ตอนที่ 86 ที่แท้พี่ก็ตั้งใจ
ตอนที่ 86 ที่แท้พี่ก็ตั้งใจ
จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่น บนหน้าจอไอแพดปรากฏข้อความที่แทบจะเด้งออกมาในทันที [เป็นไปไม่ได้]
เสิ่นมู่หลานหลุดขำพรืดออกมา “นายไม่เชื่อใช่ไหมล่ะ ถ้าฉันไม่ได้เห็นกับตาตัวเองฉันก็ไม่เชื่อเหมือนกัน ใครจะไปคิดว่าคนที่ชอบทำหน้าบูดบึ้งแบบนั้นจะ... ฮ่าๆๆ”
จี้ทิงมองท่าทางหัวเราะจนตัวโยนของอีกฝ่ายแล้วอดสงสัยไม่ได้ [เสิ่นมู่หลานกับจี้เยี่ยนจื๋อเป็นเพื่อนกันจริงๆ เหรอ?]
เขานึกอะไรบางอย่างได้จึงเตรียมจะหันหน้าจอไอแพดในมือไปให้ดู แต่เสิ่นมู่หลานกลับตาไวเห็นข้อความนั้นเสียก่อน
“พวกเราน่ะไม่ใช่เพื่อนกันหรอก ตอนนี้ฉันเป็นเจ้าหนี้ของพี่ชายนายต่างหาก”
จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ คนที่ร่ำรวยระดับจี้เยี่ยนจื๋อเนี่ยนะจะกู้หนี้ยืมสินกับคนอื่น?
“หนี้เงินน่ะคืนง่าย แต่หนี้บุญคุณนี่สิสะสางยาก” เสิ่นมู่หลานคล้ายจะอ่านสีหน้าเขาออกจึงเลิกคิ้วให้
“พี่ชายฉันเป็นรองประธานคณะกรรมการฝ่ายการเมืองของกองพลที่ 65 นายฉลาดขนาดนี้ คงเดาได้ไม่ยากหรอกมั้งว่าเขาติดค้างเรื่องอะไรฉันไว้”
จี้ทิงหลุบตาลงเล็กน้อย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ และไม่ได้หันหน้าจอไอแพดกลับไป
เสิ่นมู่หลานยิ้มบางๆ พลางวางกล่องเก็บอุณหภูมิลงตรงหน้าเขา “ฉันน่ะไม่รู้หรอกนะว่าพวกนายสองคนไปมีเรื่องอะไรกันมา แต่เห็นนายย้ายออกมาอยู่คนเดียวแบบนี้ ก็พอจะเดาได้บ้าง”
“จี้เยี่ยนจื๋อน่ะเป็นพวกปากร้ายขนาดที่ว่าถ้าเขาเป็นอันดับสอง ก็ไม่มีใครกล้าเป็นอันดับหนึ่ง แต่ถ้าเขาเกลียดนายจริงๆ เขาจะไม่มีวันชายตามองนายแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่จะยอมลดตัวไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพื่อนายเลย”
เขาพูดมายาวเหยียด แต่จี้ทิงกลับไม่มองหน้าและไม่พูดตอบ คล้ายกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด
จี้ทิงมองจี้เยี่ยนจื๋อไม่ออกจริงๆ แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนหน้านี้เพิ่งจะพ่นคำพูดร้ายกาจใส่จนหมดเปลือกแล้วไล่เขาออกจากตระกูลจี้ แต่พอเขาเกิดเรื่อง จี้เยี่ยนจื๋อกลับไปไหว้วานขอความช่วยเหลือผ่านเส้นสายบ้างล่ะ ไปต่อยตีกับฉินไจ้เย่บ้างล่ะ
ถ้าไม่ใช่เพราะป่วยเป็นโรคทางจิตเวช คนคนนี้ก็คงใช้ชีวิตได้ย้อนแย้งเกินไปแล้ว...
จี้ทิงถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกสับสน เสิ่นมู่หลานหัวเราะเบาๆ “อายุน้อยแค่นี้จะถอนหายใจอะไรเยอะแยะ ถ้าอยากรู้ว่าพี่ชายนายคิดอะไรอยู่ ทำไมไม่ลองถามดูล่ะ?”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้น หันหน้าจอที่ถืออยู่ไปหาอีกฝ่าย [เขาไม่มีวันบอกหรอกครับ]
จี้เยี่ยนจื๋อมักจะเอาแต่ใจตัวเองเสมอ อยากทำอะไรก็ไม่เคยอธิบายสักคำ ถามไปก็มีแต่จะทำให้เขาโมโหเปล่าๆ
“ถ้านายถามเขาอาจจะไม่บอก แต่ถ้าฉันเป็นคนถามมันก็เป็นอีกเรื่องน่ะสิ” เสิ่นมู่หลานยิ้มเจ้าเล่ห์ ดูเหมือนคนกำลังวางแผนชั่วร้ายอยู่ในใจ
...
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา
เสียงกระดิ่งที่ประตูร้านดังขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อเดินหน้าถมึงทึงเข้ามาภายในเรือนไม้แห่งเมฆหมอก
“เสิ่นมู่หลาน ถ้านายไม่มีธุระสำคัญอะไรละก็...”
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกเสิ่นมู่หลานส่งเสียงขัดขึ้นมา “นายนี่นะ พูดจาแบบนี้กับเจ้าหนี้ได้ยังไง ช่วยเปลี่ยนท่าทีหน่อยเถอะ”
จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย เสิ่นมู่หลานจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “โธ่เอ๊ย! ก็แค่ตามมาลองชิมอาหารหน่อย นี่เป็นเมนูใหม่ที่ฉันเพิ่งคิดค้นเลยนะ นี่ไงๆ หอยแมลงภู่หมักสาโท นายช่วยลองชิมรสชาติให้หน่อยสิ”
“อย่าเอาทักษะการทำอาหารของนายมาดูถูกคำว่าคิดค้นเลย” จี้เยี่ยนจื๋อเอ่ยเสียงเย็น
“งั้นนายจะมาถ่อมากินข้าวฝีมือฉันทำไมล่ะ?”
“ฉันกลัวนายไม่มีลูกค้าแล้วจะยากจนจนอดตายน่ะ เลยตั้งใจมาเอาเงินมาประเคนให้ฟรีๆ”
เสิ่นมู่หลานหัวเราะฮึๆ ในใจนึกไปว่าจี้ทิงนี่ก็น่าสงสารเหมือนกันนะเนี่ย ที่ต้องมารองรับอารมณ์ปากร้ายๆ แบบนี้ไปอีกหลายสิบปี
วันนี้จี้เยี่ยนจื๋อมีงานรัดตัวจริงๆ หลายวันที่ผ่านมาเขาต้องเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลจนงานคั่งค้างไปหมด วันนี้จึงจำเป็นต้องสะสางให้เสร็จ
“อาหารน่ะไว้วันหลังฉันค่อยมาชิม ฉันจะกลับบริษัทแล้ว”
เมื่อเห็นเขาหันหลังตั้งท่าจะเดินจากไป เสิ่นมู่หลานก็รีบร้องเรียกทันที “เฮ้ เดี๋ยวสิ! ฉันยังมีเรื่องของจี้ทิงที่ยังไม่ได้พูดอีกนะ”
ฝีเท้าของจี้เยี่ยนจื๋อหยุดชะงักลงทันที เขาเบือนหน้าหันกลับมามองเพียงครึ่งหน้า “พูดมา”
เสิ่นมู่หลานพยักพเยิดไปทางโต๊ะตรงหน้า สื่อความหมายว่าถ้าเขานั่งลงถึงจะยอมพูด
จี้เยี่ยนจื๋อเหมือนแมวที่ถูกหิ้วคอ เขาจำต้องเดินกลับมานั่งลงด้วยใบหน้าบึ้งตึง
เสิ่นมู่หลานโน้มตัวลงบนเคาน์เตอร์ไม้ “ก่อนจะพูดเรื่องนั้น นายบอกฉันมาก่อนว่าทำไมก่อนหน้านี้นายถึงไล่จี้ทิงออกจากบ้าน?”
จี้เยี่ยนจื๋อตวัดสายตามองค้อนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “เกี่ยวอะไรกับนายกัน?”
“ถ้านายไม่บอก ฉันก็ไม่เล่าเหมือนกัน” พูดจบ เสิ่นมู่หลานก็หยิบของประดับตกแต่งตรงหน้ามาเช็ดถู ทำท่าเหมือนจะเชิญให้เขากลับไปได้เลย
บรรยากาศในร้านตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่จี้เยี่ยนจื๋อจะเอ่ยออกมาเสียงต่ำ “ถ้าอยู่ที่บ้านหลังนั้น เขาจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ”
จี้ทิงที่แอบอยู่ในห้องชะงักไป ริมฝีปากบางเผยอขึ้นเล็กน้อย [ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็ตั้งใจไล่ฉันออกมาจริงๆ ด้วย]
ทันทีที่ได้ยินเสียงในใจ ร่างของจี้เยี่ยนจื๋อก็แข็งทื่อขึ้นมาทันควัน
จี้ทิงมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?!
เสิ่นมู่หลานย่อมไม่รู้ตัวว่าความลับแตกเสียแล้ว เขาเอนกายพิงเคาน์เตอร์พลางพูดต่อ “พูดแบบนี้ แสดงว่านายทำไปเพื่อ...”
เขายังพูดไม่ทันจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็พลันถลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน
เสิ่นมู่หลานงงเป็นไก่ตาแตก “ฉันพูดอะไรผิด นายจะจ้องฉันทำไมเนี่ย?”
หน้าอกของจี้เยี่ยนจื๋อกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ ริมฝีปากเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เขากำลังโกรธแต่ก็พูดไม่ออก
ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงลุกเดินหนีไปแล้ว แต่ในตอนนี้จี้เยี่ยนจื๋อกลับกำหมัดแน่น ในใจเริ่มเกิดความลังเล
ก่อนหน้านี้ที่เขาไล่จี้ทิงออกไป ก็เพื่อให้จี้ทิงหลุดพ้นจากการควบคุมของจี้ซื่อเจ๋อเป็นการชั่วคราว แต่ใครจะไปคิดว่าพอจี้ซื่อเจ๋อไม่อยู่แล้ว ด้านนอกกลับเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ที่จ้องจะตะครุบเหยื่อตัวน้อย ไม่รู้ว่าวันไหนจี้ทิงจะถูกคาบไปกิน
เขานึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เขาก็รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่มีวันยอมกลับบ้านไปกับเขาแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อจึงเบือนสายตาหนีอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “มีอะไรจะถามอีกก็รีบพูดมา”
“นายเป็นวัยทองหรือไง อารมณ์แปรปรวนยิ่งกว่าพยากรณ์อากาศซะอีก” เสิ่นมู่หลานเบะปากแล้วถามต่อ “ในเมื่อนายหวังดีกับเขา แล้วทำไมไม่พูดกันให้รู้เรื่อง ทำไมต้องทำตัวเหมือนเป็นยักษ์เป็นมารขับไล่ไสส่งเขาออกมาแบบนั้น?”
จี้เยี่ยนจื๋อเงียบไปครู่หนึ่ง “เปลี่ยนคำถามซะ”
ถึงเขาจะไม่ตอบ แต่เสิ่นมู่หลานก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว เขาจึงแสร้งถามต่อว่า “งั้นบอกหน่อยสิ ถ้าจี้ทิงรู้ว่านายมีความจำเป็นที่ต้องทำแบบนี้ เขาจะยังอยากกลับบ้านไปกับนายไหม?”
“แล้วแต่เขา”
ขณะที่เสิ่นมู่หลานกำลังจะอ้าปากถามต่อ จี้เยี่ยนจื๋อก็พูดโพล่งขึ้นมาว่า “ห้ามพูด”
เสิ่นมู่หลาน 'นี่นายเข้าสู่วัยทองก่อนกำหนดหรือไง...'
จี้เยี่ยนจื๋อกลัวว่าเสียงของอีกฝ่ายจะดังกลบเสียงในใจของจี้ทิง แต่ทว่ารอแล้วรอเล่า จี้ทิงกลับดูเหมือนจะไม่มีความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องการกลับบ้านเลย
เขาหลุบตามองต่ำ นิ้วมือที่กำแน่นค่อยๆ คลายออกทีละน้อย “ฉันหิวแล้ว นายไปทำเมนูใหม่นั่นมาสิ”
บางทีเจ้าหูน้อยจี้อาจจะยังคิดไม่ตกก็ได้ เขาจะลองรอดูอีกสักนิด...
เสิ่นมู่หลานพอได้ยินว่าอีกฝ่ายจะอยู่กินข้าวก็รีบบอกปัดทันที “วันนี้ไม่ได้ซื้อวัตถุดิบมาน่ะ ทำไม่ได้หรอก นายออกไปหาอะไรกินข้างนอกเองเถอะ”
จี้ทิงยังแอบอยู่ในห้องเก็บของ ห้องนั้นทั้งไม่มีหน้าต่างและไม่มีเครื่องปรับอากาศ ขืนอยู่นานๆ ได้อึดอัดจนเป็นลมไปเสียก่อนแน่
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาอย่างรู้ทัน เมื่อครู่เสิ่นมู่หลานเพิ่งจะบอกให้เขาลองชิมอาหาร แต่ตอนนี้กลับบอกว่าไม่ได้ซื้อของมา คำโกหกนี้ช่างตื้นเขินและไม่ใช้สมองเอาเสียเลย
“งั้นก็เล่นเกม”
“หา?” เสิ่นมู่หลานตาโต
จี้เยี่ยนจื๋อไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาลุกขึ้นไปเปิดเครื่อง PS5 แล้วนั่งลงบนโซฟาทันที
เสิ่นมู่หลานจะไล่ก็ไล่ไม่ลงเพราะมันจะดูจงใจเกินไป จึงได้แต่บอกว่า “งั้นนายเล่นไปก่อนนะ ฉันไปชงกาแฟมาให้สักสองแก้ว”
เขาแอบย่องไปยังห้องเก็บของแล้วค่อยๆ เปิดประตูออกอย่างเบามือ เดิมทีเสิ่นมู่หลานตั้งใจจะให้จี้ทิงหนีขึ้นไปกบดานที่ชั้นบนแทน แต่ทว่าพอเปิดประตูเข้าไป กลับไม่เห็นใครอยู่ในนั้นเลยสักคน
จี้ทิงหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
เขาขมวดคิ้วเดินกลับออกมาที่โถงด้านหน้าด้วยความสงสัย ก่อนจะต้องชะงักงันไปทันที เพราะจี้เยี่ยนจื๋อที่เคยนั่งอยู่บนโซฟาก็หายไปแล้วเช่นกัน
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^