ยาจากปู่หมอในฝัน
ยาจากปู่หมอในฝัน
ไป๋ลู่ฉีกเสื้อเทาของพี่ชายออกจากคอถึงอกในทีเดียว กระดุมไม้กระเด็นกระทบผนังดินดังเปาะแปะ
"อย่าให้นอนราบ! แม่ ยกหัวพี่ขึ้น ย่า เอาผ้าห่มม้วนหนุนหลัง ส่วนพ่อไปขวางประตูเอาไว้"
เสียงเธอดังและเร็วเหมือนปู่พรานตะโกนสั่งตอนหมีบุกแคมป์กลางดึก ไม่มีใครในกระท่อมถามว่าทำไม ทุกคนทำตาม แม่โจวอวี้เหลียนประคองศีรษะลูกชายขึ้น ย่าเหลียงม้วนผ้าห่มสามผืนหนุนหลังให้เขาอยู่ในท่านั่งพิง ไป๋ลู่ยกขาทั้งสองข้างของพี่ชายวางห้อยลงจากขอบเตียงเตา ให้เลือดคั่งอยู่ที่ขาแทนที่จะไหลกลับไปท่วมหัวใจที่รับไม่ไหว
ข้างนอกหมาป่าตัวหนึ่งตะกุยประตูไม้ดังแกรกๆ พ่อกระแทกด้ามจอบครึ่งท่อนใส่บานประตูสุดแรง เสียงกรรโชกดังลั่น
"เสี่ยวหู่ เอาดุ้นฟืนติดไฟจากเตาให้พ่อ!" ไป๋ลู่สั่งโดยไม่หันไปมอง
เธอดึงย่ามผ้าที่แขวนอยู่ข้างเตียงมาวางบนตัก หันหลังให้แสงตะเกียง แล้วกดนิ้วโป้งลงบนปานหมาป่าใต้ข้อมือซ้าย
ห่อผ้าสีขาวแบนๆ ห่อหนึ่งหล่นลงในอุ้งมือเธอ ตามด้วยขวดแก้วสีชาใบเล็กเท่านิ้วโป้ง แล้วเม็ดยาสีขาวแผงหนึ่งที่เธอแกะเม็ดออกมาสามเม็ดแล้วส่งแผงคืนไปในพริบตา ทั้งหมดหลุดออกมาจากก้นย่ามในสายตาของคนที่อยู่ในห้อง
ฉลากขวดถูกลอกทิ้งไว้ตั้งแต่ในคลังเมื่อคืนก่อนย้ายบ้าน เธอเตรียมการไว้เพราะรู้ดีว่าวันเช่นนี้ต้องมาถึง แต่ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วปานนี้
"อ้าปากพี่" เธอเทเม็ดยาขนาดเท่าเมล็ดงาสิบเม็ดลงบนฝ่ามือ กลิ่นพิมเสนเย็นฉุนโชยเตะจมูก ก่อนจะกดพวกมันลงใต้ลิ้นของอวิ๋นโจว "อย่ากลืนนะ อมไว้"
ลิ้นของเขาเย็นชืดราวกับปลาตาย
ไป๋ลู่คลี่ห่อผ้าออก เผยให้เห็นเข็มเงินเรียวบางเรียงรายเป็นระเบียบอยู่ในช่องผ้า เธอจุ่มปลายเข็มลงในเหล้าขาวที่เหลือจากผู้ใหญ่บ้าน ลนไฟตะเกียงรอบหนึ่ง แล้วแทงลงบนข้อมือด้านในของพี่ชาย เหนือรอยพับสองนิ้วตรงจุดเน่ยกวนทั้งสองข้าง นิ้วเรียวหมุนเข็มแผ่วเบากระทั่งรู้สึกว่าเนื้อเยื่อตึงกระชับดูดรั้งปลายเข็มไว้
เข็มเล่มที่สามปักลงกลางอก ตรงจุดกึ่งกลางระหว่างยอดอกทั้งสองอันเป็นตำแหน่งของจุดถานจง เล่มที่สี่และห้าตามลงบนแขนด้านในตรงจุดซี่เหมิน
ปลายนิ้วของเธอนิ่งสนิทจนน่าประหลาดใจ ปู่พรานเคยสอนไว้ คนที่จับเข็มแล้วมือสั่น คือคนที่ยังกลัวความผิดพลาด... ส่วนคนที่พลาดไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะสั่น
เธอใช้ก้นถ้วยบดเม็ดยาสีขาวสามเม็ดในช้อนจนละเอียด ละลายด้วยน้ำอุ่นจากกา แล้วค่อยๆ หยอดใส่ปากพี่ชายที่กำลังขบฟันแน่น "ยาขับน้ำค่ะ" เธอหันไปบอกแม่ที่ยืนมองตาค้าง "น้ำท่วมปอดพี่ ต้องรีบไล่มันออก"
ทุกคนในกระท่อมตกอยู่ในความเงียบงัน สายตาจับจ้องไปยังร่างบนเตียงโดยไม่อาจละไปไหน
ด้านนอกกระท่อม เสียงฝูงหมาป่าค่อยๆ ล่าถอยห่างออกไป หลังจากผู้เป็นพ่อโยนดุ้นฟืนติดไฟสองดุ้นผ่านช่องประตู เสียงหอนโหยหวนดังแว่วมาจากเนินเขาไกลลิบก่อนจะเงียบหาย ทิ้งไว้เพียงเสียงลมหายใจครืดคราดของอวิ๋นโจวสลับกับเสียงไส้ตะเกียงปะทุเป็นระยะ
ไป๋ลู่ยังคงแตะปลายนิ้วลงบนข้อมือของพี่ชายไม่ยอมปล่อย พลางนับจังหวะชีพจรเงียบๆ ในใจ
หนึ่งร้อยสี่สิบ... สะดุด... หนึ่งร้อยสามสิบแปด... สะดุด... หนึ่งร้อยสามสิบ...
ผ่านไปครึ่งก้านธูป ชีพจรลดลงเหลือหนึ่งร้อยยี่สิบครั้งต่อนาที ฟองโลหิตสีชมพูจางที่เคยผุดตรงมุมปากเริ่มแห้งสนิท
ล่วงเข้าหนึ่งก้านธูป ตัวเลขลดลงเหลือหนึ่งร้อยสิบ เสียงครืดคราดในทรวงอกแผ่วลงจนแทบไม่ได้ยิน นิ้วมือที่เคยเกร็งจิกอกเสื้อค่อยๆ คลายออกทีละน้อย
อวิ๋นโจวปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาดำขลับคู่นั้นสะท้อนเงาใบหน้าของน้องสาวท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว เขากวาดสายตามองเข็มเงินที่ปักอยู่บนอก มองย่ามผ้าบนตักของเธอ ก่อนจะเลื่อนไปมองขวดแก้วสีชาข้างหัวเข่า แล้วมุมปากที่ซีดเผือดก็หยักโค้งขึ้นเล็กน้อย
โจวอวี้เหลียนเป็นคนแรกที่กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ผู้เป็นแม่ปล่อยโฮออกมาด้วยความโล่งอก ขณะที่ผู้เป็นพ่อยืนหันหลังพิงบานประตู ไหล่กว้างสั่นเทิ้มเป็นระลอกสลับกับเสียงสูดหายใจลึก ส่วนเสี่ยวหู่เห็นแม่ร้องไห้ก็เบะปากร้องตาม ทั้งที่ยังไม่ประสีประสาว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ย่าเหลียงกลับไร้น้ำตา ย่านั่งนิ่งงัน สายตาจับจ้องเข็มเงินที่ยังคงปักคาอยู่บนร่างของหลานชาย ก่อนจะเบนสายตามามองหน้าหลานสาวอยู่นานแสนนาน "เข็มนี่... เอามาจากไหน"
ไป๋ลู่เตรียมคำตอบสำหรับคำถามนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว "ปู่หมอหนวดขาวในฝันค่ะย่า"
ความเงียบงันแผ่ซ่านไปทั่วทั้งห้อง แม้แต่เสี่ยวหู่ยังพลอยสะอึกหยุดร้องไห้ไปดื้อๆ
"ตอนที่ฉันตกเนินจนหัวแตก ฉันฝันยาวนานมากค่ะ ในฝันมีปู่หมอชราหนวดเคราสีขาวยาวถึงอก ท่านคอยสอนฉันจับชีพจร สอนฝังเข็ม สอนเรื่องสมุนไพร สอนซ้ำๆ จนฉันจำได้ขึ้นใจ" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเรียบเฉย "พอตื่นขึ้นมา ในย่ามก็มีห่อเข็มกับขวดยาพวกนี้อยู่แล้ว ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาได้ยังไง"
เรื่องที่แต่งขึ้นนี้ฟังดูเหลวไหลจนแม้แต่ตัวเธอเองยังนึกอยากหัวเราะ แต่ในยุคสมัยที่ห้ามเอ่ยถึงเรื่องลี้ลับผีสาง สิ่งเดียวที่ผู้คนจะยอมเชื่อโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ ก็คือเรื่องราวปาฏิหาริย์ที่ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หาความจริงได้นี่แหละ
ย่าเหลียงจ้องมองหลานสาวนิ่งอยู่อีกครู่ใหญ่ ก่อนจะพรูลมหายใจยาว
"ย่าจะไม่ถาม" หญิงชราพูด "เธอมีเรื่องที่ไม่อยากบอก ฉันเองก็มีเรื่องที่พูดไม่ได้เหมือนกัน แต่ต้องจำใส่หัวไว้ ห้ามแพร่งพรายเรื่องปู่หมอในฝันให้คนนอกบ้านได้ยินเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะหาว่าเป็นพวกแม่มดทรงเจ้า แล้วพวกกองอาสาจะลากตัวไปประจานให้อับอายกลางลานนวดข้าว"
"ค่ะย่า"
"ปู่หมอในฝัน..." อวิ๋นโจวพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธอ "ช่างใจดีเหลือเกิน พรุ่งนี้พี่คงต้องจุดธูปกราบขอบคุณท่านสักดอกแล้ว"
ไป๋ลู่สบตาประสานกับพี่ชาย ในดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว หรือแม้แต่ความคลางแคลงใจ มีเพียงแววตารู้เท่าทันประหนึ่งนายพรานเฒ่าผู้เจนจัดที่มองเห็นรอยเท้าลวงตั้งแต่ก้าวแรก แต่เลือกที่จะก้าวข้ามผ่านมันไปเงียบๆ
หุ้นชั้นดีตัวนี้ ไม่ใช่แค่มีความสามารถในการวิเคราะห์งบการเงินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เขายังฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเลขบรรทัดไหนที่ไม่ควรเอ่ยปากอ่านมันออกมาดังๆ
สองวันต่อมาอวิ๋นโจวลุกขึ้นนั่งกินข้าวต้มได้เอง อาการบวมที่ข้อเท้าลดลงไปครึ่งหนึ่ง แต่ไป๋ลู่กลับไม่ได้ดีใจนานนัก
เมื่อคืนเธอเข้าไปตรวจนับของในมิติ ยาจีนอัดเม็ดตำรับนั้นเหลืออยู่สี่สิบสองขวด หากอาการของเขากำเริบสัปดาห์ละครั้ง ยาจะหมดลงก่อนถึงเทศกาลตรุษจีนปีหน้า ยาขับน้ำแม้จะมีมากกว่า แต่ยาทุกเม็ดก็เปรียบเสมือนกระสุนปืนที่ยิงออกไปแล้วไม่มีวันเติมใหม่ได้ โรคลิ้นหัวใจรั่วเช่นนี้มีหนทางรักษาจริงเพียงทางเดียว คือการผ่าตัดในโรงพยาบาลใหญ่ที่เมืองเอกของมณฑล ซึ่งต้องใช้ทั้งใบส่งตัว เส้นสาย และเงินอีกหลายร้อยหยวน
ระหว่างนี้ทำได้เพียงประคองอาการด้วยยาต้มบำรุงหัวใจ เธอหว่านเมล็ดตันเซินและหวงฉีลงในแปลงดินดำของเรือนกระจกแล้ว แต่กว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็ต้องรออีกหลายวัน
เงินสองร้อยห้าสิบหยวนในอกเสื้อยังเป็นเงินร้อนที่อาจต้องคืนให้ตระกูลฮั่ว ส่วนเงินสิบสองหยวนที่เหลืออยู่ก็ซื้อยาได้ไม่กี่ห่อเท่านั้น
เธอต้องการเงินทุนก้อนใหญ่ และในหมู่บ้านแถบนี้มีสิ่งของเพียงชิ้นเดียวที่มูลค่าสูงพอจะแลกบ้านอิฐได้ทั้งหลังโดยไม่ต้องใช้คูปองนั่นคือ ‘โสมป่าแห่งเทือกเขาเฮยเฟิง’
บ่ายวันที่สอง ไป๋ลู่นั่งเหลาคันธนูอยู่หลังกระท่อม ไม้หม่อนที่เลือกมาจากกองฟืนยาวเกือบเท่าส่วนสูงของเธอ มันถูกเหลาจนโค้งมนเสมอกันทั้งสองข้างก่อนนำไปลนไฟเพิ่มความแกร่ง สายธนูฟั่นขึ้นจากเชือกป่านสามเกลียวชุบยางสน ส่วนลูกธนูสิบสองดอกทำจากกิ่งไม้ตรงที่ลนไฟดัดจนตรงแน่ว ปลายหกดอกถูกเผาไฟจนแข็งแกร่ง อีกหกดอกตอกตะปูที่ถอนจากบานประตูเก่าจนแบนเพื่อใช้แทนหัวลูกศร
เสี่ยวหู่นั่งยองๆ เฝ้ามองอยู่ข้างกายตาไม่กะพริบ "พี่จะขึ้นไปยิงหมีเหรอครับ"
"ไปหารากไม้" ไป๋ลู่ตอบ "ธนูพวกนี้เอาไว้แค่ขู่หมา"
เด็กชายทำหน้าไม่เชื่อ แต่ก็ไม่เซ้าซี้ถามต่อ คนในบ้านเริ่มเรียนรู้กันแล้วว่า คำถามบางอย่างไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามพี่สาวคนนี้
ก่อนเสียงไก่ขันแรกของเช้าวันที่สาม ไป๋ลู่วางกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ใต้ชามข้าวของย่า ตัวอักษรที่เขียนด้วยมือซ้ายเอนไปทางขวาอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีเค้าโครงลายมือโย้เย้ของเจ้าของร่างเดิมแม้แต่น้อย
‘ไปหาโสมบนเขา สามวันกลับ อย่าตามมา ยาของพี่อยู่ในห่อผ้าใต้หมอน เจ็บอกเมื่อไรให้อมใต้ลิ้นสิบเม็ด ห้ามให้พี่นอนราบ… ต้าหนิว’
เธอมองแผ่นหลังของย่าที่นอนตะแคงอยู่ปลายเตียงเตา ไหล่ผอมเกร็งขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจแผ่วเบา ย่าอ่านหนังสือออก ย่าจะเป็นคนแรกที่เห็นข้อความนี้ และย่าจะเป็นเพียงคนเดียวที่ห้ามไม่ให้พ่อวิ่งตามเธอขึ้นเขาไปด้วยขาที่ยังบาดเจ็บ
ไป๋ลู่สะพายคันธนู ย่ามผ้า ขวานมือของพ่อ และเชือกอีกหนึ่งขด ก่อนจะก้าวออกจากกระท่อม มุ่งหน้าสู่ความมืดมิดภายนอก
ผืนป่าเขาเฮยเฟิงยามย่ำรุ่งทั้งเปียกชื้นและหนาวเหน็บ สายหมอกไหลเอื่อยผ่านทิวสนราวกับควันธูป ไป๋ลู่ปีนป่ายขึ้นสู่สันเขาลูกแรกจนเหงื่อท่วมตัว ข้อเข่าของร่างหนักเก้าสิบกิโลกรัมส่งเสียงประท้วงทุกย่างก้าว แต่เธอกลับสังเกตเห็นว่าเชือกผูกกางเกงต้องดึงให้แน่นขึ้นอีกหนึ่งปม ร่างกายนี้เริ่มยอมสลายไขมันเพื่อตอบรับการใช้แรงงานหนักแล้ว
เมื่อข้ามผ่านสันเขาลูกที่สอง สภาพป่าก็เริ่มเปลี่ยนไป สนเตี้ยแปรเปลี่ยนเป็นสนแดงลำต้นมหึมาขนาดสองคนโอบ ใต้ร่มเงาครึ้มมีต้นเหลียงหนานและกอเฟิร์นขึ้นเบียดเสียดหนาทึบ พื้นดินเบื้องล่างนุ่มยวบด้วยเศษใบไม้ที่ทับถมกันมานานนับร้อยปี
ร่องรอยแรกที่เธอพบคือรอยกรงเล็บข่วนบนเปลือกสน มันอยู่สูงพ้นศีรษะเธอขึ้นไปอีกหนึ่งช่วงแขน รอยแผลห้าเส้นลึกจนมองเห็นเนื้อไม้สีเหลืองด้านใน ยางไม้ยังคงไหลเยิ้ม... หมีดำตัวผู้ ขนาดตัวใหญ่ยักษ์ และมันเพิ่งจะผ่านทางนี้ไปเมื่อเช้าตรู่
ไป๋ลู่รีบเบี่ยงทิศ เดินเลี่ยงไปทางใต้ลมทันที และร่องรอยที่สองก็คือสิ่งที่เธอเฝ้าตามหามาตลอดทั้งเช้า
ใต้โคนต้นเหลียงหนานเก่าแก่ ท่ามกลางกอเฟิร์นที่แผ่กิ่งก้านราวกับพัดจีน ช่อผลไม้สีแดงสดราวกับลูกปัดชาดชูเด่นอยู่บนก้านเดี่ยว ใบห้าแฉกเรียงซ้อนกันเป็นชั้น... สามชั้น... สี่ชั้น... และห้าชั้น!
ไป๋ลู่ทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างแผ่วเบา ราวกับเกรงว่าต้นไม้ตรงหน้าจะตื่นตระหนกแล้ววิ่งหนีหายไป
เธอใช้เวลาร่วมชั่วโมงค่อยๆ แซะดินรอบโคนต้นด้วยกิ่งไม้และนิ้วมือ ปู่ที่เป็นพรานเคยพร่ำสอนว่า การขุดโสมห้ามใช้เครื่องมือเหล็กเด็ดขาด และห้ามทำรากฝอยขาดแม้แต่เส้นเดียว เพราะหากขาดไปเพียงเส้นเดียว ราคาก็จะตกไปหนึ่งส่วน รากแก้วค่อยๆ เผยโฉมพ้นผืนดินขึ้นมาในลักษณะคล้ายคนยืนกางแขน ผิวของมันย่นเป็นลอนละเอียด รากฝอยยาวสลวยพันกันเกาะกลุ่มราวกับเส้นผม ตรงคอรากมีข้อเรียงตัวเป็นวงถี่ยิบ เธอบรรจงใช้ปลายเล็บนับทีละข้อ หกสิบกว่าข้อ!
โสมป่าอายุหกสิบปี! ชาติก่อนโสมขนาดนี้ในงานประมูลที่ฮ่องกงมีมูลค่าเทียบเท่ารถยนต์หรูหนึ่งคัน ส่วนในชาตินี้ มันคือค่ายารักษาของพี่ชาย ค่าซ่อมแซมบ้าน เสบียงอาหารสำหรับฤดูหนาว และเงินทุนตั้งต้นสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะตามมา
ไป๋ลู่บรรจงห่อมันด้วยมอสเปียกชื้นและเปลือกต้นเบิร์ชอย่างทะนุถนอมยิ่งกว่าทารกแรกเกิด ก่อนจะซุกเก็บไว้ในย่ามแนบชิดกับอกเสื้อ
ยังไม่ทันที่เธอจะได้หยัดกายยืนขึ้น เสียงคำรามกึกก้องก็แผดลั่นมาจากหุบเขาเบื้องล่าง มันเป็นเสียงที่ดังประสานขึ้นพร้อมกันสองสาย เสียงแรกทุ้มต่ำทรงพลังจนผืนดินสั่นสะเทือน ส่วนเสียงที่สองแหลมสูงบาดหูราวกับเสียงเหล็กขูดไปบนแผ่นหิน ฝูงนกทั่วทั้งป่าพากันบินแตกตื่นขึ้นจากยอดไม้ในทันที
ไป๋ลู่รีบหมอบคลานไปยังขอบเนิน แหวกกอเฟิร์นออกแล้วทอดสายตามองลงไปเบื้องล่าง
ณ ลานโล่งริมลำธาร หมีดำร่างยักษ์ยืนตระหง่านด้วยสองขาหลัง ความสูงของมันมากกว่าผู้ชายสองคนต่อตัวกันเสียอีก ขนบริเวณหน้าอกปรากฏรอยจันทร์เสี้ยวสีขาวเด่นชัด กรงเล็บคมกริบง้างค้างอยู่กลางอากาศ ฝั่งตรงข้ามของมันคือเสือลายพาดกลอนตัวเขื่องยาวเกือบสามเมตร มันกำลังหมอบต่ำ หางฟาดกวัดแกว่งไปมา บนหัวไหล่ของสัตว์ร้ายทั้งสองตัวมีบาดแผลฉกรรจ์ เลือดสีแดงฉานไหลอาบเป็นทางยาวหยดลงสู่พื้นหญ้า
พลันสายตาอันเฉียบคมเยี่ยงพรานป่าของไป๋ลู่ก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนั้น
หลังต้นสนแดงขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้ามลำธาร ชายคนหนึ่งในเครื่องแบบทหารสีเขียวซีดกำลังหมอบนิ่งสนิท ปลายกระบอกปืนไรเฟิลยื่นพ้นออกมาจากเงาไม้ เล็งตรงไปยังกลางลานโล่งที่สัตว์ร้ายทั้งสองกำลังจะเปิดฉากห้ำหั่นกันถึงชีวิต