โจรสาวแห่งเขาเฮยเฟิง
โจรสาวแห่งเขาเฮยเฟิง
ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่ยิง นิ้วชี้ทาบอยู่บนไกปืน แต่เขารู้ดีว่าเสียงปืนนัดเดียวในหุบนี้จะสะท้อนก้องไปถึงสามสันเขา เป้าหมายที่ตามรอยมาสี่วันสี่คืนย่อมไหวตัวทัน และรอยเท้าที่เพิ่งพบเมื่อเช้าคงอันตรธานไปอีกครั้งเหมือนเมื่อสองวันก่อน
หมีดำกับเสือโคร่งกำลังฟัดกันนัวเนียอยู่บนเส้นทางที่เป้าหมายเพิ่งเดินผ่าน สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงการเฝ้ารอ
สิบก้าวข้างหลัง หม่าเสี่ยวกังหมอบอยู่หลังขอนไม้ ขยับปากไร้เสียง "หัวหน้า เสือจะแพ้แล้ว" ถัดไปคือหลี่ต้าจ้วงกับทหารอีกสองนาย กระจายกำลังตามแนวลำธาร
เสือล่าถอยก่อน ไหล่ซ้ายฉีกขาดเป็นริ้ว มันคำรามครั้งสุดท้ายแล้วกระโจนหายเข้าพงหนาม หมีดำหยัดกายยืนสองขาหอบโยน เลือดไหลจากไหล่ลงอกเป็นทางยาว ก่อนจะเชิดจมูกดมกลิ่นในอากาศ
ลมเพิ่งเปลี่ยนทิศ ฮั่วเจิ้นเป่ยมองตามทิศทางที่หัวหมีหันไป บนเนินฝั่งตรงข้าม ท่ามกลางกอเฟิร์นหนาทึบ มีใครคนหนึ่งหมอบซุ่มอยู่ ร่างนั้นดูหนากำยำในเสื้อฝ้ายสีน้ำเงินซีด บนหลังสะพายคันธนูไม้คันใหญ่
ชาวบ้านบ้าคนไหนขึ้นมาถึงป่าลึกขนาดนี้…
หมีดำแผดเสียงคำรามกึกก้อง ก่อนจะวิ่งตะบึงขึ้นเนินมุ่งตรงไปยังร่างนั้นทันที
ลมทรยศเธอ… ไป๋ลู่รู้ทันทีที่เห็นหัวหมีหันกลับมา ลมหุบเขาเปลี่ยนทิศตอนสายอย่างที่ปู่พรานเตือนไว้เป็นร้อยครั้ง แต่คราวนี้มันเปลี่ยนโดยไม่มีใบไม้ไหวเตือนล่วงหน้า กลิ่นเหงื่อจากร่างหนักเก้าสิบกิโลกรัมลอยฟุ้งลงไปแตะจมูกหมีที่กำลังบาดเจ็บและบ้าเลือด
วิ่งหนีไม่ได้เด็ดขาด... ปู่พรานเคยพร่ำสอนว่าอย่าวิ่งหนีหมีขึ้นเนิน เพราะมันวิ่งเร็วกว่าม้า และอย่าคิดปีนต้นไม้เด็ดขาด เพราะหมีดำปีนป่ายเก่งกว่าลิงเสียอีก
เธอหยัดกายลุกขึ้นยืน ดึงลูกธนูหัวตะปูออกจากย่ามขึ้นพาดสาย แล้วง้างคันธนูจนสุดแขน
หมีทะลวงกอเฟิร์นขึ้นมา ห่างไปสามสิบก้าว ลูกแรกปักเข้าไหล่ขวาที่เป็นแผลอยู่แล้ว แต่มันไม่ชะลอ ลูกที่สองปักเข้าโคนคอ มันสะบัดหัวแล้ววิ่งตะบึงต่อ ยี่สิบก้าว ไป๋ลู่ดึงลูกที่สาม มือนิ่งสนิท ผ่อนลมหายใจออกยาว เล็งเป้าที่ตาซ้าย
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศออกไป ปักฉึกเข้าใต้ตาซ้าย เฉียดลูกตาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
หมีร้องโหยหวนแต่ไม่หยุด สิบก้าว กลิ่นสาบคาวเลือดตีหน้า ไป๋ลู่เห็นเขี้ยวเหลืองที่อ้ากว้าง เห็นกรงเล็บยาวเท่านิ้วมือ เธอโยนธนูทิ้งทันที มือขวาคว้าขวานที่เหน็บเอวขึ้นมามั่น
สมองคำนวณผลลัพธ์ในพริบตา ขวานสั้นเพียงเล่มเดียวกับหมีดำหนักสองร้อยกิโลกรัมที่กำลังบ้าเลือด โอกาสรอดชีวิตมีเพียงครึ่งต่อครึ่งเท่านั้น
แสงเงินวาบหนึ่งผ่านหางตาเธอไป มีดทหารเล่มหนึ่งพุ่งตัดอากาศมาจากทางซ้าย ปักฉึกเข้าที่ร่องหลังหูหมีจนมิดด้าม ร่างมหึมากระตุกเกร็งกลางอากาศ ขาหน้าพับลงทันที ไถลตามแรงส่งขึ้นเนินมาจนปลายจมูกเปียกเลือดหยุดอยู่ห่างปลายเท้าเธอไม่ถึงคืบ แล้วนิ่ง
ไป๋ลู่ยืนง้างขวานค้างอยู่อย่างนั้น ทรวงอกกระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจหอบโยน เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมเข้าตาจนแสบเคือง
ผู้ชายคนหนึ่งเดินขึ้นเนินมาจากทางซ้าย ก้าวยาวสม่ำเสมอเหมือนวัดระยะไว้ เขาสูงจนเธอต้องแหงนหน้ามอง สูงกว่าผู้ชายทุกคนในไป๋สือโกวไปอีกครึ่งหัว ไหล่กว้าง ชุดทหารสีเขียวซีดเปื้อนโคลนถึงเข่า ใบหน้าคมเหมือนสลักด้วยสิ่ว คิ้วดำดกเป็นเส้นตรง ดวงตาใต้คิ้วนั้นเย็นนิ่งเหมือนน้ำในบ่อลึก
เขาไม่ได้ปรายตามองเธอด้วยซ้ำ สายตาจับจ้องเพียงซากหมีดำ ก่อนจะก้มลงดึงมีดออกจากหลังหูของมันด้วยมือเดียวอย่างง่ายดาย แล้วเช็ดคราบเลือดบนใบมีดกับขนหนาของหมีสองสามที
"เธอบาดเจ็บไหม" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและห้วนสั้น
"ไม่ค่ะ" ไป๋ลู่เรียกสติกลับคืนมาพลางก้มลงเก็บคันธนู ก่อนจะชี้ปลายขวานไปยังลูกธนูสามดอกที่ยังปักคาอยู่บนร่างหมี "แต่หมีตัวนี้เป็นของฉัน"
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบตาเธอเป็นครั้งแรก สายตาคมกริบกวาดมองใบหน้าที่เปื้อนคราบดิน ไล่ลงไปถึงขวานในมือของเธอ แล้วจึงเลื่อนกลับมาสบตาอีกครั้ง
"มีดผมปักอยู่ตรงที่มันตาย"
"ลูกธนูของฉันปักอยู่สามจุดที่ช่วยถ่วงให้มันวิ่งช้าลง จนมีดของคุณสบโอกาสปักเข้าจุดตายได้ต่างหาก" ไป๋ลู่สวนกลับทันควัน "ถ้าไม่มีลูกธนูของฉัน มีดของคุณคงปักโดนต้นสนไปแล้ว"
พลันมีเสียงหลุดหัวเราะแว่วมาจากด้านหลัง ทหารสี่นายเพิ่งตามขึ้นเนินมาถึง คนหนึ่งตัวผอมเกร็งหน้าตาเจ้าเล่ห์ ส่วนอีกคนร่างใหญ่ล่ำหน้าดำทะมึน ทั้งคู่ยืนอ้าปากค้าง มองสตรีตรงหน้าสลับกับซากหมีดำยักษ์อย่างไม่อยากเชื่อสายตา
"หัวหน้า... เธอกล้าเถียงหัวหน้าด้วยแฮะ" ทหารตัวผอมกระซิบกระซาบ แต่ก็ดังพอที่จะได้ยินกันถ้วนทั่ว
ไป๋ลู่ไม่ได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น ตอนอายุเก้าขวบเธอเคยยืนต่อรองราคาหนังจิ้งจอกแทนปู่กับพ่อค้าขนสัตว์ที่หน้าตายและเย็นชามากกว่านี้เสียอีก
"ต้นทุนของฉันคือลูกธนูสามดอกกับความเสี่ยงที่ต้องยืนเผชิญหน้าตอนหมีวิ่งเข้าใส่ ส่วนต้นทุนของคุณคือมีดเล่มเดียวซึ่งตอนนี้ก็ได้คืนไปแล้ว" เธอเจรจาด้วยน้ำเสียงรวดเร็วแต่ชัดถ้อยชัดคำ "แต่ในเมื่อมีดของคุณเป็นตัวปิดงาน ฉันก็ยอมรับได้ งั้นเรามาแบ่งกันคนละครึ่ง ยุติธรรมดีสำหรับทั้งสองฝ่าย"
ชายหนุ่มจ้องมองเธอเนิ่นนาน นานเสียจนทหารตัวผอมข้างหลังต้องแสร้งกระแอมไอทำลายความเงียบ
"ถ้าแบกไหว..." เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ก็เอาไปทั้งตัวเลยสิ"
ทหารร่างยักษ์หน้าดำหัวเราะร่า หมีดำตัวนี้ขนาดใหญ่โตกว่าวัวรุ่นเสียอีก ต่อให้ใช้แรงผู้ชายฉกรรจ์สี่คนช่วยกันหามก็ยังต้องหยุดพักทุกๆ ร้อยก้าว
ไป๋ลู่ไม่มีอารมณ์ขันร่วมด้วย เธอถลกแขนเสื้อฝ้ายขึ้นจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นข้อนิ้วมือซ้ายที่เคยแตกยับจากการล่าหมูป่าซึ่งบัดนี้ยังคงเป็นสะเก็ดแผลสีเข้ม
"ทั้งตัวฉันไม่เอาหรอกค่ะ" เธอยืนกรานเสียงแข็ง "ฉันขอรับไว้แค่ครึ่งเดียวตามสิทธิ์ที่ควรได้เท่านั้น"
เธอพลิกหมีหงายท้องด้วยสองมือ ร่างหนักสองร้อยกิโลกรัมกลิ้งตามแรงส่งราวกับกระสอบฟาง เสียงหัวเราะเยาะของทหารร่างล่ำพลันสะดุดกึก คมขวานในมือกรีดเปิดหน้าท้องหมีเป็นแนวยาวตั้งแต่ยอดอกจรดหว่างขา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปควักเครื่องในออกมาอย่างรวดเร็วและหมดจดราวกับทำมาทั้งชีวิต
ถุงน้ำดีสีเขียวเข้มขนาดเท่าไข่เป็ดถูกเลาะออกอย่างประณีต เชือกเส้นเล็กมัดปากถุงแน่นหนากันน้ำดีรั่วซึม เธอใช้ใบไม้ใบกว้างห่อมันไว้หลายชั้นแล้วซุกเก็บเข้าย่าม ทหารทั้งสี่นายได้แต่มองตาปริบๆ ไม่มีใครรู้เลยว่าถุงใบจิ๋วนี้ หากนำไปขายให้ร้านขายยาในเมือง จะมีมูลค่าสูงลิ่วเสียยิ่งกว่าเนื้อหมีทั้งตัว
แต่ชายหน้านิ่งคนนั้นกลับรู้ดี เธอทันสังเกตเห็นเรียวคิ้วของเขาขยับกระตุกขึ้นเล็กน้อย
จากนั้นเธอก็จามขวานลงตามแนวกระดูกสันหลังเหนือสะโพก ครั้งที่หนึ่ง... สอง... จนถึงครั้งที่ห้า ไม่มีครั้งใดเบี่ยงไปจากแนวเดิม เสียงกระดูกลั่นเปาะพร้อมกับชั้นเนื้อที่แยกออกจากกัน เธอใช้มีดพับเล่มเล็กกรีดตัดเส้นเอ็นที่ยังยึดติดอยู่อย่างคล่องแคล่ว เพียงอึดใจเดียว หมีป่าตัวเขื่องก็แยกออกเป็นสองท่อน
ไป๋ลู่เช็ดมือกับกอหญ้า ย่อตัวลงต่ำ สอดไหล่เข้าใต้ซากหมีท่อนหลังส่วนที่เป็นสะโพกและขาคู่หลัง จากนั้นจึงออกแรงยืดตัวขึ้น
เนื้อก้อนมหึมาหนักร่วมร้อยกิโลกรัมลอยขึ้นพาดบ่า หัวเข่าของเธอทรุดฮวบและสั่นระริกอยู่เสี้ยววินาทีก่อนจะกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคง มือข้างหนึ่งกระชับขาหมีไว้มั่น ส่วนมืออีกข้างเอื้อมไปหยิบธนูขึ้นสะพายบ่าอย่างคล่องแคล่ว
ในป่าเงียบสงัด นกสักตัวยังไม่ยอมส่งเสียง
"ครึ่งหน้าเป็นของคุณ" ไป๋ลู่มองไปทางหมีอีกซีกที่กองอยู่บนพื้นหญ้า "ค่ามีด"
"โจร..." ทหารร่างล่ำหน้าดำโพล่งขึ้นเป็นคนแรก เสียงแหบพร่าเหมือนเด็กหนุ่มเพิ่งแตกเนื้อหนุ่ม "โจรป่า! หัวหน้า นี่มันโจรป่าชัดๆ! ปล้นหมีกลางวันแสกๆ ต่อหน้าทหารตั้งห้านาย!"
"หลี่ต้าจ้วง แกหุบปากไปเลย" ทหารร่างผอมกระทุ้งศอกใส่สีข้างเพื่อน แต่ตัวเองกลับหัวเราะจนน้ำตาเล็ด "แต่ก็จริง โจรป่าตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ"
ไป๋ลู่ยักไหล่ข้างที่ว่างจากซากหมี "โจรที่ไหนจะแบ่งเนื้อให้เจ้าทุกข์ตั้งครึ่งหนึ่งคะ"
ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาของลูกน้องอีกต่อไป สายตาของเขาจับจ้องเพียงหญิงสาวที่แบกซากหมีครึ่งตัวตรงหน้า ใบหน้ากลมแป้นเปรอะเปื้อนคราบดินปนเลือดหมี เหงื่อเม็ดเป้งไหลซึมตามขมับ แก้มอิ่มเบียดจนดวงตาเรียวเล็กแทบปิด แต่ดวงตาคู่นั้นกลับดำขลับและคมปลาบดุจตาเหยี่ยว เธอจ้องมองเขาตรงๆ ปราศจากความหลบเลี่ยง เขินอาย หรือหวาดกลัว
นับแต่ก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาล ผู้หญิงทุกคนที่มองเขา หากไม่ใช่ด้วยสายตาสมเพชเวทนา ก็เป็นสายตาใคร่รู้ว่าข่าวลือเรื่องนั้นเป็นจริงหรือไม่ ตลอดสามเดือนมานี้ ร่างกายท่อนล่างของเขาเย็นชาราวกับแช่อยู่ในลำธารน้ำแข็ง หมอบอกว่าเป็นผลข้างเคียงจากบาดแผล และเขาก็จำต้องเชื่อ เพราะไม่มีคำตอบอื่นใดให้ยึดเหนี่ยวอีกแล้ว
สายตาที่ผู้หญิงคนนี้มองมา ไม่ต่างจากนายพรานจ้องมองพรานอีกคนที่เข้ามาแย่งเหยื่อตัวเดียวกัน หัวใจของเขาสะดุดไปจังหวะหนึ่ง
ฮั่วเจิ้นเป่ยขมวดคิ้ว มือแกร่งทาบลงบนอกซ้ายโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบลดลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"เมื่อเช้าเธอเห็นใครผ่านมาทางนี้บ้างไหม" เขาถาม "ผู้ชาย เสื้อสีเทา สะพายห่อผ้า"
"ไม่เห็นตัว เห็นแต่รอยเท้า" ไป๋ลู่ตอบทันควัน "ข้ามลำธารตรงหินก้อนแบนนั่น รองเท้าผ้าใบพื้นยาง ขาซ้ายลงน้ำหนักเบากว่าขาขวา น่าจะเจ็บข้อเท้าซ้าย เดินมุ่งหน้าไปทางผาเหนือ รอยดินยังไม่แห้งดี ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหรอก"
ทหารทั้งสี่พลันเงียบกริบ หยุดหัวเราะเป็นปลิดทิ้ง
ฮั่วเจิ้นเป่ยมองเธอนิ่ง พวกเขาตามรอยชายคนนั้นมาสี่วันเต็ม เพิ่งจะรู้เมื่อวานนี้เองว่ามันบาดเจ็บที่ข้อเท้า
"ขอบคุณ" เขาพูด "แล้วเธอจะลงเขาทางไหน"
"ทางสันผาเหนือค่ะ ทางนั้นลงไป...ไปหมู่บ้านฉันใกล้ที่สุด" ไป๋ลู่กลืนชื่อหมู่บ้านลงคอได้ทันท่วงที คนแปลกหน้ากลางป่าลึกไม่จำเป็นต้องรู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน "พวกสหายทหารก็ระวังตัวด้วยนะคะ"
เธอหมุนตัวเดินจากไป ซากหมีครึ่งตัวบนบ่าโยกคลอนตามจังหวะก้าวเท้าอันหนักหน่วง ทิ้งรอยย่ำลึกเป็นแนวยาวไว้บนผืนดินอ่อนนุ่ม
"หัวหน้าครับ" หม่าเสี่ยวกังกระซิบกระซาบ "จะไม่ถามชื่อเธอหน่อยเหรอครับ"
ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่ตอบ สายตาจับจ้องแผ่นหลังกว้างนั้นจนกระทั่งลับหายไปหลังแนวสน ก่อนจะหันมาสั่งเสียงเฉียบขาด "เก็บเนื้อ แล้วตามรอยไปทางเหนือ"
ใบหูของเขาขึ้นสีแดงระเรื่อ ลูกน้องทั้งสี่เห็นเต็มตา แต่ไม่มีใครกล้าปริปากพูดสักคำ
สันผาเหนือเป็นแนวหินแกรนิตทอดยาวที่ถูกแรงลมกัดเซาะจนเรียบเกลี้ยง ด้านหนึ่งเป็นป่าสนทึบ อีกด้านเป็นหน้าผาสูงชันดิ่งลงสู่หุบเหวที่สายหมอกยังไม่จางหาย
ไป๋ลู่วางซากหมีลงบนโขดหินใหญ่ริมหน้าผา ความชาแล่นริ้วจากไหล่ขวาลงไปถึงข้อศอก เธอนั่งลงหอบหายใจ บิดลำคอไปมาจนกระดูกลั่นกร๊อบ ก่อนจะล้วงห่อโสมในย่ามออกมาตรวจดูอีกครั้ง รากโสมยังอยู่ครบถ้วน ตะไคร่น้ำที่ห่อไว้ยังคงชุ่มชื้น
มุมปากบางหยักยิ้ม วันนี้ได้ทั้งโสมอายุหกสิบปีหนึ่งราก ดีหมีหนึ่งถุง และเนื้อหมีอีกครึ่งตัว หากเป็นชาติก่อน คืนนี้เธอคงต้องเปิดแชมเปญฉลองไปแล้ว
พลัน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว... รอยเท้าที่ลงน้ำหนักขาซ้ายเบากว่าปกติเมื่อเช้า มุ่งตรงขึ้นมาทางหน้าผาเหนือเช่นกัน ซึ่งเป็นทางเดียวกับที่เธอกำลังนั่งอยู่นี่!
กลิ่นเหงื่อไคลเปรี้ยวขื่นปนกลิ่นยาสูบฉุนกึกโชยมาปะทะจมูกจากทางด้านหลัง ทว่ายังไม่ทันที่ไป๋ลู่จะเอี้ยวคอไปได้ครึ่งทาง มือหยาบกร้านข้างหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากหลังโขดหิน นิ้วมือแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กบีบหมับเข้าที่ลำคอของเธอ รัดแน่นจนลมหายใจของเธอขาดห้วงไปในทันที!