ชีพจรไม่โกหก
ชีพจรไม่โกหก
ห้านิ้วจิกลงบนลำคอของไป๋ลู่ราวกับตะขอเหล็กแขวนซากหมูในโรงเชือด ลมหายใจเฮือกสุดท้ายถูกเค้นตัดขาดกลางหลอดลม ซากหมีครึ่งตัวบนบ่าไถลร่วงลงกระแทกพื้นหินดังตุบ
"อย่าร้อง" เสียงกระซิบแหบพร่าดังชิดใบหู กลิ่นยาสูบฉุนจัดปนกลิ่นเหงื่อเปรี้ยวพ่นรดแก้ม "เดินไปกับฉัน ทหารพวกนั้นจะไม่กล้ายิง"
ปลายแหลมเย็นเฉียบกดลงตรงเอวด้านขวา แม้ไม่ลึก ทว่าก็เพียงพอจะเตือนให้รู้ว่าคมมีดเล่มนั้นร้ายกาจเพียงใด
ไป๋ลู่ยืนนิ่งไม่ขยับ ปู่พรานในชาติก่อนเคยสอนไว้ว่า สัตว์ที่ถูกต้อนจนมุมคือสัตว์ที่อันตรายที่สุด และคนร้ายที่ถือมีดจ่อเอวเธออยู่ยามนี้ก็คือสัตว์จนมุมตัวนั้น เสียงรองเท้าทหารย่ำดังแว่วมาจากเนินด้านล่าง ระยะห่างไม่เกินสองร้อยก้าว
มันต้องการตัวประกัน ไม่ใช่ศพ เพราะศพเดินเองไม่ได้ อย่างไรเธอก็ต้องมีชีวิตอยู่รอดไปก่อน หญิงสาวคำนวณในใจเงียบๆ ขณะที่สายตาเริ่มพร่าเลือนเป็นจุดดำ นิ้วมือของมันแข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา ทั้งยังรู้ตำแหน่งเส้นเลือดคอดีเกินกว่าจะเป็นโจรกระจอกทั่วไป คนผู้นี้ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
"เดิน!" มันออกแรงดันเธอไปทางซ้าย มุ่งสู่เส้นทางแคบชันเลียบขอบผาที่ทอดลงไปยังอีกฝั่งของสันเขา ซึ่งเป็นทางรอดเดียวที่จะพ้นจากวงล้อมทหาร ไป๋ลู่ก้าวตามแรงผลักไปหนึ่งก้าว สองก้าว เศษหินใต้รองเท้าผ้าร่วงกราวลงสู่ก้นเหวลึก เธอไม่ได้ยินเสียงมันกระทบพื้นเลยด้วยซ้ำ… ลึกขนาดนี้เชียวหรือ
ครั้นถึงก้าวที่สาม หญิงสาวเหยียบลงเต็มฝ่าเท้า ทิ้งน้ำหนักตัวเก้าสิบกว่ากิโลกรัมทั้งหมดลงบนส้นเท้าซ้าย ก่อนจะกระแทกท้ายทอยถอยหลังกลับไปเต็มเหนี่ยว
กร๊อบ! เสียงกระดูกดั้งจมูกหักสะบั้นดังสนั่นชัดเจนยิ่งกว่าเสียงนกบนยอดสน มันแผดร้องลั่น นิ้วมือที่รัดคอคลายออกกึ่งหนึ่ง ทว่าปลายมีดกลับจิกเข้าเนื้อเอวเพิ่มขึ้นอีกนิด ไป๋ลู่รีบคว้าข้อมือข้างที่ถือมีดของมันไว้แน่น แล้วออกแรงบีบสุดกำลัง
พละกำลังปานช้างสารไม่เคยทำให้เธอผิดหวัง มีดสั้นหลุดจากมือมันร่วงดิ่งลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง ชายคนนั้นหอบหายใจฟืดฟาดผ่านโพรงจมูกที่หักเบี้ยว เสียงรองเท้าทหารกระชั้นชิดเข้ามาทุกที ร้อยก้าว... ห้าสิบก้าว...
มันไม่ยอมถอย ทว่ากลับกระโจนเข้าใส่ไม่ใช่กระโจนใส่เธอ แต่พุ่งไปยังทางเดินแคบๆ ที่ลาดลงหน้าผาไปอีกฝั่ง ซึ่งเป็นทางเดียวที่ทหารจะตามไม่ทัน มือซ้ายของมันยังคงเกี่ยวแขนเธอไว้เพื่อใช้เป็นโล่มนุษย์ ร่างหนักเก้าสิบกิโลกรัมถูกกระชากตามไปครึ่งก้าวก่อนจะทันตั้งหลัก ทว่ามือขวาของไป๋ลู่กลับตะปบคอเสื้อของมันไว้แน่นด้วยสัญชาตญาณที่ปู่พรานเคยพร่ำสอน สัตว์ที่ติดบ่วงแล้ว ห้ามปล่อยให้มันลากบ่วงหนีไปเด็ดขาด
"ปล่อย!" มันแผดเสียงตะคอก ไป๋ลู่ไม่ตอบคำ นิ้วมือที่กำคอเสื้อยิ่งจิกเกร็งแน่นหนาขึ้นกว่าเดิม
ขอบหินใต้ฝ่าเท้าของคนทั้งสองส่งเสียงครืดคราดแผ่วเบา ราวกับเปลือกไข่ที่กำลังปริร้าว หินแกรนิตที่ถูกลมฝนกัดเซาะมานับร้อยปีอาจรับน้ำหนักคนคนหนึ่งได้ ทว่ามันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรองรับคนสองคนที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่เช่นนี้
พริบตานั้น พื้นใต้ฝ่าเท้าก็พลันมลายหายไป
ท้องฟ้าหมุนคว้างกลายเป็นแถบสีเขียวสลับเทา ลมหนาวเหน็บจากก้นเหวพุ่งขึ้นมาปะทะใบหน้า ทันใดนั้น ข้อมือซ้ายของเธอก็ถูกบางอย่างกระชากไว้อย่างแรง แรงเสียจนหัวไหล่แทบจะหลุดออกจากเบ้า
ไป๋ลู่แหงนหน้าขึ้นมองเบื้องบน ชายหนุ่มคนนั้นกำลังนอนราบอยู่บนขอบผาชัน ครึ่งตัวยื่นออกมากลางอากาศ มือใหญ่ข้างหนึ่งกำข้อมือเธอไว้แน่นหนา ส่วนอีกข้างจิกเกร็งเข้ากับรากสนที่โผล่พ้นซอกหิน เส้นเลือดบนหลังมือปูดโปนเป็นลำ ใบหน้าคมคายที่เธอเพิ่งทุ่มเถียงเรื่องหมีด้วยเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อน บัดนี้ซีดเผือดจนริมฝีปากไร้สีเลือด
ขณะที่มือขวาของเธอยังคงกำคอเสื้อของสายลับไว้แน่น ร่างของชายคนนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าเธอ ดิ้นรนพล่านพร้อมกับแผดร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือด
"ปล่อยมัน!" ชายหนุ่มเบื้องบนเค้นเสียงสั่ง "ผมดึงสองคนไม่ไหว!"
"ไม่ปล่อย!" ไป๋ลู่สวนกลับทันควัน "ฉันยอมเจ็บคอไปรอบหนึ่งแล้ว ของที่ติดบ่วงแล้วยังไงก็ต้องได้กลับบ้าน!"
"เธอ..."
"คุณไม่ต้องดึง" เธอเอ่ยขัดก่อนที่เขาจะทันพูดจบ "แค่จับฉันไว้เฉยๆ ก็พอ"
หญิงสาววาดปลายเท้าหาจุดยันบนหน้าผาชัน กระทั่งเจอชะง่อนหินก้อนหนึ่งที่ยื่นออกมาพอให้เหยียบยัน จึงออกแรงดันตัวขึ้นไปช้าๆ ทีละคืบ แขนขวาหิ้วร่างคนทั้งคนขึ้นมาด้วยราวกับหิ้วกระสอบข้าวโพด ครั้นหน้าอกพ้นขอบผา เธอก็เหวี่ยงแขนเต็มแรง โยนร่างสายลับข้ามหัวชายหนุ่มไปกระแทกพื้นหินดังโครมใหญ่ มันแน่นิ่งไม่ไหวติงอีกเลย
ไป๋ลู่คลานพ้นขอบผาขึ้นมาได้ทั้งตัว ก่อนจะนอนแผ่หราหอบหายใจสะท้านอยู่บนลานหินที่อุ่นระอุด้วยแดดเที่ยง ลำคอแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก สองมือสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ และในวินาทีนั้นเอง เธอกลับรู้สึกอยากหัวเราะออกมาดังๆ
ประตูห้องเย็นในคืนนั้นไม่มีมือของใครเปิดออกช่วยชีวิต ทว่าวันนี้กลับมีมือของคนแปลกหน้ายื่นลงมาคว้าเธอไว้กลางอากาศ ทั้งที่เธอกับเขายังไม่ทันได้รู้จักชื่อแซ่กันด้วยซ้ำ
ทหารสี่ห้านายกรูตามขึ้นมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน สองนายตรงเข้ากดร่างสายลับที่สลบไสลลงกับพื้นแล้วจับมัดมือไพล่หลัง อีกนายค้นตัวจนเจอม้วนกระดาษน้ำมันซ่อนอยู่ในพื้นรองเท้า ส่วนหม่าเสี่ยวกัง ทหารร่างผอมเกร็งที่เคยหัวเราะร่าพลางเรียกเธอว่าโจรป่าจนน้ำตาเล็ดเมื่อตอนสาย บัดนี้กลับยืนอ้าปากค้างอยู่ตรงขอบผา เขามองลงไปในหุบเหวสลับกับหันมามองเธอตาไม่กะพริบ
"หัวหน้าครับ... เธอ... เธอหิ้วมันขึ้นมาด้วยมือเดียวจริงๆ เหรอครับ"
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามของลูกน้อง เขาลุกขึ้นขยับมาคุกเข่าลงข้างกายเธอ มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านบนซ้ายของเครื่องแบบทหารสี่กระเป๋า แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่งออกมา มันขาวบริสุทธิ์เสียจนดูผิดที่ผิดทางท่ามกลางผืนป่าที่มีแต่เศษดินและคราบเลือดเช่นนี้
"หันมานี่"
ไป๋ลู่หันหน้าไปหาเขาตามสัญชาตญาณ ชายหนุ่มบรรจงเช็ดแก้มให้เธออย่างแผ่วเบา ตรงจุดที่คราบเลือดจากจมูกของสายลับสาดกระเซ็นเปื้อนเปรอะ สัมผัสจากผ้าเนื้อนุ่มกดลงบนรอยข่วนใต้โหนกแก้มจนเธอเผลอสะดุ้ง มือของเขาพลันชะงักงันไปชั่วครู่
"เลือดมันหรือเลือดเธอ"
"ส่วนใหญ่เป็นของมัน"
"อืม"
เขาลงมือเช็ดต่อจนสะอาดหมดจด ปลายนิ้วของเขาไม่ได้สัมผัสถูกผิวแก้มเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงผืนผ้าขาวที่ค่อยๆ ซับสีแดงจนกลายเป็นสีชมพูระเรื่อ สายตาคมปลาบหยุดนิ่งอยู่ที่รอยนิ้วมือสีแดงก่ำบนลำคอระหงของเธอนานเกินกว่าที่ควรจะเป็น ก่อนที่สันกรามของเขาจะขยับบดเข้าหากันแน่น
ไป๋ลู่มองใบหน้าคมคายนั้นในระยะประชิดเป็นครั้งแรก คิ้วเข้มดกหนา สันจมูกโด่งตรงรับกับริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มแน่นเป็นเส้นตรงคล้ายคนไม่เคยยิ้มแย้ม ทว่าจู่ ๆ เธอกลับสังเกตเห็นใบหูข้างซ้ายของเขาค่อยๆ แดงเรื่อขึ้นมาทีละน้อย
ช่างน่าสนใจนัก... ผู้ชายที่กล้าห้อยตัวลงจากหน้าผาสูงชันได้โดยไม่กะพริบตา ทว่ากลับหูแดงซ่านเพียงเพราะต้องเช็ดหน้าให้ผู้หญิง
"หัวหน้าพกผ้าเช็ดหน้ากับเขาด้วยเหรอวะ" หม่าเสี่ยวกังกระซิบกระซาบกับเพื่อนทหารเสียงดังพอที่จะได้ยินกันไปทั้งป่า "ฉันอยู่กับหัวหน้ามาตั้งสามปี ไม่เคยเห็นแกพกสักครั้งเลย"
"หม่าเสี่ยวกัง" น้ำเสียงเรียบนิ่งของเขาไม่ได้ดังขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทว่าทหารร่างผอมกลับสะดุ้งโหยง ยืดตัวตรงแน่วทันควัน "ไปช่วยแบกหมี"
"ครับผม!"
ชายหนุ่มยัดผ้าเช็ดหน้าเปื้อนคราบเลือดใส่มือเธอ "เก็บไว้ซะ"
"แต่นี่ของของคุณนะ"
"มันเปื้อนแล้ว"สิ้นคำเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปดูอาการของสายลับ ทิ้งให้ไป๋ลู่นั่งกำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้เพียงลำพัง
ทหารนายที่ค้นตัวยื่นม้วนกระดาษน้ำมันส่งให้ ชายหนุ่มคลี่มันออกดูท่ามกลางแสงแดดจ้า ไป๋ลู่ซึ่งนั่งอยู่ห่างออกไปเพียงสามก้าวลอบมองเห็นตัวเลขเขียนด้วยดินสอเรียงรายเป็นแถวยาวเหยียด ไร้ซึ่งตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว ทว่าตัวเลขเจ็ดทุกตัวกลับมีขีดสั้นๆ ขวางตัดกลางลำตัว คล้ายกับลายมือของคนที่ฝึกเขียนเลขตามตำราตะวันตก
เขาจ้องมองรอยขีดนั้นเนิ่นนานกว่าตัวเลขอื่นๆ ก่อนจะม้วนกระดาษแผ่นนั้นกลับคืน แล้วสอดเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อด้านในของตนเอง โดยไม่ยอมใส่ลงในถุงเก็บของกลาง
"หัวหน้าครับ ของกลางชิ้นนี้ต้องส่ง..." ทหารนายนั้นอ้าปากท้วง
"ผมจะส่งเอง"
น้ำเสียงของเขาเรียบสนิททว่าเด็ดขาดเหมือนทุกครา แต่ไป๋ลู่สังเกตเห็นว่าปลายนิ้วของเขากดทับลงบนกระเป๋าเสื้อซ้ำอีกครั้ง คล้ายกับคนที่เคยทำสิ่งสำคัญหล่นหายระหว่างทางมาก่อน ในหัวของเธอพลันมีเสียงของนักบัญชีดังแทรกขึ้นมาโดยไม่มีใครเชิญ... รายการนี้ควรบันทึกบัญชีเป็นอะไรดี? ของขวัญ หรือว่า หนี้สิน?
ท้องฟ้าในป่าลึกมืดสลัวลงอย่างรวดเร็ว ดวงตะวันยังไม่ทันลับทิวสนดี สายหมอกหนาก็เคลื่อนตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา ชายหนุ่มผู้นั้นจึงสั่งให้ตั้งค่ายพักแรมใต้ชะง่อนหินริมลำธาร ด้วยรู้ดีว่าการหามทั้งร่างสายลับและซากหมีลงเขาในยามวิกาล ก็ไม่ต่างอะไรจากการเชื้อเชิญฝูงหมาป่าให้มาร่วมโต๊ะอาหารค่ำ
ไป๋ลู่ตัดสินใจร่วมพักค้างแรมด้วย ซากหมีครึ่งตัวของเธอหนักเกินกว่าจะแบกหามลงเขาคนเดียวท่ามกลางความมืดมิด และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ยามโพล้เพล้ที่ผ่านมาเธอเหลือบไปเห็นพวงผลสีแดงสดโผล่พ้นกอเฟิร์นหนาทึบริมลำธารฝั่งตรงข้าม สีแดงจัดจ้านเช่นนั้นในป่าลึกแถบนี้ย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก... โสมป่า เธอจำเป็นต้องรอคอยแสงสว่างของวันใหม่
กองไฟกองใหญ่ลุกโชนส่งแสงสว่างไสว เนื้อหมีเสียบไม้ย่างส่งเสียงฉ่า ยามไขมันร้อนๆ หยดลงบนถ่านแดงคุ ไป๋ลู่ล้วงหยิบห่อผ้าเล็กๆ ออกจากย่ามอย่างเคยชิน ด้านในคือเกลือเม็ดหยาบและพริกแห้งป่นที่เธอแอบหยิบมาจากคลังเสบียงแล้วเทใส่ห่อผ้าเก่าไว้ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน หญิงสาวโรยเครื่องปรุงลงบนเนื้อ พลิกไม้กลับด้าน แล้วโรยซ้ำอีกรอบ
กลิ่นหอมโชยเตะจมูกส่งผลให้ทหารหนุ่มทั้งห้านายหยุดคุยกันโดยพร้อมเพรียง ครั้นถึงเวลาแบ่งปันอาหาร ก็ไม่มีใครกล้าเรียกเธอว่าโจรป่าอีกต่อไป พวกเขาเปลี่ยนมาเรียกเธอว่า "พี่สาว" แทนอย่างประจบเอาใจ หม่าเสี่ยวกังฟาดเนื้อหมีไปแล้วถึงสามไม้ ทว่าสายตายังคงชะเง้อมองไม้ที่สี่ตาเป็นมัน ขณะที่ชายหนุ่มหัวหน้านั่งกินเงียบๆ อยู่ตรงปลายวง เขาเคี้ยวกลืนอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงเคี้ยวรบกวนแม้เพียงนิด
ทว่ากลับมีทหารนายหนึ่งที่กินน้อยผิดปกติ ชายร่างสูงใหญ่ไหล่หนาบึกบึน ใบหน้ากร้านแดดกร้านลม ผู้ซึ่งเคยตะโกนด่าเธอว่า "โจรป่า" เสียงดังที่สุดในกลุ่มเมื่อตอนสาย เขากินเนื้อหมีไปเพียงชิ้นเดียวก็วางไม้เสียบลง มือขวายกขึ้นลูบคลำบริเวณลิ้นปี่แผ่วเบา คล้ายเป็นความเคยชินที่ทำจนติดเป็นนิสัย
"หลี่ต้าจ้วง แกไม่กินต่อแล้วเหรอวะ" หม่าเสี่ยวกังถามทั้งที่ปากยังมันแผล็บ "ปกติเห็นแกกินเรียบหมดหม้อตลอด"
"อิ่มแล้ว" หลี่ต้าจ้วงเรอเอิ๊กออกมาคำโต ก่อนจะหันมาทางไป๋ลู่พลางส่งยิ้มกวนโทสะ "แม่นางโจรป่า... เอ๊ย พี่สาว ฉันเห็นพี่เด็ดใบไม้มาขยี้ทาแผลเมื่อบ่ายนี้ ท่าทางจะรู้เรื่องสมุนไพรไม่เบา แล้วจับชีพจรเป็นกับเขาด้วยหรือเปล่าล่ะ"
"พอเป็นอยู่บ้าง"
"งั้นช่วยดูให้ฉันหน่อยสิ" เขายื่นข้อมือหนาเตอะมาตรงหน้าเธอ พลันขยิบตาให้กลุ่มเพื่อนทหารอย่างล้อเลียน "ดูซิว่าชาตินี้ฉันจะได้เมียสวยกับเขาไหม"
เพื่อนทหารรอบวงหัวเราะครืน ทว่าไป๋ลู่กลับไม่ได้หัวเราะตามไปด้วย เธอทาบนิ้วทั้งสามลงบนข้อมือหนานั้นอย่างแผ่วเบา... นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง วางทาบตามตำแหน่งที่ปู่พรานเคยจับมือเธอฝึกหัดซ้ำแล้วซ้ำเล่านับพันนับหมื่นครั้ง ตั้งแต่เยาว์วัยยามที่เธอยังเขียนหนังสือไม่เป็นด้วยซ้ำ
ชีพจรใต้ปลายนิ้วเต้นลื่นทว่ากลับฝืดเคือง คล้ายสายน้ำที่พยายามไหลผ่านท่อระบายที่มีตะกอนหนาทึบอุดตันอยู่ภายใน ตำแหน่งกึ่งกลางของข้อมือขวาตึงเครียดและเต้นกระชั้นหนักหน่วงกว่าจุดอื่น ไป๋ลู่กดปลายนิ้วลึกลงไปอีกนิด แล้วนิ่งฟังเสียงสะท้อนจากร่างกายอย่างตั้งใจ เนิ่นนานเสียจนเสียงหัวเราะครื้นเครงรอบกองไฟค่อยๆ เงียบเสียงลงไปเอง
"กินข้าวได้แค่ครึ่งชามก็รู้สึกจุกเสียด" หญิงสาวเอ่ยเสียงเรียบ "พออิ่มแล้วจะปวดตื้อๆ ตรงลิ้นปี่ ไม่ใช่ปวดแสบปวดร้อน มีอาการเรอเปรี้ยวอยู่บ่อยครั้ง สองเดือนมานี้เข็มขัดต้องเจาะรูเพิ่มใหม่อย่างน้อยหนึ่งรู และบางเช้า... อุจจาระก็ดำคล้ำราวกับยางมะตอย"
รอยยิ้มกวนโทสะบนใบหน้าของหลี่ต้าจ้วงพลันแข็งค้างและหุบลงทันตา
"ฉันพูดผิดไปตรงไหนหรือเปล่า"
"...พี่สาวรู้ได้ยังไง"
"ชีพจรไม่เคยโกหกใคร" ไป๋ลู่ละมือออกจากข้อมือของเขา "ในกระเพาะของคุณมีก้อนเนื้อร้ายเกาะอยู่ แม้ยามนี้จะยังเล็ก ทว่าหากกลับไปถึงค่ายแล้วรีบให้หมอที่โรงพยาบาลตรวจรักษา ก็ยังพอมีทางทันการณ์ แต่ถ้ายังดึงดันปล่อยทิ้งไว้จนถึงหน้าหนาว... ฉันก็ไม่รับประกันชีวิตคุณแล้ว"
บรรยากาศรอบกองไฟเงียบกริบไปอึดใจใหญ่ ก่อนที่หม่าเสี่ยวกังจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นขึ้นมาเป็นคนแรก
"โธ่เอ๊ย! ก้อนเนื้อในกระเพาะอะไรกัน! ก็ไอ้ต้าจ้วงมันแอบย่องไปกินหมั่นโถวค้างคืนของโรงครัวทุกคืนนั่นแหละ ก้อนหมั่นโถวอุดตันล่ะไม่ว่า!"
คราวนี้ทหารทั้งวงต่างพากันหัวเราะครื้นเครงหนักกว่าเก่า บางคนถึงกับตบเข่าฉาด บางคนสำลักเนื้อหมีจนหน้าดำหน้าแดง "หมอดูโจรป่าชัดๆ!" ใครคนหนึ่งตะโกนล้อเลียน หลี่ต้าจ้วงแสร้งหัวเราะร่าตามน้ำ เสียงดังกว่าใครเพื่อน ทว่ามันเป็นเสียงหัวเราะที่ดังเกินไปจนฟังดูไม่เป็นธรรมชาติ และในระหว่างที่กำลังหัวเราะอยู่นั้น มือขวาของเขากลับเลื่อนย้อนกลับไปวางทาบอยู่ตรงลิ้นปี่อีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
ไป๋ลู่ไม่ได้เอ่ยปากโต้เถียง เธอเพียงฉีกเนื้อหมีเคี้ยวต่อเงียบๆ ปู่พรานเคยเอ่ยเตือนพรานหนุ่มคนหนึ่งว่าแผ่นน้ำแข็งบนแม่น้ำในปีนั้นบางเกินกว่าจะเดินข้าม ชายผู้นั้นกลับหัวเราะเยาะใส่หน้าปู่ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน ทว่าหลังจากนั้นเพียงสามวัน... ก็ไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลยตลอดกาล
มนุษย์เรามักจะหัวเราะเสียงดังที่สุด ยามที่ความจริงตรงกับสิ่งที่ตนเองหวาดกลัวลึกๆ ในใจ
ทว่ามีเพียงคนเดียวรอบกองไฟที่ไม่ยอมหัวเราะ ชายหนุ่มผู้นั้นวางไม้ย่างเนื้อลงบนโขดหิน เปลวไฟวูบวาบสาดส่องใบหน้าคมคายของเขาให้เกิดเงาสลัวสลับแสง ดวงตาคมปลาบสีเข้มคู่นั้นไม่ได้ปรายตามองลูกน้องที่กำลังหัวเราะจนน้ำตาไหลเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับจับจ้องนิ่งตรงมายังมือของเธอ... ปลายนิ้วทั้งสามที่เพิ่งละออกจากการจับชีพจรเมื่อครู่
"หลี่ต้าจ้วง" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ดังนัก ทว่ากลับส่งผลให้เสียงหัวเราะรอบวงหยุดกึกลงทันตา "กลับถึงค่ายแล้วตรงไปโรงพยาบาลทันที นี่คือคำสั่ง"
"หัวหน้าครับ ผมแค่..."
"คำสั่ง"
หลี่ต้าจ้วงรีบหุบปากลงทันที หม่าเสี่ยวกังหันขวับมามองไป๋ลู่ด้วยสายตาที่แปรเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วเดินอ้อมกองไฟตรงมาหาเธอ ร่างสูงใหญ่กำยำบดบังแสงไฟจนเงาทอดทับคลุมร่างเธอไว้มิด เขาทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้ข้างกายในระยะห่างเพียงแค่ศอกกั้น ก่อนจะพับแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นข้อมือแกร่งที่มีเส้นเอ็นปูดนูนเป็นสันเด่นชัด แล้วยื่นส่งมาวางตรงหน้าเธออย่างมั่นคง
"ตรวจให้ผมบ้างได้ไหม"