บนแผ่นหลังหมาป่า
บนแผ่นหลังหมาป่า
ริมฝีปากเขาร้อนจัด ร้อนยิ่งกว่าพิษงูที่กำลังแผดเผาอยู่ใต้ผิว ไป๋ลู่สะดุ้งวาบเมื่อสัมผัสถึงแรงดูดหนักหน่วงตรงรอยเขี้ยว ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดหลังเท้า
เขาถ่มเลือดสีคล้ำลงบนพื้นดิน แล้วก้มลงดูดพิษซ้ำอีกครั้ง
"พอแล้ว!" ไป๋ลู่ใช้ฝ่ามือดันหน้าผากเขาออกห่าง "ในปากคุณมีแผลไหม ฟันผุหรือเปล่า เหงือกเลือดออกบ้างไหม ถ้ามี พิษจะแล่นเข้าตัวคุณแทน แล้วฉันต้องแบกคุณลงเขาแทนพอดี"
เขาเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากของเขาเปื้อนคราบเลือดสีแดงฉาน ดวงตาสีเข้มจ้องมองเธอตรงๆ คล้ายยังไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่ตนเองเพิ่งทำอะไรลงไป "ไม่มี"
"บ้วนปาก ไปบ้วนปากเดี๋ยวนี้เลย น้ำในลำธารนั่น บ้วนสักสามรอบ"
เขาลุกไปทำตามโดยไม่ปริปากเถียง ทหารที่วิ่งตามมาทันริมลำธารพากันยืนมองผู้บังคับบัญชาคุกเข่าบ้วนปากตามคำสั่งผู้หญิงตาปริบๆ หม่าเสี่ยวกังถึงกับขยี้ตาสองรอบด้วยความไม่เชื่อสายตา
ไป๋ลู่ไม่มีเวลาขำ เธอฉีกชายเสื้อตัวเองเป็นแถบยาว มัดเหนือข้อเท้าขึ้นไปหนึ่งฝ่ามือ แน่นพอให้เลือดไหลเวียนช้าลงแต่ยังสอดนิ้วเข้าไปได้ แล้วล้วงย่ามควานหาห่อกระดาษเก่าที่ข้างในมียาเม็ดสีน้ำตาลเข้มสิบกว่าเม็ด ยาแก้พิษงูตำรับโบราณจากชั้นสามของคลังมิติที่เธอแกะฉลากกับกล่องทิ้งไว้ตั้งแต่คืนที่วางแผนเข้าป่า ป่าลึกเช่นนี้อย่างไรก็ต้องเจองู
เธอเคี้ยวกลืนลงคอไปสามเม็ด อีกห้าเม็ดเคี้ยวจนละเอียดแล้วคายใส่ฝ่ามือ นำมาพอกรอบรอยเขี้ยวโดยเว้นปากแผลไว้ให้น้ำเหลืองไหล รสชาติขมจัดจนลิ้นชา แต่ยังดีกว่าต้องเสียขาไปข้างหนึ่ง
"ยาอะไร" เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ
"ยาของปู่หมอในฝัน" เธอพูดโดยไม่เงยหน้า "เหลืออยู่ไม่กี่เม็ด ไม่แบ่งหรอก"
ภายในครึ่งชั่วโมง ข้อเท้าของเธอบวมเป่งราวกับหมั่นโถวเพิ่งนึ่งสุก รอยช้ำคล้ำลามจากรอยเขี้ยวขึ้นไปถึงครึ่งหน้าแข้งแล้วหยุดอยู่ตรงนั้น ยาเริ่มออกฤทธิ์ แต่หากต้องเดินลงเขาเองตลอดครึ่งวันข้างหน้า เลือดคงสูบฉีดพิษแล่นขึ้นไปถึงหัวเข่าแน่
แม้จะรู้ดี ไป๋ลู่ก็ยังชี้นิ้วไปที่ต้นโสมป่า "ขุดมันก่อน"
"เธอเพิ่งโดนงูกัดมานะ"
"ก็เพราะโสมต้นนี้นั่นแหละ" เธอเถียงเสียงแข็ง "ฉันจ่ายค่าตัวไปแล้วตั้งหนึ่งข้อเท้า ถ้าทิ้งไว้ตรงนี้ก็ขาดทุนสองเด้งพอดี"
เขามองเธออยู่นาน ก่อนจะดึงดาบปลายปืนออกจากฝัก ไป๋ลู่รีบห้ามเสียงหลง พลางบอกให้ใช้กิ่งไม้เหลาปลายมนแทน โสมป่าเกลียดเหล็ก หากรากฝอยขาดแม้แต่เส้นเดียว ราคาจะหายไปทันทีหนึ่งในสิบ เธอจึงดึงด้ายแดงจากชายเสื้อมาผูกก้านโสมไว้ตามธรรมเนียมที่ปู่เคยสอน คนเฒ่าคนแก่บอกว่าทำแบบนี้เพื่อกันโสมหนี
เขาไม่หัวเราะเยาะธรรมเนียมบ้านนอกนั้น เพียงคุกเข่าลงเขี่ยดินทีละนิดตามตำแหน่งที่เธอชี้ นิ้วใหญ่หนาที่เมื่อวานเคยกำข้อมือเธอไว้แน่นเหนือหน้าผา ตอนนี้กลับเกลี่ยดินรอบรากฝอยอย่างแผ่วเบาราวกับกำลังแกะผ้าพันแผลให้เด็กเล็ก
ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป โสมทั้งต้นก็หลุดออกมาอยู่ในมือเขา รากหลักอวบหนาเป็นลำดูคล้ายคนยืนกางขา หนวดรากยาวเหยียดไม่มีขาดสักเส้น คอรากมีรอยข้อซ้อนถี่เป็นขั้นบันได ไป๋ลู่ใช้ปลายนิ้วไล่นับจนสุดแล้วยิ้มกว้าง "สี่สิบห้าปี"
"รู้ได้อย่างไร"
"นับข้อตรงคอของมัน หนึ่งข้อเท่ากับหนึ่งปี" เธอยิ้มจนตาหยีทั้งที่ข้อเท้ายังเต้นตุบๆ ด้วยความระบม "ยาบำรุงหัวใจของพี่ชายฉันทั้งปี อยู่ในมือคุณตอนนี้แล้ว"
"พี่ชายหรือ"
"หัวใจไม่ดีมาตั้งแต่เกิด" รอยยิ้มของเธอหม่นลงเล็กน้อย "ฉันถึงต้องมาคนเดียว ไม่มีใครในบ้านเข้าป่าลึกแบบนี้ได้หรอก"
เขาไม่พูดอะไรอีก จัดการห่อโสมด้วยมอสชื้น ทับด้วยเปลือกไม้เบิร์ช มัดเถาวัลย์จนแน่นหนาก่อนยื่นส่งให้เธอ จากนั้นจึงหันหลังให้แล้วย่อตัวลงคุกเข่าข้างเดียว "ขึ้นมา"
ไป๋ลู่มองแผ่นหลังกว้างขวางนั้นแล้วหลุดหัวเราะ "คุณรู้หรือเปล่าว่าฉันหนักเท่าไร"
"หมีครึ่งตัวฉันยังแบกมาแล้ว" เขาพูดโดยไม่หันกลับมา "หรือเธอหนักกว่าหมีครึ่งตัวล่ะ"
ทหารแถวหลังคนหนึ่งหลุดขำพรืด ก่อนจะรีบกลั้นหัวเราะจนตัวงอ ไป๋ลู่ถลึงตาใส่แผ่นหลังกว้างอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยอมพาดแขนโอบบ่าเขา ปล่อยน้ำหนักตัวทั้งหมดลงไป ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนในคราเดียว ไม่มีอาการซวนเซหรือแม้แต่เสียงผ่อนลมหายใจแรง
"หัวหน้าครับ" หม่าเสี่ยวกังรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาขนาบข้าง "ทางลงเขาอีกไกล ให้ผมช่วยผลัดไหมครับ"
เขาเหลือบสายตามองลูกน้องเพียงแวบเดียว หม่าเสี่ยวกังก็หดคอ ถอยกลับไปช่วยหามซากหมีต่อโดยไม่ต้องรอให้สั่งซ้ำ
เส้นทางลงจากเขาเฮยเฟิงคดเคี้ยวผ่านป่าสนหนาทึบ แสงแดดส่องลอดลงมาเป็นลำ ทหารสองนายหามสายลับที่ถูกมัดติดไม้คานเดินนำหน้า อีกสองนายช่วยกันหามซากหมีตามหลังมาติดๆ ส่วนเขาเดินปิดท้ายขบวนโดยมีหญิงสาวอยู่บนหลัง ก้าวยาวสม่ำเสมอราวกับจังหวะกลองเดินแถวทหาร
ไป๋ลู่เพิ่งตระหนักว่าการถูกใครสักคนแบกขึ้นหลังเป็นความรู้สึกที่แปลกพิกล ชาติก่อนเธอต้องเป็นฝ่ายแบกรับทุกสิ่งไว้คนเดียวมาตลอด ทั้งบริษัท พนักงานอีกสามพันชีวิต หรือแม้กระทั่งแบกคุณปู่ขึ้นรถพยาบาลยามที่ท่านล้มลงเป็นครั้งสุดท้าย แต่ผู้ชายคนนี้กลับพูดคำว่า 'ขึ้นมา' ราวกับมันเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก จนเธอทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางมือไว้ตรงไหนดี
"วันหลังอย่าเข้าป่าลึกคนเดียวอีก" เขาพูดขึ้นเสียงเบาเมื่อเดินทิ้งระยะห่างจากกลุ่มทหารมาพอสมควร
"แล้ววันหลังคุณจะมาแบกฉันอีกหรือไง"
เขาเงียบงัน ไป๋ลู่คิดว่าเขาคงไม่ตอบเสียแล้ว แต่หลังจากก้าวเท้าไปได้อีกสิบกว่าก้าว เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นอีกหน "หากฉันอยู่"
เธอไม่รู้จะตอบอย่างไร จึงแสร้งชี้ชวนให้ดูต้นไม้ข้างทาง ลำต้นของมันบิดงอ เปลือกสีเทาอมม่วง มีหนามแหลมเล็กขึ้นเป็นกระจุกหนาแน่น บางจุดที่เปลือกไม้ปริแตกมียางสีแดงคล้ำจนเกือบดำไหลเยิ้มเป็นทางยาว
"อย่าเดินเข้าไปใกล้ต้นนั้นเชียวนะ"
เขาเบี่ยงตัวหลบหลีกทันควัน "ต้นอะไรหรือ"
"ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันว่าต้นยางเลือดดำ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มง่วง พิษงูและฤทธิ์ยาขมจัดผสมปนเปกันจนทำให้หนังตาหนักอึ้งขึ้นทุกขณะ "โดนหนามมันบาดเพียงนิดเดียว ผิวหนังตรงนั้นจะชาไปทั้งเดือน ปู่เคยบอกว่าต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นเฉพาะในป่าแบบนี้เท่านั้น"
เขาเหลียวกลับไปมองต้นไม้นั้นอีกหน นานเกินกว่าที่คนทั่วไปจะใช้มองต้นไม้สักต้น ไป๋ลู่สัมผัสได้ถึงมัดกล้ามเนื้อบนไหล่กว้างที่เกร็งเขม็งขึ้นใต้แก้มของเธอ แต่สติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนรางทำให้ความคิดลื่นหลุดลอยไปเสียก่อนจะทันจับสังเกตอะไรได้
กลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาลอยอวลเข้ามากระทบจมูก มันคือกลิ่นสบู่ก้อนสีเหลืองที่แจกในค่ายทหาร เจือด้วยกลิ่นดินปืนจางๆ กลิ่นยางสน และกลิ่นผ้าฝ้ายที่ตากแดดจนแห้งกรอบ กลิ่นเช่นนี้ควรมีป้ายเตือนอันตรายติดเอาไว้จริงๆ เพราะมันทำให้จังหวะหัวใจของเธอสะดุดกึกไปหนึ่งครั้ง... แล้วก็สะดุดซ้ำอีกครั้ง
ไป๋ลู่คิดอย่างสะลึมสะลือว่าคงเป็นเพราะฤทธิ์พิษงู จากนั้นเธอก็เข้าสู่ห้วงนิทราไป ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดซอกคอของเขาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ฮั่วเจิ้นเป่ยยังคงก้าวเท้าต่อไปโดยพยายามไม่ให้จังหวะสั่นคลอน ทั้งที่แต่ละก้าวในยามนี้ยากเย็นยิ่งกว่าการแบกเป้หนักสามสิบกิโลกรัมเดินขึ้นเขาเสียอีก เพราะทุกย่างก้าวต้องระวังไม่ให้คนบนหลังรู้สึกตัวตื่น
ร่างของเธอมีน้ำหนักไม่น้อย แต่กลับเป็นความหนักหน่วงที่แสนอบอุ่น แก้มเนียนนุ่มบดเบียดลงบนต้นคอ ปลายเส้นผมที่หลุดลุ่ยจากเปียคลอเคลียใบหูจนเขาต้องเม้มปากแน่น ทหารที่เดินนำหน้าหันกลับมามองเป็นระยะ แต่พอสบสายตาคมกริบของเขาเข้าก็พากันสะดุ้งโหยง รีบหันหน้ากลับแทบไม่ทัน
‘เธอมีคู่หมั้นแล้ว’ ถ้อยคำนั้นวนอยู่ในหัวของเขาทั้งคืนจนข่มตาไม่ลง หมั้นกับใคร? คนในหมู่บ้านไหน? แล้วตัวเขามีสิทธิ์อะไรไปซักไซ้? ในเมื่อเขาเองก็เป็นเพียงผู้ชายที่กำลังเดินทางไปถอนหมั้นกับลูกสาวตระกูลไป๋ หญิงสาวที่จดหมายฉบับล่าสุดแจ้งว่าเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเป็นไป๋เหมยเหมย ผู้ที่อ่านออกเขียนได้และมีรูปร่างบอบบาง เขาไม่เคยพบหน้าหล่อน และไม่อยากให้ชีวิตของใครต้องมาพังทลายเพราะร่างกายที่พิการใช้การไม่ได้ของตนเอง
คนอย่างเขาไม่ควรจะรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านเพียงเพราะผู้หญิงแปลกหน้ามีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว
แต่เขาก็หงุดหงิดอยู่ดี ไหนจะเรื่องต้นไม้ต้นนั้นอีก ยางไม้สีเกือบดำ หนามที่บาดแล้วทำให้ชาไปทั้งเดือน เขาเก็บงำเรื่องนี้ไว้ในสมอง เคียงคู่กับม้วนกระดาษที่มีสัญลักษณ์เลขเจ็ดขีดขวางในกระเป๋าเสื้อ... สองปริศนาที่ยังไร้คำตอบ
ไป๋ลู่ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในยามบ่ายคล้อย ใต้ร่มเงาของต้นหลิวแก่ตรงชายป่าอันเป็นจุดตัดของทางแยกสามสาย เบื้องล่างคือทุ่งข้าวโพดกว้างใหญ่สุดสายตา ควันไฟหุงหาอาหารยามเย็นจากหมู่บ้านสามสี่แห่งลอยม้วนตัวเป็นเส้นบางเบาเรียงรายไปตามแนวตีนเขา
"ถึงชายป่าแล้ว" เขาย่อตัวลง วางร่างเธอลงบนตอไม้อย่างทะนุถนอม "บ้านของเธออยู่ทางไหน"
"ส่งฉันแค่ตรงนี้ก็พอ" เธอพูด "ผู้หญิงหายเข้าไปในป่าทั้งคืนแล้วกลับออกมาพร้อมทหารตั้งห้าคน มีหวังปากหอยปากปูของพวกชาวบ้านได้นินทาจนฉันกลายเป็นนางโจรป่าจริงๆ แน่"
ข้อเท้าของเธอยังคงบวมเป่งแต่รอยเขียวช้ำเริ่มจางลงไปบ้างแล้ว เมื่อลองขยับนิ้วเท้าดูก็พบว่าแม้จะยังเจ็บแปลบแต่ก็รับรู้ความรู้สึกได้ครบทุกนิ้ว พวกทหารช่วยกันวางซากหมีส่วนของเธอลงใต้ต้นหลิว กระท่อมตีนเขาตั้งอยู่ต่ำลงไปไม่ถึงสองร้อยก้าวหลังแนวป่าสนเตี้ยๆ ระยะทางแค่นี้พ่อคงลากลงไปไหว
เขาพยักหน้าส่งสัญญาณให้หม่าเสี่ยวกัง ทหารร่างผอมรีบวิ่งนำห่อใบไม้ที่มัดด้วยเถาวัลย์มาวางลงข้างตอไม้ ไป๋ลู่แกะออกดูแล้วพบว่าเป็นอุ้งตีนหน้าของหมีทั้งสองข้าง ขนสีดำหนาเตอะ เล็บโค้งยาวเท่าขนาดนิ้วมือมนุษย์ ของล้ำค่าเช่นนี้ร้านขายยาของรัฐรับซื้อในราคาสูง และภัตตาคารใหญ่ในเมืองย่อมพร้อมจะจ่ายหนักกว่านั้นหลายเท่า
"นี่มันส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของคุณไม่ใช่หรือ" เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา
"ค่ายา" เขาพูดสั้นๆ พลางปลดนกหวีดทองเหลืองที่ห้อยคออยู่ออกมาวางลงบนตักของเธอ "หากมีเรื่องเดือดร้อนเมื่อไร ให้เป่ามัน"
"ค่ายทหารของคุณอยู่ห่างออกไปตั้งไกล ต่อให้ฉันเป่าจนสุดแรงคุณก็ไม่มีทางได้ยินหรอก"
"ก็เป่าให้ดังๆ สิ"
ไป๋ลู่หลุดหัวเราะจนต้องเอื้อมมือไปกุมข้อเท้าเอาไว้ ผู้ชายคนนี้ช่างเล่นมุกตลกด้วยสีหน้าเคร่งขรึมราวกับกำลังอ่านคำสั่งยุทธการทางทหารไม่มีผิด
เขาไม่ได้หัวเราะตาม ชายหนุ่มหยิบนกหวีดทองเหลืองคืนจากตักของเธอ ยกขึ้นแตะริมฝีปากแล้วเป่าออกแรงเบาๆ เป็นจังหวะสั้น สั้น สั้น แล้วตามด้วยยาวหนึ่งครั้ง
"หากได้ยินเสียงแบบนี้" เขาวางมันกลับคืนลงบนฝ่ามือของเธอ "แปลว่าฉันอยู่ใกล้ๆ"
เนื้อทองเหลืองยังคงหลงเหลือไออุ่นจากริมฝีปากของเขา ไป๋ลู่เผลอกำมันไว้แน่นเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ ก่อนจะจัดการร้อยเชือกคล้องคอตัวเองต่อหน้าต่อตาเขาเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าจะเก็บมันไว้ที่ไหนดี
"อีกหนึ่งเดือน" เธอพูด "ฉันต้องใช้เวลาเตรียมยาก่อน หากคุณอยากจะรักษาตัวให้หายขาด ให้ไปที่ตรอกโรงสีในอำเภอหย่งอัน แล้วถามหาหลานสาวของลุงเถา"
"ลุงเถาคือใคร"
"คนที่ใครๆ ในตรอกนั้นก็รู้จักดีนั่นแหละ" เธอพูดหน้าตาย
อันที่จริงเธอยังไม่เคยพบหน้าค่าตาลุงเถาเลยสักครั้ง ทราบเพียงจากคำบอกเล่าของอวิ๋นโจวว่าเขาคือผู้รับซื้อของป่ารายใหญ่หลังโรงสี และหากจะมีใครในอำเภอที่ใจถึงพอจะรับซื้อโสมป่าอายุหลายสิบปีโดยไม่ซักไซ้ไล่เลียงที่มาที่ไป ก็คงมีแต่เขาเท่านั้น ในเวลาอีกหนึ่งเดือนนี้ เธอจะต้องทำให้ลุงเถายอมรับให้ได้ว่ามีหลานสาวคนนี้อยู่จริง
เขานิ่งมองใบหน้าของเธอนานแสนนาน ราวกับจะจดจำทุกรายละเอียดไว้ในใจ ก่อนจะพยักหน้ารับคำเพียงครั้งเดียว "อีกหนึ่งเดือน"
ชายหนุ่มหันหลังเดินกลับเข้าป่าไปสมทบกับลูกน้องโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองอีก แต่ไป๋ลู่กลับสังเกตเห็นว่าใบหูข้างซ้ายของเขาแดงก่ำลามไปจนถึงต้นคอ
เธอผูกห่ออุ้งตีนหมีไว้กับเอว จัดการตัดกิ่งไม้มาทำเป็นไม้ค้ำยันชั่วคราว แล้วค่อยๆ เดินกะเผลกลงเนินมุ่งหน้าไปยังกระท่อม ผ่านแนวป่าสนและพุ่มหนามแหลม ในสมองยังคงครุ่นคิดวนเวียนอยู่กับอาการป่วยของเขา อาการชาที่แล่นริ้วจากปลายเท้าขึ้นมาประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก เส้นสีดำที่ปรากฏตรงโคนเล็บ และความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเท่ากันทั้งสองขา
พลันเบาะแสทุกอย่างก็เชื่อมโยงเข้าหากันเป็นหนึ่งเดียว อาการชาของเขา ช่างคล้ายคลึงกับคนที่ต้องพิษยางไม้เลือดดำไม่มีผิดเพี้ยน
ไป๋ลู่ชะงักฝีเท้า มือกำนกหวีดทองเหลืองที่ห้อยคอไว้แน่น แต่ต้นไม้ชนิดนั้นขึ้นเฉพาะในป่าแถบนี้เท่านั้น ไม่ใช่ที่ชายแดนเสียหน่อย
เธอพยุงร่างพ้นพุ่มไม้กอสุดท้าย ก่อนจะหยุดชะงักงัน
บริเวณหน้ากระท่อมตีนเขามีกลุ่มคนสวมปลอกแขนสีแดงของหน่วยอาสารักษาการณ์คอมมูนยืนล้อมกรอบอยู่เจ็ดแปดคน บางคนสะพายปืนยาว พ่อยืนกางแขนขวางประตูบ้านไว้ แม่กอดเสี่ยวหู่แน่นด้วยความตื่นตระหนก ส่วนย่าเหลียงถือไม้กวาดด้ามยาวพลางยืนหน้าตึง
ท่ามกลางวงล้อมนั้น ป้าต้าเฟิ่งชี้นิ้วตรงเข้าไปในกระท่อมพลางแหกปากร้องตะโกนลั่น "จับพวกมันเลยสหาย! บ้านนี้ลักลอบขายเนื้อสัตว์ แอบเก็งกำไรในตลาดมืด!"