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าพวกเขามาจริงๆ นายก็ไม่ต้องเกรงใจก็ได้”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น “ดี ฉันก็จะรอดู”
เสิ่นมู่หลานหยิบกล่องข้าวออกจากถุงเก็บความร้อน เปิดฝาแล้วยกไปวางที่ข้างเตียง “เสี่ยวจี้ทิง นี่คือข้าวแกงกะหรี่ของโปรดนายนะ อยากตื่นขึ้นมาทานสักคำสองคำไหม?”
“เสิ่นมู่หลาน” จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “ถ้านายจะกินก็ก้มหน้าก้มตากินไป อย่าไปกวนเขา”
เสิ่นมู่หลานเดาะลิ้น “ฉันจะไปกวนได้ยังไง...”
ยังไม่ทันขาดคำ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นหนึ่งครั้ง และในวินาทีต่อมา ประตูก็ถูกผลักเปิดเข้ามาทันที
จากนั้นฉินไจ้เย่ก้าวเข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่เขาเห็นคือจี้เยี่ยนจื๋อที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง และอีกฝ่ายก็ลุกขึ้นยืนทันทีที่เห็นหน้าเขา
“ฉินไจ้เย่?” จี้เยี่ยนจื๋อสายตาคมกริบ เขาขมวดคิ้วแน่น “นายมาได้ยังไง...”
ทันใดนั้น ราวกับเขานึกอะไรขึ้นมาได้ แววตาพลันฉายแววเย็นยะเยือกไปถึงกระดูก “นายคือคนที่มาเยี่ยมนั่นเองเหรอ?”
ฉินไจ้เย่ไม่ได้แสดงท่าทีเกรงกลัว เขาเบือนสายตาไปมองที่เตียงผู้ป่วยด้วยท่าทีนิ่งเฉย “เขาฟื้นหรือยัง?”
ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อมืดครึ้มลง มัดกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างเกร็งเขม็ง “ฉันถามนาย ว่าใช่นายหรือเปล่า”
“ใช่” ฉินไจ้เย่สบตาเขาตรงๆ ราวกับผู้ที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด “และฉันก็เป็นคนสอบสวนเขาเองด้วย”
โครม! เสียงดังสนั่น เมื่อโต๊ะข้างหน้าต่างถูกเหวี่ยงลงกับพื้น
ฉินไจ้เย่ยกมือขึ้นปัดสิ่งของที่กระเด็นเข้าใส่ ทว่าในวินาทีต่อมา หมัดหนักๆ ก็พุ่งเข้าปะทะที่แก้มขวาของเขาอย่างจัง
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^