LNCrawler

ตอนที่ 87 การไม่รู้จักรักคือความโชคร้ายอย่างหนึ่ง

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 87 การไม่รู้จักรักคือความโชคร้ายอย่างหนึ่ง

        จากเรือนไม้แห่งเมฆหมอกมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ มีเพียงเส้นทางสายเล็กๆ เพียงสายเดียว

       จี้เยี่ยนจื๋อขับรถออกมา และเป็นไปตามคาด เมื่อเขาเลี้ยวรถพ้นหัวมุมถนน ก็เห็นจี้ทิงยืนรอรถอยู่ริมทาง

       นิ้วมือที่จับพวงมาลัยพลันกระชับแน่นขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อขับรถไปจอดเทียบข้างทาง ก่อนจะเลื่อนกระจกฝั่งที่นั่งผู้โดยสารลง

       “เจ้าหูน้อยจี้ ขึ้นรถซะ”

       จี้ทิงมองเขาอยู่เพียงอึดใจ ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ

       “นาย...” จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับอารมณ์สุดความสามารถ “ตอนนี้นายพูดไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่สะดวก ฉันจะไปส่งนายเอง”

       จี้ทิงเม้มริมฝีปาก เขาหยิบแผ่นชิปสื่อสารแปะลงที่หลังคอ ก่อนจะชูไอแพดขึ้น [สวีเหรินทำสิ่งนี้ให้ผมแล้ว สื่อสารได้สะดวกมาก พี่ไปเถอะ]

       เมื่อเห็นดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อไม่เพียงไม่วางใจ แต่ใบหน้ากลับเคร่งขรึมลงอย่างเฉียบพลัน เทคโนโลยีถอดรหัสสมองแบบนี้ยังกล้าหยิบออกมาใช้พร่ำเพรื่อ ไม่รู้หรือไงว่าการครอบครองสมบัติล้ำค่า ย่อมนำมาซึ่งภัยอันตรายถึงตัว?!

       เขาผลักประตูลงจากรถ เดินอ้อมไปด้วยโทสะที่พลุ่งพล่าน “นายเกิดมามีสมองที่ดีแท้ๆ แต่ทำไมพูดจาทำอะไรเหมือนคนปัญญาอ่อนแบบนี้ หรือว่านายจงใจจะต่อต้านฉัน เลยไม่สนว่าตัวเองจะตกอยู่ในอันตรายแค่ไหน ขอเพียงแค่ยั่วโมโหฉันได้ก็พอ”

       ท่ามกลางสีหน้าท่าทางที่ราวกับพายุฝนกระหน่ำของเขา จี้ทิงมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ในใจพลันนึกถึงคำพูดของ อัลแบร์ กามู ที่ว่า [การไม่ถูกรักนั้นเป็นเพียงความไม่โชคดี แต่การไม่รู้จักรักต่างหากคือความโชคร้าย]

       ทั้งที่กำลังเป็นห่วงแท้ๆ แต่กลับต้องใช้ถ้อยคำเย็นชาและแข็งกระด้างเสียจนฟังไม่ได้ ที่แท้จี้เยี่ยนจื๋อก็แค่ไม่รู้วิธีแสดงออกซึ่งความรู้สึกของตัวเอง

       เมื่อได้ยินเสียงในใจนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที จะรักจะโชคร้ายอะไรกันนักหนา ช่างเพ้อเจ้อไร้สาระสิ้นดี

       “ขึ้นรถ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง!”

       เมื่อมองไปยังประตูฝั่งผู้โดยสารที่ถูกกระชากเปิดออก จี้ทิงได้แต่หลุบตาลงแล้วแอบยิ้มออกมานิดๆ

       หลังจากทั้งคู่ขึ้นรถและขับออกมาได้พักใหญ่ จี้เยี่ยนจื๋อจึงเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันนัดจิตแพทย์ชื่อดังระดับประเทศไว้ให้แล้ว เขาจะมาถึงพรุ่งนี้ เดี๋ยวฉันจะให้ฟางเจี๋ยส่งนามบัตรไปให้นาย”

       จี้ทิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะชูไอแพดขึ้น [ผมไปหาจิตแพทย์เองได้]

       “เก็บไอ้ของพรรค์นี้ไปซะ ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปให้เปลี่ยนเป็นพิมพ์เอาแทน” จี้เยี่ยนจื๋อดุ

       จี้ทิงพอจะเดาออกว่าทำไมเขาถึงพูดเช่นนั้น เขาจึงลดมือลงเล็กน้อยก่อนจะชูขึ้นใหม่ [ถ้าใช้แค่ต่อหน้าพี่คนเดียว ไม่ได้เหรอครับ?]

       เขาคิดว่าจี้เยี่ยนจื๋อมักจะหาเรื่องทะเลาะกับเขาบ่อยๆ ในเมื่อเขาพูดไม่ได้และถ้าไม่ได้ใช้เครื่องนี้ เขาก็คงต้องยอมรับความหงุดหงิดอยู่ฝ่ายเดียวจนเสียเปรียบ

       วินาทีที่เห็นข้อความนั้น หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อราวกับถูกสัมผัสด้วยความอ่อนโยนบางอย่าง เขาบอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร แต่ก็ไม่ได้แย่นัก

       เขากระแอมไอออกมาทีหนึ่ง น้ำเสียงฟังดูแปร่งอย่างเห็นได้ชัด “ฉันอนุญาตให้ใช้ได้... ก็ใช้ไปสิ”

       ตอนขึ้นรถตกลงกันว่าจะไปส่งจี้ทิง แต่สุดท้ายจี้เยี่ยนจื๋อกลับผิดคำสัญญา ทั้งคู่ไม่ได้มุ่งหน้าไปหมู่บ้านซินซิน และไม่ได้กลับไปบ้านตระกูลจี้ แต่กลับตรงไปยังบริษัทซื่อลี่แทน

       เขาพาน้องชายเข้าไปในห้องทำงานประธาน ก่อนจะเรียกเลขาเข้ามา “ไปจัดอาหารกลางวันมาสองชุด เสร็จแล้วเอาเข้ามา”

       ฟางเจี๋ยรู้ดีว่าถ้าเจ้านายไม่สั่งอะไรเป็นพิเศษ ปกติมักจะเลือกทานชุดของพนักงาน เขาจึงหันไปถามจี้ทิง “คุณชายรองครับ ไม่ทราบว่ามีของที่ไม่ทานหรือเปล่าครับ?”

       จี้ทิงพิมพ์ข้อความลงในไอแพดแล้วหันมาให้ดู [เอาแต่เนื้อสัตว์ครับ ไม่เอาผัก]

       “โตขนาดนี้แล้วยังเลือกกินอีกเหรอ” จี้เยี่ยนจื๋อว่าพลางหันไปทางฟางเจี๋ย “ไม่ต้องไปสนเขา ทางห้องอาหารจัดชุดแบบไหนมาก็เอาขึ้นมาแบบนั้นแหละ”

       “ครับผม”

       ทันทีที่เลขาออกไป จี้เยี่ยนจื๋อก็เตรียมตัวไปที่แผนกวิจัยและพัฒนา

       “คอมพิวเตอร์พวกนี้อยากใช้เครื่องไหนก็ใช้ไป ถ้าง่วงก็นอนพักในห้องนอนด้านใน อย่าทำโซฟาฉันสกปรกอีกล่ะ ไม่งั้นนายโดนดีแน่”

       เขาทิ้งคำขู่ดุดันไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะปิดประตูเดินจากไป

       จี้ทิงถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาฉายแววระอาปนเอ็นดูเล็กน้อย

       จี้เยี่ยนจื๋อลงลิฟต์ไปยังแผนกวิจัยชั้นสิบเจ็ด ก่อนจะเรียกหวังเหมี่ยนออกมาจากห้องแล็บ

       “ประเดี๋ยวให้คุณช่วยไปเบิกแท็บเล็ตมาเครื่องหนึ่ง แล้วคุณช่วยเขียนโปรแกรมประมวลผลข้อความที่มีระบบคาดเดาคำผ่านคลาวด์ใส่ลงไปให้ด้วย ผมขอภายในสองวัน”

       ตอนนี้จี้ทิงพูดไม่ได้ และเขาก็ไม่ยอมให้อีกฝ่ายใช้ของที่ทำเองพร่ำเพรื่อ ดังนั้นจึงต้องหาอะไรมาทดแทน

       หวังเหมี่ยนเลิกคิ้วสูง ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างแห้งแล้ง “ประธานจี้ครับ สองวันนี้ผมกำลังวิจัยเรื่องนิวเคลียร์ฟิวชันแบบควบคุมอยู่นะครับ เกรงว่าจะปลีกตัวมาทำไม่ได้จริงๆ”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมจ่ายเงินเดือนให้คุณสูงขนาดนี้ เพื่อให้คุณมาล้อเล่นกับผมงั้นเหรอ?”

       “คุณนั่นแหละที่ล้อผมเล่น!” หวังเหมี่ยนแทบจะสติแตก “ให้เวลาแค่สองวัน ทำไมไม่สั่งให้ผมสอยดวงอาทิตย์ลงมาให้เลยล่ะครับ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาทีหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินหนี “งั้นโควตาเข้าชมซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องจิ๋วนั่น ครั้งหน้าผมให้วังปินไปแทนแล้วกัน”

       “เดี๋ยวๆ ...”

       หวังเหมี่ยนรีบถลันไปขวางหน้า แย้มยิ้มจนตาหยี “ทำได้ครับ ทำได้แน่นอน ผมจัดให้ครับ”

       ก็แค่โปรแกรมประมวลผลตัวใหม่ อย่างมากก็แค่ดันทุรังทำไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็แค่ยอมตายกลางทาง แต่เขาจะตายอย่างไรก็ได้ วังปินต้องไม่ได้ผลประโยชน์เด็ดขาด

       จี้เยี่ยนจื๋ออ่านความคิดในใจจากสีหน้าของเขาได้ทะลุปรุโปร่ง จึงเอ่ยเสียงเรียบ “สองวัน จำไว้ให้ดีล่ะ”

       เขาก้าวเดินจากไป หวังเหมี่ยนชูหมัดใส่แผ่นหลังเขาอย่างคั่งแค้น พลางขยับปากด่าว่า ‘ไอ้หน้าเลือด’

       จี้เยี่ยนจื๋อเดินออกจากแผนกวิจัย พอเข้าไปในลิฟต์ โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาพอดี เขาเหลือบมองเบอร์โทรศัพท์ก่อนจะกดรับสาย “ฮัลโหล สวัสดีครับรองประธานเสิ่น”

       “สวัสดีเสี่ยวจี้” น้ำเสียงของเสิ่นหลินเจือไปด้วยรอยยิ้ม “เรียกรองประธานอะไรกัน นายกับมู่หลานเป็นเพื่อนรักกันมาหลายปี ไม่ต้องเกรงใจ เรียกพี่เสิ่นเถอะ”

       เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพยายามขยับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิดขึ้น จี้เยี่ยนจื๋อจึงตอบกลับอย่างสุขุม “เรื่องที่ช่วยคราวที่แล้ว ผมยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณต่อหน้าเลย เรื่องจี้ทิงขอบคุณมากที่ช่วยเป็นธุระให้นะครับ”

       “ฉันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากหรอก แค่ไปถามสถานการณ์ดูเฉยๆ” เมื่อถึงตรงนี้ เสิ่นหลินก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเล็กน้อย “ถ้าว่างๆ ก็แวะมานั่งเล่นที่บ้านสิ พาจี้ทิงมาด้วย สองครอบครัวจะได้ทำความรู้จักกันไว้”

       “ต้องขอโทษด้วยครับ ตอนนี้จี้ทิงยังไม่สะดวก”

       “เป็นอะไรไป ยังไม่หายดีเหรอ?”

       จี้เยี่ยนจื๋อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาแฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งอย่างปิดไม่มิด “เขาเป็นภาวะสูญเสียการสื่อความจากสาเหตุทางจิตใจ หมอบอกว่าเพราะก่อนหน้านี้เขาได้รับความกดดันทางจิตใจอย่างรุนแรง ไม่รู้ว่าจะหายเป็นปกติได้หรือเปล่า”

       ถึงจะไม่ใช่ความผิดของเสิ่นหลิน แต่เขาก็อดรู้สึกกระอักกระอ่วนใจแทนไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาพักผ่อนรักษาตัวให้ดีก่อน มีอะไรให้ช่วยก็โทรหาฉันได้ตลอดนะ”

       “ขอบคุณครับ”

       หลังจากจบการสนทนา เสิ่นหลินก็วางโทรศัพท์ลงแล้วมองไปทางโซฟาฝั่งตรงข้าม “ผอ.ฉาง ผอ.เจิ้ง พวกคุณก็ได้ยินแล้วนะ ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากช่วย แต่สถานการณ์ตอนนี้...”

       ผู้อำนวยการฉางโมโหจนตบหน้าขาตัวเองเสียงดังฉาด น้ำเสียงขึงขังขึ้นมาทันที “ผมบอกแล้วไงว่าจี้ทิงไม่มีความผิด พวกนั้นก็ดึงดันจะสอบสวนเขาให้ได้ ดูเอาเถอะ สอบสวนจนคนเขาแย่ไปหมดแล้ว!”

       ผู้อำนวยการเจิ้งที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่ได้เอ่ยคำใด แต่สีหน้ากลับดูย่ำแย่อย่างยิ่ง

       “ที่จริงนะ ถ้าทางกองรักษาการณ์ส่งคนไปอธิบายดีๆ เขาจะให้อภัยหรือไม่ อย่างน้อยก็ควรแสดงท่าทีออกมาบ้าง” เสิ่นหลินถอนหายใจคล้ายคนกังวลใจ “แต่พอเสี่ยวฉินไปที่โรงพยาบาล นอกจากจะไม่ขอโทษจี้ทิงแล้ว ยังไปวางมวยกับพี่ชายเขาอีก”

       ฉินไจ้เย่จะสวนกลับหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ในเมื่อเสิ่นมู่หลานบอกว่าเป็นการต่อสู้ เสิ่นหลินก็ต้องว่าตามนั้น

       ผู้อำนวยการฉางพิงหลังกับโซฟา เขาหงุดหงิดถึงขั้นพูดอะไรไม่ออก

       “รองประธานเสิ่น ถ้าฉินไจ้เย่ไปขอโทษอย่างจริงใจถึงหน้าประตูบ้าน พวกเราพอจะมีโอกาสได้พบจี้ทิงไหม?” เจิ้งกั๋วตงถามด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น

       “เรื่องนี้... ผมเองก็ไม่แน่ใจ”

       “งั้น... นอกจากคำขอโทษแล้ว พวกเราจะช่วยกันหาทางชดเชยด้านอื่นให้ด้วย...”

       เสิ่นหลินยิ้มออกมาอย่างอ่อนใจพลางเอ่ยว่า “ผอ.เจิ้งเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมไม่ได้หมายถึงทางตระกูลจี้ แต่ผมหมายถึงว่าต้องดูว่าฉินไจ้เย่จะยอมก้มหัวให้หรือเปล่าต่างหาก”

       ผู้อำนวยการฉางพอได้ยินดังนั้นก็โกรธจนลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที “มันก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้แล้ว ยังจะมาทำตัวยโสโอหังอยู่อีกเหรอ พรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปกองรักษาการณ์ ต่อให้พ่อเขามาเองก็ช่วยไม่ได้หรอก!”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^