ตอนที่ 84 ไม่สามารถพูดได้แล้ว
ตอนที่ 84 ไม่สามารถพูดได้แล้ว
เพียงหมัดเดียวย่อมไม่อาจดับไฟแค้นในใจของจี้เยี่ยนจื๋อลงได้ ทว่าในจังหวะที่เขาเงื้อหมัดจะเหวี่ยงใส่เป็นครั้งที่สอง ข้อมือของเขากลับถูกฉินไจ้เย่คว้าเอาไว้
“หมัดเมื่อกี้ ถือว่าฉันชดใช้คืนให้ตระกูลจี้ก็แล้วกัน” รอยบวมแดงเริ่มปรากฏชัดที่มุมปากของฉินไจ้เย่ แต่น้ำเสียงที่ใช้ยังคงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย
คำพูดนั้นไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันลงบนกองไฟ โทสะในใจจี้เยี่ยนจื๋อพลุ่งพล่านขึ้นอีกหลายเท่าตัว เขาสะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุมทันควัน ก่อนจะยื่นมือทั้งสองไปกระชากคอเสื้อฉินไจ้เย่แล้วเบี่ยงตัวสลับทิศทาง ทุ่มร่างของอีกฝ่ายข้ามไหล่ลงพื้นอย่างรุนแรง
ฉินไจ้เย่ผ่านการฝึกฝนในกองทัพมาหลายปี ทักษะการต่อสู้ย่อมเหนือชั้นกว่าจี้เยี่ยนจื๋อที่ฝึกเพียงยิวยิตสู ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะออกแรงส่งจากน่อง ขาอีกข้างกลับถูกเตะตัดจนเสียหลักพ่ายแพ้ต่อแรงโน้มถ่วง ร่างของฉินไจ้เย่จึงกระแทกพื้นเข้าอย่างจัง
จี้เยี่ยนจื๋อยังไม่หายแค้น เขาตั้งท่าจะกระชากร่างนั้นขึ้นมาจากพื้นอีกรอบ แต่เสิ่นมู่หลานรีบโผเข้ามาสวมกอดเอวเขาไว้แน่น “ใจเย็นๆ สิ อย่าสู้กันเลย ที่นี่มันโรงพยาบาลนะ!”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะแกะท่อนแขนที่รัดเอวเขาไว้ออก เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉินไจ้เย่หยัดกายลุกขึ้นยืนได้พอดี เขาปรายตามองเสิ่นมู่หลานด้วยสายตาเย็นเยียบพลางตระหนักได้ว่า ลูกเตะเมื่อครู่ที่ขัดขาเขาไว้ก็คือฝีมือของคนผู้นี้นี่เอง
“นายใช้อำนาจส่วนตัวแก้แค้นจนจี้ทิงต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ยังกล้าเสนอหน้ามาที่นี่อีกเหรอ?!” เปลวเพลิงที่เผาไหม้อยู่ในอกของจี้เยี่ยนจื๋อ ลามไปถึงดวงตาที่จ้องเขม็ง “ฉันจะบอกอะไรให้นะฉินไจ้เย่ ถ้าคิดจะใช้คำขอโทษเพียงคำเดียวมาปิดเรื่องนี้ให้จบลงง่ายๆ แล้วล่ะก็ ฝันไปเถอะ!”
“ฉันไม่ได้ใช้อำนาจส่วนตัวแก้แค้น” ฉินไจ้เย่เอ่ยตอบโดยปราศจากอารมณ์ใดๆ
“นาย...”
จี้เยี่ยนจื๋อทำท่าจะพุ่งเข้าไปอีกครั้ง จนเสิ่นมู่หลานต้องรีบกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพลางตะโกนใส่ฉินไจ้เย่ “นายก็รีบออกไปสิ! อยากจะให้ตีกันจนตายไปข้างหนึ่งเลยหรือไง?”
ฉินไจ้เย่มองคนทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อแกะแขนที่พันธนาการเอวออกได้สำเร็จและตั้งท่าจะตามไป เสิ่นมู่หลานก็ตะคอกปรามไว้ทันที “นายจะไปตีเขาให้ได้อะไรขึ้นมา ถ้าอยากให้เขาทรมาน นายก็ต้องทำให้เขาเป็นฝ่ายมาคุกเข่าอ้อนวอนนายนู่น!”
ฝีเท้าของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักงัน เสิ่นมู่หลานจึงอาศัยจังหวะนั้นก้าวมาขวางหน้าเขาไว้ “ยังไงฉินไจ้เย่ก็เป็นถึงพันโท มีสายสะพายมียศติดตัว วินัยทหารน่ะ...”
จี้เยี่ยนจื๋อตัดบทอย่างเกรี้ยวกราด “เป็นพันโทแล้วยังไง คิดว่าฉันจะกลัวเขาเหรอ?”
“ใช่ เขาสมควรโดนต่อยจริงๆ นั่นแหละ” เสิ่นมู่หลานพยายามโน้มน้าวด้วยเหตุผลอย่างสุดความสามารถ
“แต่นายลองคิดดูนะ ตอนนี้กองทัพติดค้างความเป็นธรรมให้กับเสี่ยวทิงอยู่ ถ้านายซัดฉินไจ้เย่จนปางตายวันนี้ นายอาจจะสะใจ แต่ประธานเหยียนก็จะมองว่าเรื่องนี้จบกันไปแล้ว ในเมื่อคนก็โดนอัดไปแล้วจะเอาอะไรอีก ต่อให้ผิดจริง แต่กองทัพก็คงไม่สั่งประหารคนระดับเขาเพื่อเอาใจนายหรอก”
เมื่อได้ฟังคำเตือนสติ สติสัมปชัญญะของจี้เยี่ยนจื๋อที่เคยเตลิดไปพร้อมกับอะดรีนาลีนก็ค่อยๆ คืนกลับมา เขาระบายลมหายใจยาวพลางลดฝีเท้าลง แล้วหันกลับไปที่เตียงเพื่อดูอาการของจี้ทิง
เสิ่นมู่หลานเห็นดังนั้นจึงแค่นเสียงหัวเราะ “เพิ่งจะมานึกถึงน้องได้เหรอ ตอนเอาแก้วปาใส่เมื่อกี้ เคยคิดบ้างไหมว่าถ้ามันพลาดไปโดนเสี่ยวทิงจะทำยังไง?”
“ไม่มีทาง ฉันเล็งไว้แล้ว” จี้เยี่ยนจื๋อกล่าวพลางหยิบถ้วยตวงที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา เขาใช้คอตตอนบัดชุบน้ำเกลือเล็กน้อยแล้วค่อยๆ บรรจงเช็ดลงบนริมฝีปากของจี้ทิง
หลังจากวางถ้วยยาคืนที่เดิม เขาก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันจะเดินเรื่องย้ายโรงพยาบาลให้จี้ทิง”
เสิ่นมู่หลานเม้มปากครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “ก็ดีเหมือนกัน ขืนอยู่ที่นี่ต่อ เดี๋ยวก็มีคนแวะเวียนมารบกวนไม่เว้นแต่ละวัน เสี่ยวทิงจะไม่ได้พักผ่อนเอา”
พูดถึงตรงนี้ เขาก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ “จริงสิ คนจากกองทัพมาเยี่ยมก็พอเข้าใจได้ แต่พวกจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมอากาศยานและการบินนั่นทำไมถึงขยันมากันทุกวันเลยล่ะ เรื่องนี้คงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วยหรอกนะ?”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
เมื่อวานมีรองผู้อำนวยการแซ่เจิ้งมาเฝ้าอยู่หน้าห้อง พอเขาเดินออกมา อีกฝ่ายทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นจี้เยี่ยนจื๋อไม่มีกะจิตกะใจจะฟัง จึงเดินเลี่ยงออกมาทันที
เสิ่นมู่หลานหรี่ตาลง “อืม... ฉันว่าคงต้องลองถามพี่ใหญ่ดูหน่อยแล้ว เผื่อว่าจะมีเรื่องอะไรที่เรายังไม่รู้ซ่อนอยู่”
จี้เยี่ยนจื๋อได้ยินดังนั้นจึงหันมามองเขา “มู่หลาน เรื่องของเสี่ยวทิงก็ทำให้นายลำบากใจมากพอแล้ว ถ้ายังไง...”
“โธ่” เสิ่นมู่หลานโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “ฉันยอมลดตัวติดต่อที่บ้านไปแล้ว จะเพิ่มอีกเรื่องจะเป็นไรไป?”
พูดจบเขาก็เลิกคิ้วหยอกล้อ “หรือเพื่อเป็นการตอบแทนความปรารถนาดีอันลึกซึ้งนี้ นายจะโอนเงินเข้าบัญชีฉันสักร้อยล้านดีล่ะ?”
จี้เยี่ยนจื๋อกำลังจะอ้าปากตอบ ทว่าสุ้มเสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในโสตประสาทอย่างกะทันหัน
[อะไรกัน... ร้อยล้าน...]
หัวใจจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ เขาหันขวับไปมองที่เตียงผู้ป่วยทันที
ตอนนั้นเอง จี้ทิงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นเล็กน้อย ทว่าภาพที่เห็นยังคงพร่าเลือน มีเพียงเงาร่างคนรางๆ เท่านั้น
“จี้ทิง... จี้ทิง?” จี้เยี่ยนจื๋อโน้มตัวลงเรียก
จี้ทิงพยายามขยับปากแต่กลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วแน่นก่อนจะกดกริ่งเรียกพยาบาล
หมอรีบรุดเข้ามาในห้องทันที พยาบาลเชิญคนทั้งสองออกไปด้านนอกเพื่อขอตรวจอาการ
ทั้งคู่รออยู่ที่ทางเดินนานเกือบครึ่งชั่วโมง จี้เยี่ยนจื๋อคอยมองผ่านกระจกหน้าต่างประตูเข้าไปเป็นระยะ แต่ก็เห็นเพียงปลายเตียงเท่านั้น
เสิ่นมู่หลานตบบ่าเขาเบาๆ เป็นการปลอบประโลม “ในเมื่อเสี่ยวทิงฟื้นแล้ว คงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก อย่ากังวลไปเลย”
จี้เยี่ยนจื๋อผ่อนลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งให้เลขาเตรียมการเรื่องย้ายโรงพยาบาล
[ดูเหมือนว่าฉันจะ...]
เสียงในใจที่ดังขึ้นทำให้นิ้วที่กำลังพิมพ์ข้อความชะงักกึก
[พูดไม่ได้แล้ว]
ความคิดของจี้เยี่ยนจื๋อพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ แววตาแข็งค้างราวกับถูกแช่แข็งไว้
พูดไม่ได้งั้นเหรอ หมายความว่ายังไง? ลำคอมีปัญหา? หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่?
จี้เยี่ยนจื๋อตีสีหน้าเคร่ง เขาก้าวพรวดไปที่หน้าประตูห้องผู้ป่วย ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะผลักเข้าไป ประตูก็ถูกเปิดออกเสียก่อน
ร่างของจี้ทิงถูกเข็นออกมาพร้อมกับเตียงผู้ป่วย เสิ่นมู่หลานตกใจจนตาโต “นี่จะทำอะไรน่ะ ตรวจเจอโรคอะไรงั้นเหรอ?”
จี้เยี่ยนจื๋อคว้าขอบกั้นเตียงไว้แน่น “พวกคุณจะพาน้องผมไปไหน?”
“กรุณาปล่อยมือก่อนครับ ตอนนี้ต้องพาคนไข้ไปตรวจเพิ่มเติมที่ชั้นล่าง” คุณหมอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
จี้เยี่ยนจื๋อจำต้องยอมปล่อยมือ สายตามองตามเตียงผู้ป่วยไปจนกระทั่งเคลื่อนเข้าไปในลิฟต์
นายแพทย์หนุ่มคนหนึ่งอยู่รอด้านนอกเพื่ออธิบายสถานการณ์ “เมื่อครู่อาจารย์หมอได้ทำการตรวจเช็กอาการเบื้องต้นแล้วครับ ร่างกายโดยรวมไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรง แต่ในระหว่างการตรวจกลับพบข้อบ่งชี้ว่าคนไข้อาจมีอาการภาวะสูญเสียการสื่อความ [1] จึงจำเป็นต้องรีบทำซีทีสแกนเพื่อตรวจสอบว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่ครับ”
มือขวาข้างลำตัวของจี้เยี่ยนจื๋อกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน “รบกวนด้วยครับ ถ้าผลออกแล้วช่วยแจ้งผมทันที”
“ได้ครับ”
จี้ทิงถูกเข็นไปยังแผนกผู้ป่วยนอก เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ทำซีทีสแกน ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ไปจนถึงการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
หลังจากหมอพิจารณาแผ่นฟิล์มอย่างถี่ถ้วน ก็พบว่าไม่มีการบาดเจ็บของระบบประสาทหรือภาวะเลือดออกในสมอง เมื่อตัดปัจจัยภายนอกทางพยาธิวิทยาออกไปแล้ว ความเป็นไปได้ที่เหลือจึงมีเพียงสาเหตุทางจิตใจเท่านั้น
“คุณจี้ครับ ก่อนหน้านี้คุณชายรองเคยมีปัญหาด้านการสื่อสารหรืออุปสรรคทางสังคมบ้างไหมครับ อย่างเช่น อาการพูดติดอ่างกะทันหันระหว่างสนทนา หรือมีความกดดันทางจิตใจที่ผิดปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าคนแปลกหน้า?”
จี้เยี่ยนจื๋อครุ่นคิดอย่างละเอียด “ไม่เคยครับ ตั้งแต่เด็กเขาก็พูดจาปกติมาตลอด เพื่อนก็เยอะ ไม่เคยมีอุปสรรคในการเข้าสังคมเลย”
“อืม...” หมอทำท่าครุ่นคิดเหมือนกำลังพิจารณาบางอย่าง
“คุณหมอครับ ผลตรวจของจี้ทิงมีปัญหาตรงไหนหรือเปล่า ทำไมจู่ๆ เขาถึงพูดไม่ได้ล่ะครับ?” จี้เยี่ยนจื๋อถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเพิ่มเติมครับ แต่จากข้อมูลในเบื้องต้น เป็นไปได้สูงว่าคนไข้อาจได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนส่งผลให้เกิดภาวะสูญเสียการพูดจากสาเหตุทางจิตใจครับ”
เชิงอรรถ
[1] ภาวะสูญเสียการสื่อความ (Aphasia) คือความผิดปกติทางสมองที่ส่งผลต่อความสามารถในการใช้ภาษา ได้แก่ การพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน เกิดจากสมองซีกซ้ายได้รับความเสียหาย เช่น จากโรคหลอดเลือดสมอง หรืออุบัติเหตุ ผู้ป่วยอาจพูดไม่ออก พูดคำผิด นึกคำไม่อยาก ฟังไม่เข้าใจ หรือเรียงประโยคสับสน โดยภาวะนี้มีหลายระดับความรุนแรง
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^