ตอนที่ 88 เอาอกเอาใจให้จี้ทิงมีความสุข
ตอนที่ 88 เอาอกเอาใจให้จี้ทิงมีความสุข
ผู้อำนวยการฉางแสดงออกถึงความโกรธแค้นอย่างเต็มเปี่ยม ทว่าเจิ้งกั๋วตงกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เพียงแต่เมื่อแยกจากเสิ่นหลินมาแล้ว เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังตระกูลฉินทันที
การที่ฉินไจ้เย่ไปล่วงเกินตระกูลจี้นั้น ไม่ว่าจะในสายตาของเขาเองหรือในสายตาของตระกูลฉิน ต่างก็มองว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญอะไร เพราะต่อให้กลุ่มบริษัทซื่อลี่จะมีอิทธิพลกว้างขวางเพียงใด สุดท้ายแล้วก็เป็นเพียงแค่พ่อค้าคนหนึ่งเท่านั้น
ในวันที่จี้ทิงเข้าโรงพยาบาล ฉินหมิงจงได้เดินทางไปยังเขตทหารด้วยตัวเอง ซึ่งในตอนนั้นผู้บัญชาการทหารได้เอ่ยปากว่าจะช่วยเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก และเมื่อได้รับคำมั่นสัญญาเช่นนั้น ฉินหมิงจงจึงปัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากหัวทันที
นึกไม่ถึงว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เรื่องราวกลับไม่จบลงง่ายๆ มิหนำซ้ำขั้วอำนาจหลายฝ่ายยังร่วมมือกันกดดันจนสถานการณ์กลับกลายเป็นผลเสียต่อตระกูลฉิน
...
เที่ยงวันนั้นเมื่อฉินหมิงจงกลับมาจากกองทัพ ทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้านเขาก็ขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าบึ้งตึงเย็นชาจนดูทะมึนราวกับจะมีหยาดน้ำกลั่นตัวออกมาได้
“คนล่ะ?”
“ผอ.เจิ้งเพิ่งกลับไปเมื่อตอนเที่ยงคืนครับ เช้าวันนี้ก็มาใหม่ ตอนนี้ยังนั่งรออยู่ที่โถงด้านหน้า”
ฉินหมิงจงมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ “ฉันถามถึงไจ้เย่”
อีกฝ่ายมีท่าทีประหม่าขึ้นมาทันที เขาเลียริมฝีปากก่อนจะตอบว่า “หลายวันมานี้เขาไม่ได้กลับบ้านเลยครับ พักอยู่ข้างนอกตลอด”
“อยู่คนเดียวเหรอ?”
เมื่ออีกฝ่ายนิ่งเงียบ คำตอบก็เป็นที่แน่ชัดว่าไม่ใช่
ฉินหมิงจงเค้นยิ้มเย็นชาอย่างถึงที่สุด “โทรศัพท์ไปบอกเขาซะ ให้เขารีบกลับมาหาฉันเดี๋ยวนี้ ฉันทำให้หลิงซีหายสาบสูญไปได้ครั้งหนึ่ง ฉันก็ทำให้มีครั้งที่สองได้เหมือนกัน”
“ครับ”
...
เมื่อวานจี้ทิงไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลจี้ แม้เขาจะได้รับรู้ถึงความลำบากใจของจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว แต่บางเรื่องเขาก็ยังตัดสินใจไม่ถูก
เช้าวันต่อมาหลังจากทานข้าวเสร็จ ฟางเจี๋ยก็มาหา โดยบอกว่าจะพาเขาไปพบจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้น
[รอสักครู่นะครับ ผมขอไปเปลี่ยนชุดก่อน]
ฟางเจี๋ยยิ้มตอบอย่างสุภาพ “ยังพอมีเวลาครับ คุณชายรองไม่ต้องรีบร้อน”
จี้ทิงพยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนจะเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันและเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับออกข้างนอก
และก่อนจะไป เขาเดินเข้าไปในห้องด้านในเพื่อบอกกล่าวกับสวีเหริน
หลังจากอ่านข้อความบนหน้าจอจบ สวีเหรินก็เม้มริมฝีปาก “จิตแพทย์คนนี้... ประธานจี้เป็นคนจัดการให้เหรอครับ?”
จี้ทิงพยักหน้ายืนยัน
สวีเหรินหลุบตาลง คล้ายไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ “อาจารย์จี้ครับ มีเรื่องหนึ่งที่ผมปิดบังคุณมาตลอด ผมขอโทษนะครับ”
จี้ทิงรู้สึกประหลาดใจ เขาจึงกะพริบตาเป็นเชิงถาม [เรื่องอะไรเหรอ?]
“คือ... หลังจากที่คุณย้ายออกมาจากคฤหาสน์ ประธานจี้เคยมาหาผมเป็นการส่วนตัวครับ”
สวีเหรินเล่าเรื่องที่จี้เยี่ยนจื๋อใช้เงินสามล้านหยวนติดสินบน เพื่อให้เขาคอยส่งข่าวคราวให้จี้ทิงฟังอย่างละเอียด
“ผม... ผมไม่ได้เอาเงินของประธานจี้นะครับ ไม่ได้เอาจริงๆ” เขามีสีหน้ากังวลอย่างยิ่ง กลัวว่าจี้ทิงจะโกรธ “ที่ผมยอมตกลง ก็เพราะ... เพราะรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยากจะไล่คุณออกมาจริงๆ ผมแค่คิดว่า ถ้ามีโอกาส...”
ยิ่งพูดสวีเหรินก็ยิ่งลดเสียงต่ำลง เมื่อเห็นท่าทางที่ดูราวกับจะถูกความรู้สึกผิดกลืนกินเช่นนั้น จี้ทิงจึงพิมพ์ข้อความประโยคหนึ่งยื่นไปตรงหน้าเขา [คุณไม่ผิดหรอก เรื่องนั้นจี้เยี่ยนจื๋อเขามีความจำเป็นจริงๆ]
เมื่อสวีเหรินอ่านจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นทันควัน “จริงเหรอครับ?”
จี้ทิงเห็นแววตาของเขาเป็นประกายสดใส จึงยิ้มบางๆ พลางพยักหน้าให้
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้พวกคุณก็คืนดีกันแล้วใช่ไหมครับ?”
จี้ทิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง [เมื่อวานยังครับ แต่สำหรับวันนี้... ก็น่าจะใช่]
สวีเหรินหัวเราะออกมาอย่างซื่อๆ “ดีจังเลยครับ ถ้าอย่างนั้นคุณไปพบหมอก่อนเถอะ ผมจะเตรียมตัวรออยู่ที่บ้าน ถึงเวลาเราค่อยย้ายคอมพิวเตอร์กลับไปด้วยกัน”
พูดจบ เขาก็ชูสองหมัดขึ้นเหนือศีรษะ “สู้ๆ นะครับ อาจารย์จี้!”
จี้ทิงพลันรู้สึกถึงอารมณ์ที่ซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าเขาเป็นคนปกติ เขาคงจะรู้ว่าความรู้สึกนี้เรียกว่า สภาวะขัดแย้งที่ชวนให้กระอักกระอ่วนใจอย่างที่สุด
เวลา 08.30 น. ฟางเจี๋ยขับรถพาเขามาส่งที่ศูนย์การแพทย์ จี้ทิงต้องทำแบบประเมินอีกหลายรายการ จากนั้นจึงได้พูดคุยกับจิตแพทย์เป็นการส่วนตัวนานกว่าสองชั่วโมง
แม้การสนทนาของทั้งคู่จะติดขัดไปบ้างเพราะจี้ทิงทำได้เพียงการพิมพ์ข้อความ แต่ยิ่งพูดคุย หมอเจิ้งกลับยิ่งรู้สึกว่าจี้ทิงเป็นคนที่พิเศษมาก
ถ้าเปรียบเทียบพื้นเพของนิสัย จี้ทิงเปรียบเสมือนสีน้ำเงินเข้มบนท้องฟ้ายามราตรี สงบนิ่ง มีเหตุผล และลุ่มลึก ซึ่งความลุ่มลึกของอุปนิสัยเหล่านี้นั้น ก้าวล้ำเกินกว่าอายุจริงของเขาไปไกลโข
คนเช่นนี้กลับต้องมาประสบกับภาวะสูญเสียการสื่อความ จินตนาการได้เลยว่าในตอนนั้นเขาต้องทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างแสนสาหัสมากแค่ไหน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะสามารถจินตนาการได้เลย
ก่อนที่จี้ทิงจะกลับ หมอเจิ้งก็พูดพลางยิ้มบางๆ “เกรงว่าผมคงทำตัวไม่คุ้มกับค่าตรวจที่ประธานจี้จ่ายมาเสียแล้วล่ะครับ เพราะผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลย และคุณเองก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผมด้วยซ้ำ”
จี้ทิงไม่ได้พิมพ์ตอบ เพียงแต่พยักหน้าให้เขาเล็กน้อย
หมอเจิ้งเดินออกมาส่งเขาที่ประตู เมื่อกลับมาที่ห้องตรวจ เขาก็นั่งลงที่โต๊ะเงียบๆ เพื่อรวบรวมความคิด ก่อนจะต่อสายหาจี้เยี่ยนจื๋อ
ในฐานะจิตแพทย์ เขาไม่สามารถเปิดเผยความเป็นส่วนตัวของคนไข้ได้ ต่อให้จี้เยี่ยนจื๋อจะเป็นคนจ่ายเงินก็ตาม ดังนั้นหมอเจิ้งจึงทำเพียงแค่ให้คำแนะนำที่จะช่วยในการฟื้นฟูของจี้ทิง เช่น จัดเตรียมสิ่งที่จี้ทิงชอบทำ พยายามรักษาสภาพจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส และอย่าเพิ่มความกดดันทั้งในการใช้ชีวิตหรือการเรียน
หลังจากวางสาย จี้เยี่ยนจื๋อก็ครุ่นคิดตามคำพูดของหมอ “สิ่งที่... ชอบทำงั้นเหรอ?”
เมื่อก่อนจี้ทิงชอบใช้เงิน ชอบทำตัวเกเรเหลวไหล ชอบไปมั่วสุมกับพวกเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว แต่ตอนนี้...
ตอนนี้ชอบกินเนื้อ ชอบทำให้เขาโมโห และชอบประดิษฐ์สิ่งที่เพียงหยิบออกมาอย่างหนึ่งก็สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลกได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะขึ้นมา
“ฟางเจี๋ย ถึงไหนแล้ว?”
ฟางเจี๋ยเพิ่งจะส่งจี้ทิงกลับถึงหมู่บ้าน จึงตอบกลับว่า “ประธานจี้ อีกยี่สิบนาทีผมจะถึงบริษัทครับ”
“ไม่ต้องรีบ นายย้อนกลับไปรับจี้ทิงมาด้วยกันเลย”
ฟางเจี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง “แล้วผมควรจะ... บอกเหตุผลกับคุณชายรองว่ายังไงดีครับ?”
จี้เยี่ยนจื๋อกระแอมไอเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยออกมากลับคล้ายคนกำลังอารมณ์ไม่ดี “ก็บอกไปว่าจะพามาเยี่ยมชมแผนกวิจัยของเครือบริษัท อยากดูห้องแล็บไหนก็ให้เขาดูได้ตามสบาย”
สิบกว่านาทีต่อมา
จี้ทิงมองฟางเจี๋ยด้วยความมึนงง พลางชูไอแพดในมือขึ้น [ทำไมล่ะครับ?]
จี้เยี่ยนจื๋อจะให้เขาไปเยี่ยมชมแผนกวิจัยทำไม เขาไม่ได้จะไปทำงานที่บริษัทเสียหน่อย
ฟางเจี๋ยเองก็ไม่รู้เหตุผลเช่นกัน จึงทำได้เพียงเลี่ยงตอบอย่างนุ่มนวลว่า “บางทีเขาอาจจะอยากให้คุณได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง จะได้ไม่เอาแต่อุดอู้อยู่ในบ้านครับ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด คำพูดนี้คนอื่นฟังแล้วอาจจะรู้สึกแปลกประหลาด แต่จี้ทิงกลับเข้าใจถึงความคิดของจี้เยี่ยนจื๋อได้ทันที เพราะสำหรับเขานั้น แผนกวิจัยเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง
จี้ทิงก้มลงพิมพ์ข้อความบรรทัดหนึ่ง [ฝากขอบคุณเขาด้วยนะครับ รบกวนคุณด้วย เราไปกันเถอะ]
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ลิฟต์ที่ทั้งสองโดยสารมาก็ถึงชั้นสิบเจ็ดของสำนักงานใหญ่ ทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ ฟางเจี๋ยก็เริ่มแนะนำสถานที่
“ตึกสำนักงานใหญ่มีศูนย์วิจัยอยู่สามแห่ง ส่วนสถาบันวิจัยอีกสิบเอ็ดแห่งกระจายตัวอยู่ที่เซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์ข้อมูลระดับหนึ่งห้าแห่ง และระดับสองอีกสิบเก้าแห่งครับ”
“วันนี้สิ่งที่เราจะเยี่ยมชมคือศูนย์วิจัยทั้งสามแห่ง ซึ่งประกอบไปด้วย ห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ ชิปเทอร์มินัล และการคำนวณควอนตัม...”
เมื่อได้รับรายงานว่าจี้ทิงเดินทางมาถึงกลุ่มบริษัทซื่อลี่แล้ว จี้เยี่ยนจื๋อก็ลงมาจากห้องทำงานประธานที่ชั้นบนสุดมุ่งหน้าไปยังแผนกวิจัยทันที
เพราะระยะห่างที่ห่างกันถึงสิบกว่าชั้น ทำให้เขาไม่สามารถได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงได้เลย...
ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^