LNCrawler

นกเขาไม่ขัน

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

นกเขาไม่ขัน

สามเดือนมานี้ ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่เคยยื่นข้อมือให้ใครตรวจเองสักครั้ง

ไม่ว่าจะเป็นหมอทหาร หมอผู้เชี่ยวชาญจากเขตทหาร หรือหมอหญิงแซ่เซี่ยที่ส่งยิ้มหวานให้ทุกเช้า ต่างก็เคยจับชีพจรเขามาแล้วทั้งสิ้น แต่ทุกคนกลับทำเพียงส่ายหน้า จดตัวเลขลงแฟ้ม แล้วพูดประโยคเดิมๆ ด้วยน้ำเสียงเวทนา... สะเก็ดระเบิดกระทบเส้นประสาทโคนขา ต้องทำใจ ต้องรอ และต้องพึ่งการรักษาระยะยาว

เขาเกลียดคำว่ารอ เกลียดพอๆ กับเสียงซุบซิบนินทาที่ลอยตามหลังไปทั่วกองพล

แต่คืนนี้ เขากลับพับแขนเสื้อยื่นข้อมือให้ผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงวัน ผู้หญิงที่ยิงธนูไม้ใส่หมีป่า ผู้หญิงที่แบกซากหมีหนักอึ้งแล้วยังเดินลิ่วแซงหน้าลูกน้องของเขา และผู้หญิงที่ห้อยโตงเตงอยู่เหนือหุบเหวแต่ยังมีแก่ใจต่อรองราคา

ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม รู้เพียงว่ายามที่เธอวางสามนิ้วลงบนข้อมือของหลี่ต้าจ้วงเมื่อครู่ ใบหน้ามอมแมมเปื้อนเขม่าไฟคู่นั้นกลับนิ่งสนิทราวกับนายพรานที่ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักกลางป่าลึก แววตาและท่าทางเช่นนั้นไม่มีวันโกหก

ไป๋ลู่มองข้อมือหนาที่ยื่นมาตรงหน้าแล้วเลิกคิ้ว "ไม่กลัวฉันทายว่าคุณจะได้เมียขี้เหร่หรือไง"

"ทายมา" น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งราวกับผิวน้ำในบ่อลึก ไป๋ลู่แค่นยิ้มบาง ก่อนจะแตะปลายนิ้วลงบนข้อมือแกร่ง ผิวของเขาร้อนผ่าวกว่าที่คิด ชีพจรใต้ปลายนิ้วเต้นหนักแน่น หัวใจแข็งแรง ปอดทำงานดี เลือดลมไหลเวียนคล่องตัว ร่างกายกำยำเช่นนี้ หากเปรียบเป็นหุ้นก็คงเป็นหุ้นบลูชิปชั้นดีที่นักลงทุนต่างแย่งชิง

แต่เมื่อเธอเลื่อนนิ้วนางลงไปกดตำแหน่งสุดท้ายใกล้ปลายแขน ปลายนิ้วก็พลันชะงักนิ่ง

ชีพจรตรงจุดนั้นจมลึก ทั้งฝืดและเย็นเยียบราวกับคมมีดขูดลงบนผิวไม้ไผ่แห้ง บางจังหวะยังสะดุดสั่นแผ่วเบาคล้ายเข็มนาฬิกาที่ถ่านใกล้จะหมด เธอขอข้อมืออีกข้างของเขา ซึ่งเขาก็ยื่นให้โดยไม่ถามสักคำ และผลลัพธ์ในตำแหน่งเดียวกันก็ออกมาเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

"ขอดูเล็บหน่อย" เธอสั่ง เสียงเรียบ เขาหงายฝ่ามือขึ้นทันที ไป๋ลู่ดึงมือหนาเข้าหาแสงไฟจากกองไฟ ที่โคนเล็บนิ้วโป้งทั้งสองข้างปรากฏเส้นสีคล้ำบางเฉียบราวเส้นผมพาดขวาง หากไม่ใช่เพราะเธอถูกปู่พรานจับหน้ากดให้เรียนรู้การตรวจเล็บคนไข้มาตั้งแต่เด็ก คงคิดว่าเป็นเพียงคราบดินสกปรกธรรมดา

หญิงสาวปล่อยมือเขา แล้วเอื้อมไปกดจุดเหนือตาตุ่มด้านในอย่างแรงผ่านเนื้อผ้ากางเกง "รู้สึกอะไรไหม"

ฮั่วเจิ้นเป่ยก้มลงมองมือที่กดอยู่บนขาตนเอง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตา "กดอยู่เหรอ"

"กดแรงขนาดนี้ กระดูกคนธรรมดาคงร้องลั่นไปแล้ว"

เธอเลื่อนมือขึ้นไปเหนือเข่าแล้วกดลงอีกจุด คราวนี้กล้ามเนื้อขาของเขากระตุกเกร็ง เขาพยักหน้าช้าๆ ไป๋ลู่จึงถอนมือกลับมาวางบนตักตัวเองตามเดิม

ในหัวของเธอกางรอยโรคทั้งหมดออกเรียงกัน ราวกับนายพรานที่กำลังแกะรอยเท้าบนผืนหิมะ ร่างกายท่อนบนของเขาแข็งแรงเกินมาตรฐาน แต่ทุกอย่างตั้งแต่ใต้เข่าลงไปกลับเย็นชืด และจุดที่เส้นลมปราณทั้งหมดมาบรรจบกันตรงโคนขาก็เงียบสนิท ดั่งผืนป่าที่นกทุกตัวพากันหยุดส่งเสียงร้องพร้อมกัน เธอเคยเห็นอาการเช่นนี้เพียงสองครั้งในชาติก่อน และทั้งสองครั้งนั้นไม่ใช่คนเจ็บไข้ได้ป่วย... แต่เป็นคนโดนยาพิษ

ไป๋ลู่เอียงตัวเข้าไปใกล้เขา พลางลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน "ท่อนล่างของคุณไม่ตอบสนองมาสามเดือนแล้วใช่ไหม"

ฮั่วเจิ้นเป่ยพลันนิ่งงันไปทันที

"ต้นขาด้านในชาหนึบ ตกกลางคืนเท้าก็เย็นเยียบเหมือนแช่น้ำแข็ง ตื่นเช้ามาไม่เคยมีอาการตื่นตัวที่ผู้ชายอายุยี่สิบกว่าควรจะมี" เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า... นกเขาไม่ขัน"

ตุบ! ไม้ย่างเนื้อหมีร่วงหลุดจากมือของหม่าเสี่ยวกังที่แอบย่องเข้ามาหวังจะหยิบเนื้อชิ้นสุดท้ายข้างกองไฟตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ ไม้เสียบเนื้อหล่นตุบลงไปในกองถ่านแดงฉาน เจ้าตัวถึงกับสำลักน้ำลายตัวเองจนน้ำตาเล็ด ไอค่อกแค่กหน้าดำหน้าแดงราวกับคนเป็นวัณโรคขั้นรุนแรง

"หะ...หัวหน้าครับ! ผมไม่ได้ยินอะไรเลยจริงๆ ครับ! ผมแค่มาเอาเนื้อ!"

"ไปเฝ้ายาม"

"ครับ! ผมจะเฝ้าทั้งคืนเลยครับ!" ทหารร่างผอมรีบตะเบ๊ะรับคำอย่างลนลาน ก่อนจะโกยอ้าวหายลับเข้าไปในความมืดมิดรวดเร็วยิ่งกว่ากระต่ายป่า ไป๋ลู่มองตามร่างนั้นแล้วหันกลับมา ใบหน้าคมคายของผู้ชายข้างกายเวลานี้แข็งทื่อราวกับแผ่นไม้ แต่ใบหูทั้งสองข้างกลับแดงก่ำจนสังเกตเห็นได้ชัดแม้ในแสงไฟสลัว เธอรู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง... แต่เพียงครึ่งวินาทีความรู้สึกนั้นก็จางหายไป

"ใครบอกเธอ" น้ำเสียงของเขาต่ำพร่าลงกว่าเดิมหลายส่วน

"ข้อมือของคุณเป็นคนบอกเอง"

"หมอบอกว่าเป็นเพราะสะเก็ดระเบิด" เขาพูดเน้นทีละคำอย่างช้าๆ "มันฝังอยู่ที่โคนขา เฉียดเส้นประสาทสำคัญ"

"ขาข้างไหนล่ะ"

"ข้างซ้าย"

"แล้วทำไมขาขวาถึงชาไปด้วยล่ะ"

คำถามนั้นทำให้เขาตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน เสียงไฟปะทุดังเปาะแว่วขึ้นมา ประกายไฟสีส้มสว่างวาบลอยขึ้นสู่ความมืดมิดก่อนจะมอดดับไป

"สะเก็ดระเบิดตัดเส้นประสาทข้างซ้าย ขาซ้ายชา... นั่นมันตรรกะง่ายๆ" ไป๋ลู่ชี้ไปที่มือหนาของเขา "แต่ชีพจรของคุณกลับจมลึกเท่ากันทั้งสองข้าง เล็บก็มีเส้นสีดำพาดขวางเหมือนกันทั้งสองข้าง ความเย็นที่แผ่ขึ้นมาจากฝ่าเท้าเหมือนน้ำท่วมจากล่างขึ้นบน แผลจากแรงระเบิดไม่มีวันสร้างอาการแบบนี้... มีแต่พิษเท่านั้นที่ทำได้"

เขาทวนคำนั้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "พิษอย่างนั้นหรือ"

"ใช่ เป็นพิษ ไม่ใช่แผล" เธอเน้นย้ำทีละคำ "ช่วงแรกหลังผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ คุณยังพอมีความรู้สึกอยู่บ้างใช่ไหมล่ะ แต่พอเข้าสัปดาห์ที่สอง อาการกลับแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งที่แผลผ่าตัดภายนอกกำลังจะหายดี"

ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่ได้ตอบคำถาม แต่มือแกร่งที่วางอยู่บนเข่ากลับกำแน่น เพียงเท่านี้ก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนพอแล้ว

ไป๋ลู่ไม่คิดจะถามต่อว่าใครบ้างที่ได้ใกล้ชิดเขาในโรงพยาบาล หรือใครบ้างที่เคียดแค้นชิงชังเขา ผู้ชายที่มีทหารใต้บังคับบัญชาเรียกขานว่า 'หัวหน้า' ด้วยน้ำเสียงเคารพยำเกรงขนาดนี้ ย่อมต้องมีศัตรูจ้องเล่นงานอยู่เบื้องหลังเป็นธรรมดา และนั่นก็ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ

ฮั่วเจิ้นเป่ยถามขึ้นห้วนๆ "มันคือพิษอะไร"

"ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ ต้องตรวจดูอาการให้ละเอียดกว่านี้ก่อน"

"รักษาหายไหม" เขาถามเร็วเกินไป เร็วจนน้ำเสียงแหบพร่าไปครึ่งคำ ก่อนจะรีบเม้มริมฝีปากแน่นคล้ายนึกเสียดายที่เผลอแสดงความอ่อนแอออกไป

ไป๋ลู่ลอบมองชายร่างสูงใหญ่ผู้เคยห้อยตัวลงจากหน้าผาสูงชันเพื่อคว้ามือเธอไว้โดยไม่ลังเล แต่ยามนี้เขากลับนั่งนิ่งรอคอยคำตอบจากเธอราวกับเด็กนักเรียนที่กำลังรอฟังผลสอบ

"ได้" เธอตอบสั้นๆ เพียงคำเดียว และนั่นทำให้ไหล่กว้างที่เคยตึงเครียดคู่นั้นลู่ลงเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาผ่อนลมหายใจยาวอย่างโล่งอก

"แต่ต้องฝังเข็ม ต้องกินยาต้ม และต้องใช้เวลา" ไป๋ลู่ชูนิ้วขึ้นมานับทีละข้อ "ที่สำคัญคือต้องหาต้นตอของพิษนี้ให้เจอ ไม่อย่างนั้นต่อให้รักษาไปเท่าไรก็ไม่ต่างจากการตักน้ำออกจากเรือที่รั่ว"

"เธอไปเรียนวิชาพวกนี้มาจากไหน" เขาถาม สายตาคมกริบไล่มองมือสากกร้านที่มีแต่รอยด้านหนาจากการทำงานหนักของเธอ

"ปู่หมอหนวดขาวในฝันน่ะ" ไป๋ลู่ตอบหน้าตาย "ท่านมาเข้าฝันสอนให้ทุกคืน แถมไม่คิดเงินสักหยวน ใจดีกว่าหมอในโรงพยาบาลทหารของคุณตั้งเยอะ"

ฮั่วเจิ้นเป่ยจ้องมองเธอนิ่งอยู่นาน นานพอที่จะทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่มีวันเชื่อเรื่องเหลวไหลนี้สักคำ แต่สุดท้ายเขากลับพยักหน้ารับ "อืม" เพียงคำเดียวโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงต่อ

ไป๋ลู่รู้สึกถูกใจคนประเภทนี้ไม่น้อย... คนที่รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดตามรอยเท้าที่ไม่มีวันนำไปสู่ตัวสัตว์ป่า

"แล้วทำไมถึงยอมช่วยผม"

"ฉันไม่ชอบเป็นหนี้ใคร" เธอล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนคราบเลือดออกมาจากกระเป๋าเสื้อ พลางชูแกว่งไปมาตรงหน้าเขา "คุณช่วยคว้ามือฉันไว้ครั้งหนึ่ง ฉันก็จะรักษาคุณให้หายดีหนึ่งครั้ง ถือว่าเจ๊ากัน ไม่มีดอกเบี้ยค้างคา"

มุมปากหนากระตุกขึ้นเล็กน้อย คล้ายอยากจะยิ้ม... แต่ดูเหมือนเขาจะลืมเลือนวิธีส่งยิ้มไปนานแล้ว

"เธอชื่ออะไร"

"พวกคุณตั้งฉายาให้ฉันแล้วไม่ใช่หรือไง" ไป๋ลู่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ "โจรป่า... ฟังดูเท่กว่าชื่อจริงของฉันตั้งเยอะ แล้วคุณล่ะ ชื่ออะไร"

"ลูกน้องเรียกผมว่าหัวหน้า" เขาตอบหลังจากนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง "เธอก็เรียกแบบนั้นเถอะ"

ยุติธรรมดี นายพรานสองคนมาพบกันกลางป่าลึก ย่อมไม่มีใครยอมเผยเส้นทางกลับบ้านของตนเองก่อน

"การรักษาต้องใช้เวลา" เขาพูดต่อ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กองไฟ "บ้านของเธออยู่หมู่บ้านไหนกันแน่"

"ผู้ชายแปลกหน้ามาถามทางไปบ้านผู้หญิงกลางป่าในยามวิกาลแบบนี้ แถวบ้านฉันเขาเรียกว่าหาเรื่องนะ" ไป๋ลู่ตอบกลับทันควัน ก่อนจะเอ่ยเสริมเพื่อปิดประตูลงกลอนอีกชั้น "อีกอย่าง... ฉันมีคู่หมั้นแล้ว"

ใบหน้าคมคายของเขานิ่งสนิทลงทันตา ความแดงซ่านบนใบหูมลายหายวับไปราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นจัด แววตาที่สะท้อนแสงเปลวไฟหม่นแสงลงทีละน้อย "เธอหมั้นแล้วอย่างนั้นหรือ"

"ทำไมล่ะ ผู้หญิงที่แบกหมีป่าได้ห้ามมีคู่หมั้นหรือไง"

เขาไม่ได้ตอบคำถาม แต่หันหน้ากลับไปมองกองไฟแทน กรามแกร่งขบแน่น นิ้วมือหักกิ่งไม้แห้งในมือออกเป็นท่อนเล็กๆ ทีละท่อน แล้วโยนมันเข้ากองไฟไปทีละชิ้น

ไป๋ลู่มองท่าทางฟึดฟัดนั้นแล้วก็นึกขำในใจ ไม่เข้าใจว่าเขาจะหงุดหงิดไปเพื่ออะไร ในเมื่อระหว่างคนไข้กับหมอ ต่อให้จะหมั้นหมายแล้วหรือไม่ ก็ไม่ได้ช่วยให้ยาต้มขมน้อยลงเสียหน่อย

พลันเธอก็นึกขันขึ้นมาอีกเรื่อง... คู่หมั้นของเธอก็มีข่าวลือหนาหูว่านกเขาไม่ขันเหมือนกัน บางทีปีนี้ทหารชายแดนคงจะดวงตกกันทั้งกองทัพกระมัง แต่ผู้การทหารที่ข่าวลือบอกว่านอนซมใกล้ตายอยู่ในโรงพยาบาล คงไม่มีทางมาวิ่งไล่ล่าสายลับข้ามเขาทั้งวัน แถมยังเคี้ยวเนื้อหมีป่าอย่างเอร็ดอร่อยไปตั้งสี่ไม้แบบชายคนนี้หรอก

หญิงสาวเอนหลังพิงโขดหิน ดึงผ้าห่มทหารผืนบางที่หม่าเสี่ยวกังแอบนำมาวางทิ้งไว้ข้างตัวขึ้นมาคลุมกาย เสียงสายน้ำในลำธารไหลเอื่อยช่วยกลบเสียงลมหายใจของทุกคนในค่ายพักแรม ก่อนจะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา เธอแว่วได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งถูกหักดังเปาะแว่วมาอีกหลายต่อหลายครั้ง

ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี ไป๋ลู่ก็ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับละอองหมอกเย็นเยียบที่เกาะพราวบนปลายขนตา

กองไฟมอดลงเหลือเพียงถ่านแดงระเรื่อ เหล่าทหารนอนเรียงรายกันเป็นแถว ส่วนสายลับยังคงถูกมัดแน่นติดกับต้นสนโดยมีทหารสองนายยืนเฝ้าเวรยามอย่างเข้มงวด ขณะที่ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้านั่งพิงโขดหินอยู่ที่เดิม เปลือกตาปิดสนิท ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงแน่วราวกับไม่เคยหลับใหลเลยตลอดทั้งคืน

เธอย่องเงียบข้ามลำธารไปยังอีกฝั่ง โดยอาศัยเหยียบก้อนหินที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมาทีละก้อน กอเฟิร์นที่สังเกตเห็นเมื่อวานเปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้างยามเช้าจนดูเขียวขจี และตรงนั้นเอง... พวงผลสีแดงสดกำลังชูก้านอวดโฉมอยู่เหนือกลุ่มใบห้าแฉกจำนวนสามชั้น

ใบสามชั้น! ไป๋ลู่ถึงกับต้องกลั้นหายใจด้วยความตื่นเต้น โสมป่าที่แตกใบสามชั้นเช่นนี้ย่อมมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปีแน่นอน รากโสมอายุหกสิบปีในย่ามเธอตั้งใจจะเอาไว้ขายเพื่อเป็นทุนรอน ส่วนรากนี้เธอจะไม่ขาย แต่จะเก็บไว้ต้มบำรุงร่างกาย และหัวใจของพี่ชายตลอดทั้งปี

ปู่พรานเคยพร่ำบอกเสมอว่าโสมเก่าแก่ทุกต้นล้วนมีเจ้าที่เจ้าทางคอยปกปักรักษา ตอนเด็กๆ เธอเคยหัวเราะเยาะใส่คำเตือนนั้น ปู่ไม่ได้เถียงอะไร เพียงแต่จะใช้ไม้เท้าเคาะลงบนพุ่มไม้รอบต้นโสมทุกครั้งก่อนจะลงมือขุด... แต่เช้านี้เธอกลับตื่นเต้นดีใจจนลืมเคาะเตือนเสียสนิท

หญิงสาวทรุดเข่าลงกับพื้นดิน ยื่นมือออกไปแหวกใบเฟิร์นที่ปกคลุมโคนต้นโสมป่าออก และในวินาทีนั้นเอง... เธอพลันเหลือบไปเห็นลวดลายสีน้ำตาลรูปนาฬิกาทรายขดซ้อนกันอยู่บนกองใบไม้แห้งตรงจุดนั้นพอดี

หัวสามเหลี่ยมฉกพุ่งเข้ามาจู่โจมรวดเร็วยิ่งกว่าสายตาจะมองทัน เขี้ยวแหลมคมสองเล่มฝังลึกลงบนข้อเท้าซ้ายเหนือขอบรองเท้าผ้าใบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาทันทีราวกับถูกเหล็กเผาไฟแดงฉานนาบลงบนผิวเนื้อ แต่ไป๋ลู่กลับไม่ร้องออกมาสักแอะ มือซ้ายของเธอพุ่งเข้าคว้าลำตัวของงูพิษหัวสามเหลี่ยมที่ยังไม่ทันได้ถอนเขี้ยวออก เลื่อนมือขึ้นไปจับกุมใต้หัวของมันอย่างแม่นยำ... แล้วออกแรงบีบสุดกำลัง

เสียงกระดูกงูแตกหักดังกร๊อบแผ่วเบา เธอเหวี่ยงซากไร้วิญญาณของมันทิ้งลงไปในลำธารทันที ก่อนจะก้มลงสำรวจข้อเท้าของตนเอง รอยเขี้ยวสองจุดปรากฏเด่นชัดห่างกันราวครึ่งนิ้ว เลือดสีคล้ำข้นค่อยๆ ซึมไหลออกมา และผิวหนังรอบปากแผลก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวช้ำลุกลามรวดเร็วเกินกว่าที่คิด

"หัวหน้าครับ!" เสียงทหารยามตะโกนร้องลั่นป่า

ยังไม่ทันที่เธอจะหันกลับไปมอง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งก็กระโจนพรวดข้ามลำธารมาถึงตัวเธอเพียงก้าวเดียวจนน้ำแตกกระเซ็นเป็นสาย ฮั่วเจิ้นเป่ยทรุดเข่าลงบนพื้นดินแฉะตรงหน้าเธอทันที มือหนึ่งกระชากข้อเท้าของเธอเข้าหาตัวอย่างแรง ส่วนอีกมือฉีกขากางเกงของเธอขึ้นไปจนถึงกึ่งกลางน่อง

"เดี๋ยวก่อน... ฉันจัดการเองได้..."

แต่เขาไม่รับฟังคำทัดทานใดๆ ทั้งสิ้น ชายหนุ่มก้มหน้าลงต่ำ แล้วประกบปากลงบนรอยเขี้ยวพิษที่ข้อเท้าของเธอเต็มแรง