LNCrawler

ตอนที่ 89 เริ่มง้อก่อน

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 89 เริ่มง้อก่อน

        ศูนย์วิจัยแห่งแรกที่จี้ทิงเข้าเยี่ยมชม คือห้องปฏิบัติการอัจฉริยะปัญญาประดิษฐ์

       เหล่านักวิจัยที่นี่ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางเทคนิคระดับ P6 [1] ขึ้นไป ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาจดจ่อกับภาระหน้าที่ในมือ จนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นการมาเยือนของคนทั้งสองเลย

       ยกเว้นเพียงคนเดียว... นั่นก็คือหวังเหมี่ยน

       ในฐานะหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำห้องปฏิบัติการ หวังเหมี่ยนถึงกับต้องวางงานทุกอย่างในมือทิ้งไว้ แล้วเอาแต่หมกมุ่นทำเจ้าโปรแกรมประมวลผลข้อความเฮงซวยนั่นมาสองวันเต็มๆ

       และในวินาทีที่เขากำลังก่นด่าจี้เยี่ยนจื๋ออยู่ในใจเป็นรอบที่หมื่น ดูเหมือนเทพยดาบนสรวงสวรรค์จะทรงรับรู้ถึงแรงพยาบาทของเขา จึงได้ส่งเทพธิดาที่เขาเฝ้าถวิลหา ให้เสด็จลงมาจุติเบื้องหน้าเสียที

       เดิมทีหวังเหมี่ยนตั้งใจจะออกมาหาชงกาแฟเพื่อเรียกสติ แต่ครั้นพอเห็นจี้ทิงเดินอยู่ในโถงทางเดิน เขาก็พุ่งตัวเข้าใส่ทันทีราวกับแรปเตอร์ที่หิวโหย

       ฟางเจี๋ยตกใจ เขารีบกางแขนขวางหน้าจี้ทิงไว้ตามสัญชาตญาณ “หัวหน้าหวังครับ ผมกำลังพาคุณจี้ทิงเยี่ยมชมห้องแล็บอยู่ พวกเรามารบกวนงานของคุณหรือเปล่าครับ?”

       หวังเหมี่ยนพยายามชะเง้อคอไปข้างหลังฟางเจี๋ย พอได้ยินดังนั้นก็ตวัดสายตากลับมามอง “นายพาน้องเขาชมแล็บเนี่ยนะ? นายจะไปรู้อะไร!”

       ฟางเจี๋ยถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่เขาไปล่วงเกินอะไรหวังเหมี่ยนเข้าหรือไง ทำไมถึงได้เปิดฉากโจมตีลามปามมาถึงเรื่องส่วนบุคคลแบบนี้?

       ในขณะที่ฟางเจี๋ยกำลังงุนงง หวังเหมี่ยนก็ยัดแก้วมัคใส่มือเขา ก่อนจะใช้บั้นท้ายเบียดอีกฝ่ายให้พ้นทาง

       “สวัสดีครับ ผมเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ประจำห้องแล็บปัญญาประดิษฐ์ ชื่อหวังเหมี่ยนครับ” พูดจบเขาก็รีบเช็ดมือกับกางเกงอย่างลนลาน แล้วยื่นส่งให้จี้ทิง

       จี้ทิงจับมือทักทายกับเขา ก่อนจะพิมพ์ชื่อตัวเองลงในไอแพด

       “รู้แล้วๆ รู้ดีเลยล่ะครับ” หวังเหมี่ยนยิ้มร่าจนหน้าดูเด๋อด๋าแถมยังเห็นเหงือกชัดเจน “น้องชายของประธานจี้นี่นา”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่อีกฝ่ายรู้เรื่องของเขาดีขนาดนี้

       ทว่ายังไม่ทันจะได้คิดอะไร หวังเหมี่ยนก็หันไปสั่งฟางเจี๋ย “เรื่องพาชมเดี๋ยวฉันจัดการเอง นายไปทำงานของนายเถอะ”

       “เอ่อ แต่ว่าคุณ...”

       ฟางเจี๋ยได้แต่ยืนอ้ำอึ้งพูดไม่ออก เพราะพอหวังเหมี่ยนพูดเสร็จก็คว้าแขนจี้ทิงเดินลิ่วหายเข้าไปในห้องแล็บระดับความปลอดภัยสูงอย่างกระตือรือร้นทันที

       เขาถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งรายงานจี้เยี่ยนจื๋อ

       ภายในห้องพักรับรอง จี้เยี่ยนจื๋อพอได้ยินว่าหวังเหมี่ยนเป็นคนพาน้องชายเขาไป ก็ถึงกับนั่งไม่ติดที่ เอ่ยถามเสียงเย็น “พวกเขาไปที่ไหนกัน?”

       เมื่อได้พบตัวจริงเสียที มีหรือที่หวังเหมี่ยนจะพลาดโอกาส เขาพาจี้ทิงไปดูผลงานชิ้นเอกที่ภาคภูมิใจที่สุดทันที

       “นี่คือแพลตฟอร์มเร่งการคำนวณรูปแบบใหม่ที่เราใช้เวลาสร้างถึงสามปีครับ มันมีบทบาทสำคัญในการผลักดันระบบจำลองโลกเสมือนปัญญาประดิษฐ์ และการคำนวณที่ยั่งยืนให้ก้าวล้ำไปอีก...”

       เขาพ่นคำบรรยายร่ายยาวต่อเนื่องกว่าครึ่งชั่วโมง ตั้งแต่เรื่องเน็ตเวิร์กสวิตช์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อ AI ขนาดใหญ่ ไปจนถึงแพลตฟอร์มการคำนวณที่ปฏิวัติวงการ คำพูดของหวังเหมี่ยนไหลพรั่งพรูราวกับเขื่อนแตกที่ไม่มีวันปิดได้

       ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาเริ่มเสียอาการ คือท่าทีของจี้ทิงที่เรียบเฉยตลอดเวลา ไม่มีความเห็นใดๆ คำที่พิมพ์ออกมานานๆ ครั้งก็มีแค่ ขอบคุณ รู้แล้ว หรือไม่เข้าใจเท่านั้น

       หวังเหมี่ยนเองก็เดาไม่ออกว่าไอ้ที่ว่าไม่เข้าใจนั้น เป็นเพราะเขาอธิบายได้ไม่เคลียร์ หรือจี้ทิงไม่ถนัดด้านนี้จริงๆ กันแน่ แต่สำหรับคนที่สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วขึ้นมาได้ด้วยตัวคนเดียว หวังเหมี่ยนโน้มเอียงไปทางที่ว่า เป็นเขาเองนั่นแหละที่พูดจาไม่เอาไหน

       แม้หวังเหมี่ยนจะเริ่มห่อเหี่ยวกับปฏิกิริยาของจี้ทิง แต่ทางด้านจี้เยี่ยนจื๋อที่แอบฟังอยู่นั้นกลับได้รับคำตอบที่โหดร้ายยิ่งกว่า

       เพราะจี้ทิงสรุปการบรรยายทั้งหมดของหวังเหมี่ยนด้วยนิยามสั้นๆ ว่า...

        [ก็ไม่เลว ถือว่ารู้ตัวว่าต้องใช้ความขยันเข้าชดเชยส่วนที่ขาด]

       จี้เยี่ยนจื๋อแอบนึกขอบคุณที่หวังเหมี่ยนไม่ได้ยินเสียงในใจนี้ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของหมอนั่น มีหวังคงได้ดิ้นเร่าๆ ลงไปนอนชักกับพื้นด้วยความอัปยศแน่

       อันที่จริง จี้ทิงไม่เคยดูถูกหยาดเหงื่อแรงกายของใครเพียงเพราะตนมีฝีมือเหนือกว่า ยิ่งเทคโนโลยีที่หวังเหมี่ยนกำลังพัฒนานั้นถือว่าล้ำหน้ากว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมไปไกลโขแล้ว

       เขาเพียงแต่รู้สึกเสียดายที่เป้าหมายหลักในระบบควบคุมแพลตฟอร์มคลาวด์วิจัย 6G ของอีกฝ่ายวางจุดโฟกัสผิดไป ซึ่งอาจจะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีไร้สายในขั้นตอนต่อไปต้องเสียเวลาเดินอ้อมโลกยาวไกลกว่าคนอื่น

       แต่เห็นว่าหวังเหมี่ยนเป็นคนสู้งานและขยันขันแข็งมาก เขาจึงคิดว่าการที่อีกฝ่ายรู้จักใช้ความเพียรทดแทนนั้นเป็นเรื่องที่ดี

       หลังจากหวังเหมี่ยนพาจี้ทิงเดินชมต่ออีกสิบนาที จี้เยี่ยนจื๋อก็ปรากฏกายขึ้นอย่างกะทันหัน

       “หวังเหมี่ยน กลับไปทำงานของคุณได้แล้ว”

       หวังเหมี่ยนสวนกลับทันควัน “ไม่ไปครับ!”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่สนใจเขา แต่หันไปมองจี้ทิงแทน “เจ้าหูน้อยจี้ ตามฉันขึ้นไปข้างบน”

       เขาไม่ได้ห่วงว่าจี้ทิงจะเหนื่อยหรอก แต่ตัวเขาเองต่างหากที่เหนื่อย

       เพราะทุกครั้งที่หวังเหมี่ยนพาจี้ทิงไปดูเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง จี้ทิงก็จะวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียพ่นออกมาในใจเหมือนเครื่องจักร AI

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ในฐานะประธานจี้เขาก็แค่มองตัวเลขในรายงานออก แต่พอลงลึกถึงระดับเทคนิคแบบจิกกัดแบบนี้ เขาถือเป็นแค่คนนอกที่ก้าวเท้าเข้ามาได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

       ดังนั้นเวลาจี้ทิงคิดอะไร เขาจึงต้องจำให้แม่น ยังไม่ทันถึงชั่วโมง ในสมุดบันทึกบนโทรศัพท์ของเขาก็เต็มไปด้วยข้อความเสียงที่บันทึกไว้กว่าหลายสิบรายการ

       จี้ทิงไม่ได้ขัดข้องอะไร เขาเดินตรงเข้าไปหาจี้เยี่ยนจื๋อทันที แต่หวังเหมี่ยนเริ่มลนลาน ถึงขั้นประกาศคำขู่กลางคัน “ประธานจี้! ถ้าคุณทำแบบนี้ ผมจะไม่ทำโปรแกรมประมวลผลนั่นให้แล้วนะ”

       จี้เยี่ยนจื๋อชำเลืองมองจี้ทิงด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะตวาดเสียงดุ “หุบปาก”

       หากหวังเหมี่ยนยอมเงียบก็คงประหลาดคนแล้ว เขารัวคำพูดออกมาไวปานพ่นไฟ “จี้ทิง คุณรู้ไหมว่าพี่ชายของคุณใจยักษ์แค่ไหน โปรแกรมประมวลผลข้อความที่เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์บ้าบออะไรนั่น เขาจะให้ผมทำให้เสร็จภายในสองวัน! ผมเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์นะ ไม่ใช่ควายในนา เขาโขกสับผมยังกับไม่ใช่คน!”

       จี้ทิงขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ฟังคำตัดพ้ออันแสนรันทดนั้น ในใจพลันฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงพิมพ์ข้อความชูให้จี้เยี่ยนจื๋อดู

        [ทำให้ผมเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องลำบากคุณหวังหรอก ผมให้สวีเหรินทำให้ก็ได้]

       เขาพิมพ์ออกไปแบบนั้น แต่ในใจกลับคิดว่า [หวังเหมี่ยนทำมาสองวันยังเหนื่อยจนกล้าด่าจี้เยี่ยนจื๋อ ให้ฉันทำเองน่าจะเร็วกว่า]

       จี้เยี่ยนจื๋อต้องพยายามข่มมุมปากไม่ให้ยกยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็นชา “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย ใครบอกว่าทำให้นายกัน”

       ขณะที่จี้ทิงกำลังจะเก็บไอแพดลงมาพิมพ์ต่อ หวังเหมี่ยนก็เสนอหน้าเข้ามาแทรก “สรุปทำให้น้องจี้ทิงเหรอ? โธ่ ถ้าบอกเร็วกว่านี้ก็จบแล้ว!”

       “เงียบไปเลย” จี้เยี่ยนจื๋อแทบอยากจะเย็บปากหมอนี่ทิ้งเสีย “เรื่องโปรแกรมประมวลผล ผมส่งต่อให้วังปินแล้ว ส่วนคุณน่ะ... ผมให้หยุดงานวันนึง!”

       “ผมไม่หยุด ผมจะทำโปรแกรมมม!!”

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่สนว่าอีกฝ่ายจะดิ้นตายอย่างไร เขาคว้าแขนจี้ทิงแล้วเหวี่ยงประตูปิดเสียงดังปัง พร้อมเดินจากมาทันที

       ในขณะที่อยู่ในลิฟต์เพื่อขึ้นไปชั้นบน จี้ทิงเหลือบมองจี้เยี่ยนจื๋อแวบหนึ่ง พอหันกลับไปแล้วครู่หนึ่งก็หันกลับมามองอีกรอบ

       “มองฉันทำไม?” จี้เยี่ยนจื๋อถามเสียงแข็ง

       คราวนี้จี้ทิงไม่พิมพ์ค้างไว้ แต่ชูไอแพดให้ดูตรงหน้า [ครั้งหน้าผมยังมีโอกาสมาดูศูนย์วิจัยที่เหลืออีกไหมครับ?]

       จี้เยี่ยนจื๋ออ่านจบก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ดูอารมณ์ฉันก่อน”

       จี้ทิงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หน้าจอจะปรากฏข้อความใหม่ [วันนี้ผมจะกลับไปนอนที่บ้านกับพี่]

       มุมปากของจี้เยี่ยนจื๋อเริ่มจะกลั้นไว้ไม่อยู่ จนเขาต้องรีบแสร้งกระแอมไอออกมาอย่างแรง “อะไรกัน นี่นายกำลังง้อฉันอยู่หรือไง?”

       หน้าจอไอแพดขึ้นตัวหนังสือค้างไว้ครู่หนึ่ง ก่อนที่จี้ทิงจะลบทิ้งแล้วพิมพ์ด้วยมือช้าๆ [ถ้าพี่คิดแบบนั้น มันก็คือแบบนั้นแหละครับ]

       จังหวะนั้นเองประตูลิฟต์ก็เปิดออก จี้เยี่ยนจื๋อก้าวเท้าออกไปก่อนเป็นคนแรก “ตามใจสิ อยากกลับก็กลับ”

       จี้ทิงรีบก้าวเท้าสั้นๆ ตามไปติดๆ แล้วชูไอแพดให้อีกฝ่ายดู [แล้วตอนนี้พี่อารมณ์ดีขึ้นบ้างหรือยัง วันหลังผมไปดูศูนย์วิจัยอื่นได้หรือเปล่าครับ?]

 

 

       เชิงอรรถ

        [1] นักวิจัยระดับ P6 ตามมาตรฐานโครงสร้างตำแหน่งของพนักงานมหาวิทยาลัย คือตำแหน่ง เชี่ยวชาญระดับต้น มักกำหนดให้ดำรงตำแหน่ง P5 (ชำนาญการ) มาก่อนไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือมีผลงานวิจัยที่เข้มข้น


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^