LNCrawler

ตอนที่ 92 ศัตรูหัวใจกลายเป็นศัตรูแค้น

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 92 ศัตรูหัวใจกลายเป็นศัตรูแค้น

        เลี่ยวข่ายได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองหน้าจอมอนิเตอร์ คนแซ่ฉินคนนี้ใครกันคือที่ทำให้ประธานจี้โกรธได้ขนาดนี้

       “ครับ งั้นผมจะไปเดี๋ยวนี้...”

       “เดี๋ยวก่อน”

       จี้เยี่ยนจื๋อรั้งเขาไว้กะทันหัน ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนใจ แต่เป็นเพราะเขานึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเสิ่นมู่หลานขึ้นมาได้

       ‘ตอนเด็กๆ ฉันเคยอยู่บ้านพักทหารเขตเดียวกับฉินไจ้เย่มาก่อน ไอ้หมอนั่นน่ะรู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมาลูกตาก็เย็บติดไว้บนกระหม่อมแล้ว มองใครก็เห็นเป็นขยะไปหมด นายต่อยมันก็ไม่แน่ว่าจะสู้ชนะมัน นายด่ามัน มันก็คงทำหน้าหยิ่งยโสเหมือนจะบอกว่า ใครที่กล้าตำหนิข้าต่อหน้า ผู้นั้นจะได้รับรางวัลอย่างงาม’

       ‘เพราะงั้นถ้านายอยากให้ฉินไจ้เย่ทรมาน มีเพียงวิธีเดียว คือทำให้เขายอมทิ้งศักดิ์ศรีแล้วก้มหัวให้นาย ฉันจะบอกอะไรให้ คนอย่างเขาน่ะ ถ้าต้องยอมเอ่ยปากอ้อนวอนนายสักครั้ง มันทรมานเสียยิ่งกว่าโดนนายซ้อมสิบหนเสียอีก’

       จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็นในใจ ทรมานงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะให้ฉินไจ้เย่ทรมานให้ถึงที่สุด...

       “นายไม่ต้องตอบกลับเขา แล้วก็ไม่ต้องไล่เขาไป” มุมปากของเขาหยักโค้งเป็นรอยยิ้มหยัน “แต่ถ้าเห็นฉินไจ้เย่ทำท่าจะกลับ ก็ให้บอกเขาไปว่าตอนนี้ฉันกับจี้ทิงมีธุระ ให้เขารออีกสักพัก”

       ดูท่าคนผู้นี้จะล่วงเกินประธานจี้ไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว

       เลี่ยวข่ายเข้าใจความหมายได้ทันที หลังจากวางสาย เขาจึงกำชับบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ให้จับตาดูฉินไจ้เย่ที่หน้าประตูบ้านไว้ให้ดี

       ฉินไจ้เย่รู้ดีว่าคนข้างในเข้าไปรายงานจี้เยี่ยนจื๋อแล้ว ทว่าเขายืนรออยู่หน้าประตูใหญ่ร่วมสิบนาที เครื่องสื่อสารกลับยังคงเงียบสนิทไร้การตอบรับ

       แววตาของเขาเย็นเยียบปานมีลมพายุพัดผ่าน จากนั้นมือหนายกขึ้นกดปุ่มเรียกอีกครั้ง

       บอดี้การ์ดสองคนมองที่หน้าจอ คนซ้ายเอ่ยถามว่า “เราต้องตอบอะไรเขาไหม?”

       “เมื่อกี้พี่เลี่ยวบอกแล้วไงว่าไม่ต้องสน ถ้าเขาจะไปค่อยว่ากัน”

       ฉินไจ้เย่ยืนรออยู่เช่นนั้นอีกครึ่งชั่วโมง ประตูก็ไม่ยอมเปิด คนข้างในก็ไม่ออกมา เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ เขาก็พอจะเดาออกว่าจี้เยี่ยนจื๋อกำลังเล่นตลกอะไรอยู่

       ฉินไจ้เย่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชาประดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว เย้ยหยันความเพ้อฝันอันน่าขันของอีกฝ่าย

       จี้เยี่ยนจื๋อคิดว่าถ้าเขาไม่ได้พบคน แล้วเขาจะยอมลดตัวอ้อนวอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือจะมายืนเซ่อรออยู่ที่นี่ทั้งวันอย่างนั้นเหรอ

       เฮอะ! สองพี่น้องคู่นี้ช่างไร้เดียงสาจนน่าตลกไม่ต่างกันเลย

       เขาก้าวไปข้างหน้า กดปุ่มสื่อสารอีกครั้ง คราวนี้ไม่สนว่าปลายทางจะตอบหรือไม่ เขาเอ่ยเสียงเย็นจัดทันที “ไปบอกจี้เยี่ยนจื๋อ ให้เขาดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน”

       เขาหยิบยื่นบันไดให้ก้าวลงแล้ว เป็นตระกูลจี้เองที่ไม่ยอมลงมา ถ้าอย่างนั้นก็อย่าได้มาปั้นหน้าทำตัวเป็นผู้น่าสงสารที่ถูกกระทำอีกเลย

       หลายวันที่ผ่านมาฉินไจ้เย่ไม่ได้กลับบ้าน และไม่ได้เข้าไปที่เขตรักษาการณ์ อีกทั้งข้อมูลกระบวนการสอบสวนของจี้ทิงก่อนหน้านี้ล้วนถูกหน่วยรักษาความลับปิดผนึกและนำตัวไป ดังนั้นจนถึงตอนนี้ ฉินไจ้เย่จึงยังไม่รู้เลยว่า จี้ทิงพูดอะไรออกมาบ้างตอนที่อยู่ในห้องขังเดี่ยว

       ส่วนเรื่องสถาบันวิจัยรวมถึงแรงกดดันจากเบื้องบน เขาคิดเอาเองว่าเป็นเพราะตระกูลเสิ่นถือโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวาย เพื่อจงใจขยายเรื่องให้บานปลาย

       เมื่อเห็นฉินไจ้เย่พูดจบแล้วหมุนตัวกลับ บอดี้การ์ดก็รีบกดปุ่มสื่อสารทันที “ประธานจี้บอกว่า ตอนนี้เขามีธุระกับคุณชายรอง ให้คุณรออีกสักครู่”

       ฉินไจ้เย่ได้ยินแล้ว ทว่ากลับทำหูทวนลม หมุนตัวเดินตรงไปยังรถของตนเอง

       บอดี้การ์ดเห็นท่าไม่ดีจึงรีบบอก “ฉันจะออกไปขวางเขาไว้ นายรีบบอกพี่เลี่ยวเร็ว!”

       บอดี้การ์ดอีกคนหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมา “พี่เลี่ยวครับ คนที่หน้าประตู...”

       ยังไม่ทันสิ้นเสียง ทั้งสองก็เห็นในจอภาพว่ามีรถอีกคันแล่นเข้ามา และจอดปิดท้ายรถของฉินไจ้เย่ไว้ได้อย่างประจวบเหมาะพอดี

       ลู่เหยียนชูเพิ่งลงจากรถ สายตาของเขาก็ปะทะเข้ากับฉินไจ้เย่ที่กำลังจะขึ้นรถพอดี

       โลกมันกลม... ไม่สิหากจะพูดให้ถูก คงต้องบอกว่าศัตรูมาพบกันในที่แคบมากกว่า ดวงตาของทั้งคู่จึงลุกวาวด้วยความโกรธแค้น

       ทว่าลู่เหยียนชูกลับเพียงกวาดสายตามองฉินไจ้เย่อย่างเฉยเมย ก่อนจะก้าวไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ “สวัสดีครับ ผมลู่เหยียนชู มาขอพบจี้ทิงครับ”

       ทำไมถึงมีคนมาหาคุณชายรองอีกคนแล้วล่ะเนี่ย...

       บอดี้การ์ดสองคนสบตากัน ก่อนจะแจ้งเรื่องนี้ผ่านวิทยุสื่อสารไปบอกเลี่ยวข่าย

       เลี่ยวข่ายเลิกคิ้วขึ้น วันนี้มันวันอะไรกัน ทำไมหน้าประตูบ้านตระกูลจี้ถึงได้คึกคักขนาดนี้กันนะ

       “บอกให้เขาถือสายรอสักครู่” หลังจากสั่งบอดี้การ์ดเสร็จ เขาก็รีบโทรศัพท์ไปถามจี้เยี่ยนจื๋อ

       ทันทีที่จี้เยี่ยนจื๋อได้ยิน เขาก็คิดว่า ลู่เหยียนชูที่เป็นต้นเหตุทำให้จี้ทิงต้องลำบากถึงเพียงนั้น ยังกล้ามาหาถึงที่นี่อีกหรือ?

       “บอกให้มันไสหัวกลับไปให้หมด”

       เลี่ยวข่ายลดโทรศัพท์ออกจากหู กำลังจะแจ้งบอดี้การ์ดที่หน้าประตู ทว่าวิทยุสื่อสารกลับดังขึ้นเสียก่อน “พี่เลี่ยวๆ สองคนนั้นกำลังปะทะกันอยู่ที่หน้าประตูเราแล้วครับ!”

       เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกดวิทยุสื่อสารตอบกลับ “พวกนายเงียบก่อน เดี๋ยวฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้”

       ระหว่างทางที่เลี่ยวข่ายมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่ เขาได้ถามพ่อบ้านว่าจี้ทิงตื่นหรือยัง

       อีกฝ่ายตอบว่าน่าจะยังไม่ตื่น เพราะยังไม่เห็นใครลงมาข้างล่างเลย

       “ถ้าคุณชายรองตื่นแล้ว พยายามอย่าให้เขาออกจากตึกหลักนะครับ ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ให้บอกว่าเป็นคำสั่งของประธานจี้”

       สองคนข้างนอกนั่นตั้งใจมาพบคุณชายรอง ถ้าเกิดข้อผิดพลาดจนได้เผชิญหน้ากัน เลี่ยวข่ายมีลางสังหรณ์ว่าประธานจี้จะต้องระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างแน่นอน

       เมื่อเขาไปถึงหน้าประตู ลู่เหยียนชูกำลังยืนส่งยิ้มอ่อนโยน พลางเอ่ยถามฉินไจ้เย่ว่าตั้งใจมาเพื่อขอโทษใช่หรือไม่

       ฉินไจ้เย่ยังคงวางท่าสูงส่งเช่นเดิม เขาไม่แม้แต่จะเหลือบมองลู่เหยียนชู “ขอโทษ? ตระกูลจี้คู่ควรได้รับมันอย่างนั้นหรือ”

       “ไม่ใช่เหรอ? ผมคงเข้าใจผิดไปเอง” รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่เหยียนชูยิ่งกดลึกขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็คงเป็นเพราะวันนี้อากาศดี พันโทฉินผู้สูงศักดิ์ถึงได้ยอมสละเวลามาขับรถเล่นแถวนี้สินะครับ”

       เลี่ยวข่ายเลิกคิ้วขึ้น ให้ตายเถอะ ลู่เหยียนชูยังคงมีฝีปากที่ร้ายกาจไม่เปลี่ยนจริงๆ

       คราวนี้ ฉินไจ้เย่ยอมหันมามองเขาในที่สุด แววตานั้นเรียบเฉยไร้ความรู้สึก “ลู่เหยียนชู ถ้านายเป็นผู้ชายพอ ก็เลิกประชดประชันได้แล้ว”

       ลู่เหยียนชูขมวดคิ้วด้วยความฉงน แสร้งถามทั้งที่รู้คำตอบ “ผมสะกิดโดนจุดอ่อนของคุณเข้าหรือเปล่าครับ ทำไมผมถึงรู้สึกว่าคุณกำลังโกรธ?”

       แววตาของฉินไจ้เย่ฉายแววดูแคลน “อย่างนายเหรอจะคู่ควร?”

       “คู่ควรหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะตัดสิน ที่นี่ไม่ใช่เขตรักษาการณ์ และผมก็ไม่ใช่ผู้ต้องหาที่คุณจะมาสอบสวนอีกต่อไป”

       รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้าของลู่เหยียนชู แทนที่ด้วยความเย็นชาในทุกถ้อยคำ “พันโทฉิน เป็นคนควรจะรู้จักตื่นลืมตาดูความจริงบ้างจะดีกว่านะ”

       ลู่เหยียนชูเป็นคนอารมณ์ดีเสมอมา การทำงานในวงการบันเทิงตลอดหลายปีทำให้เขาฝึกฝนความอดทนและมารยาทมาเป็นอย่างดี ดังนั้นแม้แต่ในอดีต ตอนที่มีเรื่องของหลิงซี เขาก็ไม่เคยเผชิญหน้ากับฉินไจ้เย่เช่นนี้เลย

       ทว่าตั้งแต่วินาทีที่เขารับรู้ถึงความอยุติธรรมที่จี้ทิงได้รับ ความสุขุมรอบคอบทั้งหลายของลู่เหยียนชูก็พลันมลายหายไปจนสิ้น ตอนนี้เขามีเพียงความปรารถนาเดียว คือการทวงความเจ็บปวดคืนให้ฉินไจ้เย่อย่างสาสม

       “ฉินไจ้เย่ คุณน่ะมักจะวางตัวอยู่เหนือใคร และคอยดูถูกพวกเราเสมอ” ลู่เหยียนชูเริ่มสาดถ้อยคำกรีดลึกถึงใจ “งั้นผมขอถามหน่อย ถ้าวันนี้จี้ทิงเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง คุณยังจะมายืนอยู่ตรงนี้ไหม?”

       ฉินไจ้เย่ยังไม่ทันได้อ้าปาก ลู่เหยียนชูก็ชิงตอบแทนเขาไปเสียก่อน “คุณไม่มีวันมาหรอก และอีกไม่นานคุณก็จะลืมชื่อจี้ทิงไปจนหมดสิ้นด้วยซ้ำ”

       “ที่วันนี้คุณยอมมากล่าวคำขอโทษ ก็เพียงเพราะจำนนต่อแรงกดดันจากเบื้องบน เพราะต้องยอมถอยให้กลุ่มบริษัทซื่อลี่ ต่อให้คุณจะไม่เต็มใจเพียงใด คุณก็ต้องยอมสยบต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าคุณอยู่ดี”

       พูดมาถึงตรงนี้ ลู่เหยียนชูก็แค่นยิ้มหยัน “ถ้าอย่างนั้นคุณจะต่างอะไรกับพวกเราล่ะ? ในเมื่อคุณมั่นใจในสิทธิพิเศษนัก ก็จงมีใจเด็ดเดี่ยวสู้ให้ถึงที่สุดสิ ให้ผมได้เห็นเป็นขวัญตาหน่อยสิว่า ตระกูลฉินของคุณจะปิดฟ้าด้วยมือเดียว [1] ได้จริงหรือเปล่า”

 

 

       เชิงอรรถ

        [1] ปิดฟ้าด้วยมือเดียว (只手遮天) เป็นสำนวนจีนที่ใช้เปรียบเปรยถึงการที่คนมีอำนาจหรืออิทธิพลใช้อำนาจอย่างมิชอบ


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^