LNCrawler

ตอนที่ 8 สุดยอดอัจฉริยะ

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 8 สุดยอดอัจฉริยะ

        เขากวาดสายตาสำรวจรอบกายโดยสัญชาตญาณ เมื่อไม่เห็นบุคคลที่สามจึงหมุนตัวสาวเท้าไปยังระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็ว

       ผู้จัดการส่วนตัวถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง “เอ้า นายจะไปไหนน่ะ?”

        [กระทั่งความบกพร่องของยีนบนโครโมโซมของฉันยังถูกลบเลือนไป ดูท่าคงต้องตัดสมมติฐานที่ว่าโลกใบนี้คือภาพฉายจากมิติย่อยทิ้งไปซะแล้วสิ]

       ลู่เหยียนชูชะงักฝีเท้าลงทันควัน ความตื่นตระหนกสงสัยในใจพลุ่งพล่านราวกับถูกคลื่นซัดจนหมุนคว้าง

       ระยะห่างนี้มันใกล้มาก... ไม่ใช่ภาพหลอนแน่ เสียงนั้นดังชัดเจนอยู่ข้างหู แต่กลับมองไม่เห็นตัวคนพูด

       ปรากฏการณ์กึ่งลี้ลับนี้ทำเอาเขารู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้างจนหัวทิ่ม ลู่เหยียนชูพยายามตั้งสติ ทว่าในขณะที่เพิ่งสูดลมหายใจเข้าได้เพียงครึ่งปอด ต้นแขนขวาก็ถูกคว้าไว้จากทางด้านหลัง

       เขาขยับศอกสะบัดตัวออกตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อหันไปมองกลับพบเพียงผู้จัดการส่วนตัวที่ยืนทำหน้าเหลอหลา

       “ฉันเอง นายเป็นอะไรไป ทำไมดูร้อนรนขนาดนี้?”

       ดวงตาเรียวคมดุจไข่มุกดำของลู่เหยียนชูจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายนิ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เมื่อกี้พี่ได้ยินใครพูดอะไรไหม นอกจากผมกับพี่”

       ผู้จัดการถึงกับงงงวย หันไปมองซ้ายทีขวาที “มะ...เมื่อกี้ก็มีแค่เราสองคนไม่ใช่เหรอ?”

       ริมฝีปากของลู่เหยียนชูเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรงด้วยความเคร่งขรึม เขากวาดสายตามองไปตามโถงทางเดิน ราวกับกำลังมองหาสิ่งใดอยู่

       สุดท้ายเขาก็ถอนสายตากลับมา “อาการที่หูของผมอาจจะไม่ใช่แค่แผลถลอกภายนอก คงต้องให้หมอตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกรอบ”

       “ว่าไงนะ?!”

       *********************

       หลังจากได้รับรายงานผลตรวจโครโมโซม จี้ทิงก็ออกจากรุ่ยเหอทันที เมื่อก้าวพ้นประตูลิฟต์ เขาก็โยนข้าวของทุกอย่างในมือลงถังขยะอย่างไม่ไยดี

       จากนั้นเขาล้วงหยิบกุญแจรถจากกระเป๋าเสื้อนอก ทว่าจังหวะที่ดึงมือออกกลับมีสิ่งหนึ่งติดออกมาด้วย

       วัตถุชิ้นนั้นตกกระทบพื้นจนเกิดเสียงกังวานเบาๆ จี้ทิงหลุบตามอง พบว่าเป็นบัตรธนาคารที่จี้เยี่ยนจื๋อให้ไว้ เขาจึงก้มลงเก็บมันขึ้นมา พลางจ้องมองด้วยสายตาเย็นชาอยู่ครู่ใหญ่

       เมื่อคืนเขาถูกจี้เยี่ยนจื๋อปั่นหัวจนโมโห แต่พอวันนี้สติกลับคืนมา เขาก็พอจะวิเคราะห์ออกว่าทำไมอีกฝ่ายถึงให้บัตรใบนี้มา ทว่าเหตุผลนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่เขารับรู้มาตลอด...

       เมื่อคิดได้ดังนั้น จี้ทิงจึงกำบัตรในมือแน่นก่อนจะเก็บมันกลับลงในกระเป๋า

       เสียงเครื่องยนต์ที่ผ่านการปรับแต่งแผดคำรามสนั่น ทันทีที่รถสปอร์ตพุ่งตัวออกไป รถตู้คันหนึ่งที่จอดอยู่ไกลออกไปก็มีใครบางคนโผล่หน้าออกมามอง

       “เฮ้ นั่นน้องชายประธานจี้ไม่ใช่เหรอ?”

       บอดี้การ์ดที่นั่งเบาะข้างคนขับเงยหน้าขึ้นทันที “ไหน?”

       อีกฝ่ายชี้มือไปทางนั้น “เมื่อกี้ยังยืนอยู่ตรงนั้นเลย หน้าตาดูดีชะมัด แถมยังขับรถสปอร์ตสีแดงด้วย”

       บอดี้การ์ดนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะคว้าโทรศัพท์ขึ้นมา “นายอยู่เฝ้าที่นี่ต่อ ฉันจะไปโทรรายงานเลี่ยวข่าย”

       เวลา 19.00 น. จี้เยี่ยนจื๋อกลับมาถึงตระกูลจี้

       เขากลับเข้าห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตามปกติ และเมื่อเดินออกมาก็พบพ่อบ้านยืนรออยู่ที่โถงทางเดิน

       “มีอะไร?”

       พ่อบ้านพูดขึ้นมาอย่างอึกอัก “คุณชายใหญ่ครับ วันนี้คุณชายรอง...”

       ใบหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที “ทำไม เขาไปก่อเรื่องอะไรอีก?”

       “เปล่าครับ ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรเลย” พ่อบ้านรีบส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีประหลาดใจ “แต่ว่า... คุณชายรองดูแปลกไปมากครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหมุนตัวเดินไปยังลิฟต์ “พูดไปเดินไป”

       พ่อบ้านรีบสาวเท้าตาม “วันนี้คุณชายรองออกไปข้างนอกมาพักหนึ่ง พอหัวค่ำกลับมาเขาก็เริ่มชวนพวกเราคุยครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อหันขวับ “ชวนคุย?”

       “ใช่ครับ คุยกับผม คุยกับพ่อครัวหลิว อ้อ... เขายังไปคุยเรื่องการจัดสวนกับคนสวนด้วย” พ่อบ้านขมวดคิ้วเล็กน้อย

        “ที่จริงการชวนคุยก็ไม่แปลกหรอกครับ แต่เวลาเขาฟังพวกเราพูด เขาจะเอาแต่จ้องหน้าเขม็ง เหมือนกำลังศึกษาวิจัยอะไรบางอย่างบนหน้าพวกเรา ดูแล้ว... น่าขนลุกบอกไม่ถูกครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อนึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เป็นจี้ทิงที่หาเรื่องแผลงๆ อีกตามเคย “ไม่ต้องไปสนใจหรอก ถ้าพวกนายอยากคุยก็คุยไป ถ้าไม่อยากคุยก็ไม่ต้องไปยุ่ง”

       “ครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อลงมายังห้องอาหาร ซึ่งคนที่ทำตัวแปลกๆ คนนั้น ก็นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว

       สองพี่น้องสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่ต่างฝ่ายจะเบือนหน้าหนีด้วยความเย็นชาโดยไม่ปริปากจาพูดแม้แต่คำเดียว

       “อาหยาง ยกอาหารมาได้เลย”

       เมื่ออาหารวางจนครบ จี้เยี่ยนจื๋อเพิ่งจะจับตะเกียบขึ้นมา จี้ทิงก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ที่พี่ให้บัตรผมเมื่อคืน เป็นเพราะเรื่องสวีเหรินใช่ไหม?”

       เขาเช็กดูแล้วในบัตรมีเงินถึงสามล้าน จี้เยี่ยนจื๋อเกลียดเขาขนาดนั้น นอกจากจะเป็นเงินชดเชยที่เข้าใจเขาผิดแล้ว จี้ทิงก็นึกเหตุผลอื่นไม่ออกจริงๆ

       มือของจี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปเล็กน้อย ทว่ายังคงตีหน้าเรียบเฉย “แล้วแต่นายจะคิด”

       “ผมเคยคิดนะว่าคนนิสัยอย่างพี่ พอรู้ว่าเข้าใจผมผิดก็น่าจะทำเนียนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่คิดไม่ถึงว่าพี่จะมีศีลธรรมสูงจนในใจเกิดความขัดแย้งที่หาเหตุผลมาหักล้างไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องชดเชยให้ผมด้วยวิธีประหลาดๆ แบบนี้”

       จี้เยี่ยนจื๋อเห็นอีกฝ่ายวิเคราะห์ตัวเขาเป็นฉากๆ ก็หรี่ตาคมกริบลง “จี้ทิง ฉันไว้หน้านายมากไปหรือเปล่า?”

       จี้ทิงละสายตาจากใบหน้าเขา พลางหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างสงบนิ่ง “ผมดูออก พี่ยังเขินอยู่ล่ะสิ”

       “นาย...”

       จู่ๆ โทรศัพท์บนโต๊ะก็สั่นขึ้นมา จี้เยี่ยนจื๋อที่ถูกขัดจังหวะปรายตามองหน้าจอแล้วกดรับ “ว่ามา”

       เลี่ยวข่ายที่อยู่ปลายสายรายงาน “ท่านประธานจี้ครับ ตอนนี้ลู่เหยียนชูยังอยู่ที่ศูนย์การแพทย์ นอกจากผู้จัดการที่ตามมาด้วยแล้ว ยังไม่พบบุคคลที่สามปรากฏตัวครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังมีโทสะอยู่พอดีข่มเสียงต่ำ “ไม่พบแล้วโทรมาทำไม?”

       “คือว่า...” เลี่ยวข่ายกลืนน้ำลาย “ลูกน้องของผมรายงานว่าวันนี้เจอคุณชายรองที่รุ่ยเหอครับ ก็เลย...”

       จี้ทิงที่กำลังจะคีบลูกชิ้นสิงโตจากหม้อดิน จู่ๆ ก็ถูกสายตาคมดุจใบมีดตวัดมอง

       “ส่งคนคอยตามต่อไป”

       พูดจบจี้เยี่ยนจื๋อกลับลดโทรศัพท์ลง แววตาแผ่ซ่านด้วยรังสีอำมหิต “ฉันคิดไม่ถึงเลยนะว่าเดี๋ยวนี้นายกับลู่เหยียนชูจะสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ”

       คิ้วของจี้ทิงกระตุกเล็กน้อย “ผมไม่รู้จักเขา จะไปสนิทกันตอนไหน?”

       “ไม่รู้จักงั้นเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อเค้นหัวเราะในลำคอ “งั้นวันนี้นายก็บอกฉันหน่อยสิ ว่านายไปรุ่ยเหอมาหรือเปล่า?”

       “ไปครับ ไปตรวจร่างกาย”

       จี้เยี่ยนจื๋อเลิกคิ้ว “ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินนะ นายก้าวเท้าไปตรวจร่างกายปุ๊บ ลู่เหยียนชูก็รีบแจ้นมาจากกองถ่ายที่ไหวโหรวปั๊บ พวกนายนี่ใจตรงกันจริงๆ”

       อาการหนึ่งที่พบบ่อยที่สุดของแอสเพอร์เกอร์คือการไม่เข้าใจความหมายแฝงหรือการประชดประชัน ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไร ผู้ป่วยมักจะรับสารได้เพียงความหมายตรงตัวเท่านั้น

       ทว่าในวินาทีนี้ จี้ทิงกลับเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่ง [จี้เยี่ยนจื๋อกำลังประชด เขาไม่เชื่อฉันเลยสักนิด]

       หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบ คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน “ตอนนี้นายพูดความจริงยังทันนะ ฉันอาจจะไม่ลงโทษนายก็ได้”

       “ที่ผมพูดก็คือความจริง”

       จี้ทิงวางตะเกียบลง จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่สงบนิ่งและเย็นชา “จี้เยี่ยนจื๋อ ความจริงแล้วพี่ไม่ใช่ไม่อยากเชื่อผมหรอก พี่แค่เกลียดผมมากเกินไป จนด่วนตัดสินว่าผมผิดโดยไม่คิดจะตรวจสอบต่างหาก”

       พูดจบเขาก็ละสายตา ลุกขึ้นจากเก้าอี้ “เชิญทานตามสบาย ผมขอตัวกลับห้องก่อน”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไป ความรู้สึกในใจกลับซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก อีกทั้งยังมีความหงุดหงิดสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ จากนั้นนิ้วมือเรียวยาวบีบโทรศัพท์แน่น ก่อนจะตัดสินใจกดโทรออกหาใครบางคน

       “ฟู่เฉิง ศูนย์การแพทย์ที่รุ่ยเหอนั่นเป็นของเครือบริษัทนายใช่ไหม?”

       “อืม ช่วยฉันเช็กอะไรหน่อย”

       …

       วันรุ่งขึ้น

       จี้เยี่ยนจื๋อใช้เวลาช่วงเช้าทั้งหมดไปกับการประชุมแผนกวิจัยและพัฒนา เมื่อก้าวออกจากห้องประชุม เลขาก็รีบนำโทรศัพท์มาส่งให้ทันที

       “ท่านประธานจี้ครับ เมื่อสักครู่คุณฟู่โทรมาสองสายครับ”

       “อืม”

       ทันทีที่กลับถึงห้องทำงานประธานบริษัท เขาก็ต่อสายกลับไป “ฮัลโหล ฟู่เฉิง”

       “เยี่ยนจื๋อ ฉันได้ของที่นายต้องการแล้ว”

       จี้เยี่ยนจื๋อ “งั้นนายสะดวกส่ง...”

       ฟู่เฉิงพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เรื่องที่ตรวจสอบพบมันค่อนข้างซับซ้อน มีบางอย่างที่เราต้องคุยกันต่อหน้า”

       จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วเล็กน้อย ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา “ได้ งั้นนายเลือกสถานที่มาเลย”

       ครึ่งชั่วโมงต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อขับรถมายังร้านอาหารตามที่นัดหมาย

       เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องรับรอง ฟู่เฉิงก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือมีชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เขาด้วย

       ผู้จัดการร้านปิดประตูล็อคจากด้านนอก ฟู่เฉิงจึงเริ่มแนะนำ “เยี่ยนจื๋อ ท่านนี้คือคุณหมอโจว จากแผนกอายุรกรรมประสาทของรุ่ยเหอ”

       ถึงขั้นต้องเชิญหมอมาด้วยเชียวหรือ?

       จี้เยี่ยนจื๋อเก็บอาการพลางยื่นมือไปจับกับอีกฝ่าย “สวัสดีครับ”

       เมื่อนั่งลงเรียบร้อย เขาก็หันไปหาฟู่เฉิง “มีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกันต่อหน้าขนาดนี้?”

       “เดี๋ยวนายก็รู้”

       พูดจบ ฟู่เฉิงก็หันไปทางคุณหมอ “หมอโจว รบกวนด้วยครับ”

       หมอโจวพยักหน้า ก่อนจะวางซองกระดาษลงบนโต๊ะแล้วดึงแผ่นฟิล์มสแกนสมองสามแผ่นออกมา

       “ท่านประธานจี้ครับ ฟิล์มสามแผ่นนี้คือผลการสแกนสมองของคุณจี้ทิงที่มาตรวจเมื่อวานครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อชะงักไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกอึดอัดระคนแน่นหน้าอกแล่นริ้วขึ้นมา จี้ทิงไปตรวจร่างกายมาจริงๆ งั้นเหรอ

       เมื่อเห็นเขาเงียบไป หมอโจวจึงอธิบายต่อ “การทดสอบระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวที่มีอยู่ทั่วไปในตลาดน่ะส่วนใหญ่เป็นแค่เรื่องหลอกลวงครับ ถ้าอยากจะรู้ระดับสติปัญญาที่แท้จริงของใครสักคน เราต้องดูที่สมองของเขา”

       จี้เยี่ยนจื๋อสัมผัสได้คำพูดของหมอมีนัยแฝง “ยังไงครับ?”

       “นี่คือภาพจำลอง NODDI ของคุณจี้ทิงครับ” หมอโจวชี้ไปที่แผ่นหนึ่ง ก่อนจะหยิบอีกแผ่นที่ดูใหม่กว่าออกมา “ส่วนแผ่นนี้คือของคนปกติ”

       “เวลาที่คนเราใช้ความคิด วงจรเซลล์ประสาทในสมองจะสร้างจุดประสานประสาท ซึ่งมีลักษณะคล้ายกิ่งก้านของต้นไม้ออกมา” ปลายนิ้วของหมอวาดเป็นวงกลมเพื่อให้เห็นภาพของกิ่งก้านที่กระจายตัวออกไป “ในคนปกติ กิ่งก้านเหล่านี้มักจะยุ่งเหยิงและกระจายตัวไม่เป็นทิศทาง เหมือนกับไฟเย็นที่กำลังลุกไหม้ ดังเช่นในภาพนี้ครับ”

       จี้เยี่ยนจื๋อมองตามที่หมอชี้ ก่อนจะหันกลับมาดูภาพของจี้ทิง

       ทว่าทันทีที่เห็นภาพนั้น คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เพราะกิ่งก้านในภาพของจี้ทิงนั้น นอกจากจะมีการแตกแขนงน้อยจนน่าใจหายแล้ว ทิศทางของมันยังรวมตัวกันอย่างเป็นระเบียบสุดขีด แตกต่างจากภาพข้างๆ อย่างสิ้นเชิง

       “กรณีแบบนี้พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ ตอนแรกถึงกับสงสัยว่าจะเป็นพยาธิสภาพของสมองรูปแบบใหม่หรือเปล่า” น้ำเสียงของหมอโจวเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น

       “จนกระทั่งพวกเราได้เห็นผล MRI สมองของคุณจี้ทิงครับ”

       “พวกคุณดูความหนาแน่นของเนื้อสมองส่วนสีเทานี่สิ แล้วดูปริมาตรของเนื้อสมองส่วนสีขาวนั่น...”

       หมอโจวอุทานออกมาด้วยความทึ่งราวกับกำลังชื่นชมสมบัติล้ำค่าของโลก เมื่อเห็นทั้งสองคนยังคงขมวดคิ้ว เขาจึงลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้

       “เอาเป็นว่าผมจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพนะครับ” หมอใช้มือทาบไว้ตรงระดับเอว “ระดับสติปัญญาของคนปกติจะอยู่ตรงนี้...”

       “ส่วนพวกอัจฉริยะจะอยู่ตรงนี้ครับ” หมอเลื่อนมือขึ้นมาอยู่ที่ระดับขมับ

       “แต่คุณจี้ทิงน่ะ เขาอยู่...” หมอโจวเบี่ยงตัวออกไปทางหน้าต่าง พร้อมกับยื่นจนสุดแขนเพื่อชูนิ้วชี้ขึ้นไปบนฟ้า

       จี้เยี่ยนจื๋อและฟู่เฉิง "..."


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^