LNCrawler

ตอนที่ 96 ผมไม่รังเกียจพี่หรอก

ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว [นิยายแปล] — novel.dek d.com · All chapters

ตอนที่ 96 ผมไม่รังเกียจพี่หรอก

        “แค่กๆ ... แค่กๆๆ!”

       จี้เยี่ยนจื๋อไอออกมาอย่างรุนแรง ทันใดนั้นเขาก็ปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเปิดประตูวิ่งลงจากรถไป แทบจะในวินาทีที่วิ่งไปถึงริมถนน เขาก็อาเจียนออกมา

       เลือดทั่วทั้งร่างคล้ายจะสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนแดงก่ำ ร่างกายของจี้เยี่ยนจื๋อสั่นเทาเล็กน้อย พร้อมกับเสียงไอโขลกเป็นระยะ ทั้งร่างทรมานจนแทบทนไม่ไหว

       เมื่อเขาพยายามยืดกายที่สะบักสะบอมขึ้นมาจัดการตัวเองอย่างลวกๆ ได้แล้ว พอกลับหลังหันไปจึงได้พบว่าจี้ทิงหายไปเสียแล้ว

       จี้เยี่ยนจื๋อหอบหายใจหนัก อาการวิงเวียนในสมองทำให้เขาจำต้องหลับตาลง หนีไปก็ดีเหมือนกัน แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกขยะแขยงตัวเองเลย...

       นิสัยรักความสะอาดจนเกินเหตุของจี้เยี่ยนจื๋อไม่ใช่สิ่งที่เป็นมาแต่กำเนิด ตั้งแต่เด็กจนถึงช่วงวัยรุ่น อย่างมากเขาก็แค่รักสะอาดเหมือนคนปกติทั่วไปเท่านั้น

       ทว่านับตั้งแต่เหตุการณ์ที่ถูกกักขังอยู่ในคอกม้าครึ่งเดือนครั้งนั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เริ่มแรกเขาเพียงแค่กังวลว่าจะมีกลิ่นเหม็นติดตัวหรือไม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มันก็ลุกลามจนกลายเป็นความรู้สึกว่าทั้งร่างกายรวมไปถึงสิ่งรอบข้างล้วนไม่สะอาดไปเสียหมด

       ทั้งที่ความจริงเขาไม่ได้กลิ่นไม่พึงประสงค์ใดๆ เลย แต่กลิ่นเหงื่อ กลิ่นมูลม้า และกลิ่นหญ้าแห้งที่เน่าเปื่อย ประสาทสัมผัสทางกลิ่นที่ตามหลอกหลอนเหล่านั้นกลับยังคงอบอวลอยู่ในโพรงจมูกไม่จางหาย เหมือนอย่างคนรับใช้ที่เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขาในตอนนั้น ท่าทางขยะแขยงพลางยกมือขึ้นปิดจมูกยังคงตราตรึงเหมือนหนอนชอนไชกระดูกมาจนถึงทุกวันนี้

       จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับนึกค่อนแคะในใจว่ายังดีที่จี้ทิงวิ่งหนีไปได้ทันเวลา ถ้าอีกฝ่ายเห็นสภาพเขาที่เป็นแบบนี้ แล้วแสดงสายตาแบบนั้นออกมาบ้าง...

       จี้เยี่ยนจื๋อกระตุกยิ้มหยันตัวเองเบาๆ พลางบอกกับตัวเองในใจว่าช่างมันเถอะ จะรังเกียจหรือไม่ก็ช่าง จี้ทิงจะคิดอย่างไรเขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอยู่แล้ว

       ทว่าในขณะที่เขากำลังเหม่อลอยอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจับเข้าที่ท่อนแขน

       จี้เยี่ยนจื๋อสะดุ้งลืมตาขึ้นด้วยความตกใจ และได้เห็นจี้ทิงที่วิ่งกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

       จี้ทิงตบแขนเขาเบาๆ ก่อนจะชี้ไปที่รถ [กลับไปนั่งบนรถเถอะครับ]

       ในอ้อมกอดของจี้ทิงมีถุงใบใหญ่ ข้างในบรรจุของที่ดูเหมือนผงกาแฟเอาไว้ ส่วนไอแพดยังวางอยู่ที่รถ เมื่อเห็นจี้เยี่ยนจื๋อเอาแต่จ้องเขาอยู่อย่างนั้นจึงต้องชี้ไปทางรถอีกรอบ

       จี้เยี่ยนจื๋อคว้าข้อมืออีกฝ่ายไว้ทันควัน คล้ายกับกลัวว่าเขาจะเห็นอะไรบางอย่างเข้า “ไป... กลับไปด้วยกัน”

       จี้ทิงอ้าปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตกลง จากนั้นเขาประคองจี้เยี่ยนจื๋อขึ้นไปนั่งบนที่นั่งข้างคนขับก่อน เขายังไม่กลับขึ้นรถ แต่หยิบขวดนมออกมาจากถุงในมือแทน

       จี้เยี่ยนจื๋อมองดูเขาบิดฝาขวดแล้วยื่นส่งมาให้ เขาขมวดคิ้วจ้องอยู่สองวินาทีก่อนจะเงยหน้าขึ้น “นี่อะไร?”

       จี้ทิงกะพริบตาปริบๆ แล้วชี้ตัวหนังสือบนขวดให้เขาดู

       จี้เยี่ยนจื๋อสูดลมหายใจเข้าลึก “ฉันอ่านออก ที่ถามเนี่ยคือจะเอามาให้ฉันทำไม”

        [ดื่มนมจะช่วยเคลือบกระเพาะได้ครับ] จี้ทิงหันมาทางเขาพลางทำท่าประกอบการดื่ม

       ริมฝีปากบางของจี้เยี่ยนจื๋อขยับเล็กน้อย แต่ก็ยอมรับขวดนมนั้นไป พอได้สัมผัสจึงรู้ว่ามันยังอุ่นอยู่

       เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย หรือว่าเมื่อกี้เจ้าหูน้อยจี้ไม่ได้วิ่งหนีไป แต่ตั้งใจไปซื้อของพวกนี้มาให้งั้นเหรอ?

       “นาย...”

       ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ จี้ทิงก็หยิบถุงที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา ยันกายลุกขึ้นแล้วปิดประตูรถให้เรียบร้อย

       เดิมทีจี้เยี่ยนจื๋อคิดว่าอีกฝ่ายจะเดินอ้อมหน้ารถเพื่อขึ้นรถ ทว่าผิดคาดที่จี้ทิงกลับเดินตรงไปยังจุดที่เขายืนอยู่เมื่อครู่ แล้วหยิบเอาสิ่งที่คล้ายผงกาแฟในถุงนั้นออกมา

       รูม่านตาของจี้เยี่ยนจื๋อหดเกร็ง ความตื่นตระหนกแล่นพล่านขึ้นมากลางอกอย่างรุนแรง เขารีบผลักประตูรถออกทันที “จี้ทิง นายกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!”

       จี้ทิงเพียงแต่หันมามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงเททรายแมวเต้าหู้ลงไปทับของบนนั้นต่อ

       ที่นี่คือหน้าประตูโรงพยาบาล ถ้าไม่กลบฝังไว้ก็จะสร้างความลำบากให้คนอื่น และยังช่วยให้พนักงานทำความสะอาดจัดการได้ง่ายขึ้นด้วย

       จี้เยี่ยนจื๋อไม่สนว่าร่างกายจะยังไม่สบายอยู่ เขาเดินจ้ำเข้าไปหาแล้วกระชากตัวอีกฝ่ายกลับมา “นายทำแบบนี้ทำไม ไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างหรือไง?!”

       จี้ทิงเททรายแมวไปได้ครึ่งถุงแล้ว เขามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะของจี้เยี่ยนจื๋อด้วยสายตาที่ดูจะไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงต้องโมโหขนาดนี้

       จี้เยี่ยนจื๋อถูกจ้องจนรู้สึกอึดอัดวุ่นวายใจไปหมด เขาจึงสะบัดข้อมืออีกฝ่ายออกอย่างเย็นชา “ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย กลับขึ้นรถไปซะ”

       ครั้งนี้จี้ทิงไม่ได้ทำท่าทางโต้ตอบอะไร เขายอมเดินกลับไปพร้อมกับจี้เยี่ยนจื๋อแต่โดยดี

       เมื่อทั้งคู่ขึ้นมานั่งบนรถ จี้เยี่ยนจื๋อก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรอีก บรรยากาศภายในรถดูเย็นเยียบและอึมครึม

       ผ่านไปครู่หนึ่ง ไอแพดที่คุ้นตาก็ถูกยื่นมาตรงหน้า [พี่รังเกียจที่ผมพูดไม่ได้ไหมครับ?]

       หลังจากกวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดนั้นจบ จี้เยี่ยนจื๋อก็เหลือบตาขึ้นมองด้วยสายตาเย็นชา “ฉัน...”

       ถ้าเป็นเมื่อก่อน คำว่ารังเกียจคงหลุดออกจากปากเขาไปนานแล้ว แต่ในนาทีนี้เมื่อมองสบตาจี้ทิง คำพูดร้ายๆ ที่ตั้งใจจะพูดออกไปกลับติดอยู่ที่ลำคอ

       จี้ทิงมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา บนหน้าจอปรากฏข้อความขึ้นมาอีกแถว [พวกเราแค่กำลังป่วย เพราะงั้นไม่เป็นไรครับ]

       [ไม่เป็นไร... ผมไม่ได้รังเกียจพี่ ผมรู้ว่าพี่แค่กำลังป่วย]

       หัวใจของจี้เยี่ยนจื๋อพลันเกิดความรู้สึกอ่อนวูบ คล้ายถูกโอบล้อมด้วยพลังอันอ่อนโยนบางอย่างที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นจนทำตัวไม่ถูก

       เขาใช้หางตาลอบมองเสี้ยวหน้าของจี้ทิง แต่ก็ยังคงปากแข็งหันหน้าไปทางหน้าต่างรถ “เรื่องนี้ ไม่ต้องให้นายมาบอกหรอกน่า”

       จี้ทิงเอียงคอเล็กน้อยมองเขา ก่อนจะตบแขนจี้เยี่ยนจื๋อเบาๆ

       “จะเอาอะไรอีก?”

        [ถ้าพี่ยังอยากอ้วกอีก เบาะหลังยังเหลือทรายแมวอีกครึ่งถุงนะครับ]

       “หุบปากไปเลย!” หูของจี้เยี่ยนจื๋อแดงก่ำจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา

       ...

       อาการป่วยครั้งนี้ถือว่าผ่านพ้นไปได้อย่างหวุดหวิด ทันทีที่ทั้งสองคนกลับถึงบ้าน จี้เยี่ยนจื๋อก็รีบกลับเข้าห้องเพื่ออาบน้ำทันที

       แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเมื่อเขาเดินออกมาจากห้องน้ำ กลับพบจี้ทิงนั่งอยู่ในห้องนอนของเขา

       “ใครอนุญาตให้นายเข้ามาในห้องฉันกัน ออกไปซะ” จี้เยี่ยนจื๋อดุ

       จี้ทิงยกไอแพดขึ้นมาอย่างสงบ [ผมมาคุมพี่เดินเล่นย่อยอาหารครับ]

       เสียงในใจ : [จี้เยี่ยนจื๋อนี่นิสัยประหลาดจริงๆ เมื่อวานเขายังยอมให้ฉันนอนที่นี่อยู่เลย ทำไมวันนี้แม้แต่จะเดินเข้าห้องยังไม่ได้ล่ะ?]

       จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับอึ้งไปกับเสียงในใจของอีกฝ่าย “ฉันจะเดินเล่นต้องให้คนมาคุมด้วยเหรอ ฉันเดินเองไม่เป็นหรือไง อย่าคิดว่าแค่พาส่งโรงพยาบาลครั้งเดียวแล้วฉันจะต้องฟังคำสั่งนายไปเสียทุกเรื่องนะ”

       จี้ทิงมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะพิมพ์ต่อ [เกาลัดคือน้ำใจที่ผมมอบให้เป็นการขอบคุณ ถึงผมจะไม่รู้ว่าพี่จะขาดสามัญสำนึกขนาดนั้น แต่ผมผิดเองที่ไม่ได้เตือน ก็ถือว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบอยู่บ้าง]

       คำว่า ‘ขาดสามัญสำนึก’ ทิ่มแทงตาจี้เยี่ยนจื๋อเข้าอย่างจัง เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสูดลมหายใจเข้าลึก “เชื่อไหมว่าฉันจะเอาไอ้ไอแพดเฮงซวยนี่ไปโยนทิ้ง”

       จี้ทิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะทอประกายวาบขึ้นมา [ผมรู้นะว่าพี่ไม่ทำหรอกครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่เขาทีหนึ่งพลางเอ่ยอย่างรำคาญใจ “ออกไปซะ ฉันจะเปลี่ยนเสื้อผ้า”

       จี้ทิงจึงเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่นด้านนอก และห้านาทีต่อมา จี้เยี่ยนจื๋อในชุดกีฬาก็เดินหน้าบึ้งออกมา ทั้งสองคนลงลิฟต์ออกจากอาคารหลักไปยังหน้าสวนหย่อม แต่จี้ทิงกลับเดินไปนั่งลงบนม้านั่งตัวยาวแทน

       เมื่อเห็นดังนั้น จี้เยี่ยนจื๋อก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “นายไม่ไปเดินกับฉันหรือไง?”

       จี้ทิงกะพริบตาด้วยความงุนงง ผ่านไปสองสามวินาที เขาจึงค่อยๆ ยกไอแพดขึ้นมา [ผมไม่ได้กินเกาลัดคั่วเข้าไปตั้งกิโลครึ่งนี่ครับ]

       จี้เยี่ยนจื๋อโกรธจนก้าวฉับๆ เข้าไปหา ทำท่าจะคว้าไอแพดมาโยนทิ้งจริงๆ

       จี้ทิงจึงกอดไอแพดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ในตอนนั้นเองที่จี้เยี่ยนจื๋อกลับปล่อยมือเสียดื้อๆ แล้วเปลี่ยนมาเอื้อมมือไปบีบที่ติ่งหูของเขาแทน มันไม่ได้แรงนัก แต่มันแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของการลงโทษ

       “เฮอะ ไม่เจียมตัวจริงๆ”


ทั้งนี้ หากยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน ทางเราจะแจกตอนฟรีเพิ่มอีกเป็นวันละ 3 ตอน นับตั้งแต่วันที่ยอดถึงเป็นเวลาไปอีก 5 วัน
.
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะๆ นะคะ ^^