ตลาดมืดตรอกโรงสี
ตลาดมืดตรอกโรงสี
"ต้าหนิวมาแล้ว! นั่นไง! มันไปขนของจากในป่ามาอีกแล้ว!"
ป้าต้าเฟิ่งหันขวับมาทางเธอ นิ้วที่ชี้กราดเปลี่ยนเป้าหมายรวดเร็วราวกับเข็มทิศเจอแม่เหล็ก ทุกศีรษะในวงล้อมหันตามไปพร้อมกัน ไป๋ลู่ยืนค้ำไม้เท้าอยู่ปลายทางเดิน หล่อนกดปานรูปหมาป่าที่ข้อมือซ้ายใต้แขนเสื้อ ห่อโสมกับดีหมีในย่ามพลันหายวับเข้าสู่คลังมิติภายในครึ่งลมหายใจ เหลือเพียงนกหวีดทองเหลืองที่ซ่อนอยู่ใต้คอเสื้อเท่านั้น ของที่ไม่มีใครเห็น ย่อมไม่มีวันกลายเป็นหลักฐาน
"ลู่ลู่!" ผู้เป็นแม่ร้องเสียงสั่นเครือ พอเห็นข้อเท้าบวมเป่งจนเป็นสีม่วงคล้ำของลูกสาว ใบหน้าก็ซีดเผือดลงทันตา "ขาไปโดนอะไรมาลูก"
"งูกัดค่ะแม่ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว" ไป๋ลู่ตอบพลางปรายตามองชายวัยสามสิบเศษที่ยืนอยู่หน้าสุดของหน่วยอาสา ปลอกแขนสีแดงของเขาดูใหม่เอี่ยมกว่าคนอื่น ท่าทางขึงขังกระตือรือร้นแบบคนเพิ่งได้ตำแหน่ง ข้างหลังเขามีผู้ใหญ่บ้านฉินยืนหน้าบึ้งตึง เห็นได้ชัดว่าถูกลากตัวมาในฐานะเจ้าของพื้นที่ และไม่ได้เต็มใจมาเลยสักนิด "สหายหัวหน้าหน่วย มีเรื่องอะไรกันหรือคะ"
"มีคนแจ้งว่าบ้านเธอล่าสัตว์ป่าแล้วซ่อนเนื้อไว้แอบขายในตลาดมืดที่ตัวอำเภอ" เขาพูดเสียงเข้มขรึม "หมูป่าตัวก่อน เอามาแจกจ่ายแค่ไม่กี่ชิ้น แล้วที่เหลือหายไปไหนหมด"
"ฉันเห็นมากับตา!" ป้าต้าเฟิ่งสอดขึ้นมาทันควัน "เมื่อวันก่อนนางเฒ่าเหลียงหิ้วห่อตุงๆ เข้าตัวอำเภอ ขากลับกลับมาตัวเปล่า ถ้าไม่ได้เอาเนื้อไปขายแล้วจะเอาอะไรไปขาย!"
"ฉันไปหาหมอให้อวิ๋นโจว!" ย่าเหลียงกระแทกด้ามไม้กวาดลงพื้นดังปึก "ห่อตุงๆ นั่นมันคือเสื้อกันหนาวของหลาน ฉันเอาไปจำนำที่ร้านปากตรอกโรงสีเพื่อเปลี่ยนเป็นค่ายา จะไปถามเจ้าของร้านดูก็ได้!"
"แล้วหมีตัวนั้นล่ะ!" หล่อนชี้มือขึ้นไปบนเนินเขา เลยแนวต้นสนเตี้ยขึ้นไปมีกองขนสีดำโผล่พ้นอยู่ใต้ต้นหลิวแก่ มองเห็นได้อย่างชัดเจนจากหน้ากระท่อม "หมีทั้งซีกเลยนะ! หายเข้าป่าไปคืนเดียวกลับได้เนื้อกลับมาเป็นร้อยชั่ง ถ้าไม่เอาไปขายแล้วจะกินกันหมดหรืออย่างไร ฉันกล้าเอาหัวเป็นประกันเลย!"
หน่วยอาสาสองคนขยับกระชับปืนบนบ่า ป้าต้าเฟิ่งเชิดคางขึ้นอย่างลำพอง ไฝเม็ดใหญ่ข้างปากกระดิก รอยยิ้มกว้างขวางราวกับคนเพิ่งได้ไพ่ตายมาถือไว้เต็มมือ
ไป๋ลู่ไม่ได้ตอบกลับในทันที เธอค่อยๆ เดินกะเผลกเข้าไปกลางวงล้อมทีละก้าว เสียงไม้เท้าค้ำยันกระทบพื้นดินดังตุบ ตุบ จนทุกคนรอบข้างพากันเงียบกริบเพื่อรอฟัง เธอหยุดลงตรงหน้าของป้าต้าเฟิ่ง ห่างกันเพียงแค่ช่วงแขนเอื้อม แล้วคลี่ยิ้มบาง
"ป้ากล้าเอาหัวเป็นประกันจริงๆ หรือคะ"
"ใช่! ฉัน..."
"ท่านประธานเหมาเคยสอนไว้ว่า หากไม่มีการสำรวจย่อมไม่มีสิทธิ์พูด" ไป๋ลู่หันไปเผชิญหน้ากับหน่วยอาสาทั้งวง "ป้าไม่เคยถามไถ่สักคำ แต่กลับไปแจ้งความให้คนถือปืนมาล้อมบ้านของสมาชิกคอมมูนเช่นนี้ อย่างนี้เรียกว่าอะไรหรือคะสหาย"
"หมีตัวนี้ลงมากินข้าวโพดของหน่วยผลิตที่สามมาครึ่งเดือนแล้ว ใครที่ไปไร่ตีนเขาก็ย่อมเคยเห็นรอยตีนของมัน ทั้งมันยังตะปบลูกวัวของคอมมูนตายไปอีกหนึ่งตัว" เธอพูดต่อทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ตั้งตัว "เนื้อหมีนี่ฉันตั้งใจจะส่งให้สหกรณ์เพื่อแลกแต้มสะสมเข้าหน่วยผลิต ส่วนไขมันจะยกให้โรงครัวรวม และอุ้งตีนหมีก็จะส่งให้ร้านยาของรัฐ หากป้าไม่พาคนมาขวางไว้ ป่านนี้หัวหน้าหน่วยผลิตคงมารับของไปเรียบร้อยแล้ว"
เธอไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากเรียกใครมาเป็นพยานพร่ำเพรื่อ เพียงแค่หันไปสบตากับผู้ใหญ่บ้านฉินที่ยืนสงบปากสงบคำอยู่ท้ายวงล้อมมาตั้งแต่ต้น
ผู้ใหญ่บ้านฉินกระแอมไอออกมาคำหนึ่ง หนวดแข็งๆ บนริมฝีปากกระตุกสองสามที "รายงานเรื่องลูกวัวตัวนั้น ฉันเป็นคนเขียนขึ้นมาเองกับมือ" เขาหันไปพูดกับหัวหน้าหน่วยอาสา "ฉันบอกแล้วตั้งแต่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้านว่ามาคราวนี้จะเสียเที่ยว ก็ไม่ยอมเชื่อเอง"
หัวหน้าหน่วยอาสารู้สึกใบหน้าร้อนผ่าววูบวาบ หากเรื่องไร้สาระนี้แพร่งพรายไปถึงหูระดับคอมมูน คนที่จะต้องขายหน้าที่สุดก็คือตัวเขาเองนั่นแหละ
"ถานต้าเฟิ่ง แจ้งความเท็จโดยไม่มีมูล ทำให้หน่วยอาสาต้องเสียเวลาไปทั้งบ่าย" เขาประกาศกร้าวเสียงแข็ง "พรุ่งนี้ต้องเขียนหนังสือวิจารณ์ตนเองส่งให้หน่วยผลิต แล้วไปช่วยขนปุ๋ยคอกเป็นเวลาสามวันโดยไม่คิดแต้มแรงงาน!"
ริมฝีปากของป้าต้าเฟิ่งอ้าๆ หุบๆ อยู่สองสามครั้งคล้ายปลาขาดน้ำโดยไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา ทว่าเพียงแค่สามลมหายใจถัดมา หล่อนก็หาลู่ทางเอาตัวรอดจนเจอ
"ได้! ขนก็ขน!" หล่อนจ้ำอ้าวขึ้นเนินเขาตรงไปยังซากหมีครึ่งซีกใต้ต้นหลิวแก่ คว้าขาหลังข้างหนึ่งขึ้นมาพาดบ่าหน้าตาเฉย "ในเมื่อมันเป็นของส่วนรวม ก็สมควรต้องเข้าโรงครัวรวมสิ พรุ่งนี้เป็นเวรทำครัวของฉันพอดี ขาข้างนี้ฉันจะแบกไปเอง!"
ไม่มีใครสามารถเอ่ยปากคัดค้านได้จริงๆ ไป๋ลู่ขบกรามแน่นก่อนจะค่อยๆ คลายออก ขาหลังหมีหนักสิบกว่าจินนี้จะตกถึงท้องคนในโรงครัวรวมสักกี่ชิ้น และจะไปอันตรธานอยู่ในหม้อต้มของบ้านใหญ่ตระกูลไป๋กี่ชิ้น คนทั้งหมู่บ้านต่างรู้ดีแก่ใจไม่ต่างจากเธอ แต่คำว่า 'ส่วนรวม' ที่เธอเพิ่งยกขึ้นมาอ้างเมื่อครู่ บัดนี้กลับหันคมดาบย้อนมาบาดมือตัวเองเสียแล้ว
ขาหมีหนึ่งข้าง ถือเป็นค่าเล่าเรียนที่ต้องยอมจ่าย ป้าคนนี้แม้จะโง่เขลา แต่ก็ไม่ได้โง่เง่าไปเสียทุกวัน
ระหว่างที่หน่วยอาสากำลังเดินทางกลับ หัวหน้าหน่วยก็หันไปบ่นกับผู้ใหญ่บ้านด้วยน้ำเสียงอันดังพอที่จะให้ได้ยินกันทั่วลานบ้าน ว่าเมื่อเช้านี้เขาเพิ่งจะไปคุมตัวหวังโหย่วไฉคนฆ่าหมูส่งขึ้นคอมมูนในข้อหาทุบตีภรรยาจนถึงแก่ความตาย หลังจากที่ชาวบ้านไป๋สือโกวพร้อมใจกันลงชื่อเป็นพยานให้ บ่ายวันนี้ยังต้องมาเสียเที่ยวกับเรื่องไร้สาระนี่อีก
ปู่ไป๋ต้าฝูที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ท้ายวงล้อมของคนมุงตั้งแต่ต้นจนจบ พอได้ยินชื่อนั้นเข้าก็หมุนตัวหันหลังเดินกลับไปทันที
สามวันต่อมา อาการบวมที่ข้อเท้าทุเลาลงจนสามารถเดินเหินได้โดยไม่ต้องพึ่งไม้ค้ำยัน ไป๋ลู่จึงอาศัยติดรถแทรกเตอร์ของคอมมูนที่จะเข้าไปขนปุ๋ยในตัวอำเภอหย่งอันตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันโห่ ในย่ามสะพายของเธอมีโสมอายุหกสิบปีกับอุ้งตีนหมี พร้อมด้วยใบส่งของของหน่วยผลิตเตรียมไว้พร้อมสรรพ
ตลอดเส้นทางที่รถแล่นไปตามทางขรุขระ ในหัวของเธอเอาแต่คิดถึงประโยคเดียวที่ตนเองเคยลั่นวาจาไว้ใต้ต้นหลิวชายป่าคราวนั้น
‘หากอยากรักษาให้หาย ก็จงไปที่ตรอกโรงสีในอำเภอหย่งอัน แล้วถามหาหลานสาวของลุงเถา’ ในตอนนั้นเธอเพียงแค่ไม่อยากให้ชายแปลกหน้าผู้นั้นล่วงรู้ชื่อหมู่บ้านของตน จึงได้หยิบยกชื่อที่อวิ๋นโจวเคยเล่าให้ฟังขึ้นมาอ้าง ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าของตรอกหลังโรงสีที่ผู้คนในอำเภอต่างเกรงขาม ทว่าปัญหาเพียงหนึ่งเดียวก็คือ ลุงเถาผู้นั้นไม่เคยมีหลานสาวชื่อไป๋ลู่ และไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีเธออยู่บนโลกใบนี้
คำโกหกที่พลั้งปากพูดออกไปแล้ว หากสามารถทำให้มันกลายเป็นความจริงได้ทันท่วงทีก่อนที่จะมีคนมาตรวจสอบ ย่อมไม่ถือว่าเป็นคำโกหกอีกต่อไป
ร้านยาชิงเหอถังเป็นอาคารไม้สองชั้น ป้ายร้านอันเก่าคร่ำคร่าถูกทาสีแดงทับเขียนระบุไว้ว่า "ร้านยาของรัฐ" เสมียนชราแกะห่อผ้าที่หุ้มโสมออกดู ดวงตาพลันเบิกกว้างขึ้นวูบหนึ่ง ทว่าปากกลับเอ่ยประเมินด้วยน้ำเสียงเนือยชา "ก็พอใช้ได้ ให้ร้อยยี่สิบหยวน"
ไป๋ลู่ใช้นิ้วแตะไล่ไปตามข้อบนคอรากทีละข้อ พลางนับออกเสียงอย่างเชื่องช้าจากหนึ่งไปจนถึงหก จากนั้นจึงพลิกตัวโสมให้เห็นรากฝอยที่เรียงตัวสวยงามโดยไม่มีรอยขาดเลยแม้แต่เส้นเดียว "หากร้านนี้ไม่รับซื้อ ฉันก็แค่เดินทางไปร้านยาในตัวเมืองมณฑลแทน ค่ารถโดยสารก็แค่สองหยวนเท่านั้นเองค่ะ"
ยี่สิบนาทีต่อมา ผู้จัดการร้านถึงกับต้องเดินลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง และอีกยี่สิบนาทีถัดจากนั้น เธอก็เดินออกจากเคาน์เตอร์พร้อมกับเงินสดจำนวนสองร้อยหกสิบหยวนและใบเสร็จรับเงินที่ประทับตราสีแดง ส่วนค่าอุ้งตีนหมีอีกยี่สิบหยวนนั้นถูกโอนเข้าบัญชีของหน่วยผลิตตามใบส่งของอย่างถูกต้อง ใบเสร็จแผ่นนั้นมีมูลค่าและความสำคัญไม่ต่างจากเงินสด เพราะมันช่วยฟอกเงินทุกหยวนในมือเธอให้ขาวสะอาดและโปร่งใส
พลันมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากเคาน์เตอร์อีกฝั่งหนึ่งของร้าน
"เมียฉันไอออกมาเป็นเลือดแล้ว!" ชายร่างล่ำสันวัยราวห้าสิบปีที่มีรอยแผลเป็นลากพาดผ่านคิ้วขวาตบโต๊ะเคาน์เตอร์เสียงดังปังจนขวดยาละแวกนั้นสั่นสะเทือน "จะให้รอคิวตรวจเดือนหน้าอย่างนั้นรึ ถึงเดือนหน้าเมียฉันก็คงกลายเป็นศพไปแล้ว!"
ลูกค้าคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ แอบกระซิบชื่อของเขาออกมาเบาๆ ว่า 'เถาเหล่าซาน'
เหยื่ออันโอชะเดินมาติดบ่วงด้วยตัวเองถึงที่ โดยที่เธอแทบไม่ต้องออกแรงดึงรั้งเลยสักนิดเดียว เธอรีบก้าวเท้าเดินตามเขาออกไปจนกระทั่งพ้นประตูร้านยา "ลุงคะ ภรรยาของลุงมีอาการไอเป็นเลือดมานานหรือยังคะ แล้วตอนบ่ายๆ จะมีไข้ตัวร้อน ส่วนตอนกลางคืนก็มีเหงื่อซึมออกมาจนเปียกชุ่มหมอนใช่ไหม"
ชายผู้นั้นหันกลับมาทันที ดวงตาหรี่แคบลงราวกับหมาป่าเฒ่าที่กำลังประเมินเหยื่อตรงหน้า แต่เขากลับไม่ได้เอ่ยปากถามว่าเธอเป็นใคร มือหนาล้วงเข้าไปในสาบเสื้อ ก่อนจะหยิบห่อผ้าสีแดงผืนหนึ่งออกมาคลี่ออกให้ดู สิ่งที่อยู่ด้านในคือโสมรากหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ หนวดรากยาวเหยียดเป็นพวงหนา และมีข้อถี่ยิบอยู่ตรงบริเวณคอราก
"เธอดูท่าทางจะอวดรู้เรื่องยาดีนี่" เขาพูดด้วยน้ำเสียงต่ำพร่า "งั้นก็ลองบอกมาซิว่าโสมรากนี้มีอายุกี่ปี หากตอบถูก ฉันจะยอมให้ไปตรวจดูอาการเมียของฉัน แต่ถ้าตอบผิด ฉันจะสั่งให้คนคุมหน้าตรอกหักขาข้างที่ยังดีของเธอทิ้งเสีย"
ไป๋ลู่ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับโสมรากนั้นมาถือไว้ เธอเพียงแค่ก้มตัวลงมองใกล้ๆ แล้วเป่าลมหายใจอุ่นๆ ใส่ตรงโคนหนวดรากที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ใต้ลำตัวโสม
ทันใดนั้น หนวดโสมเส้นหนึ่งก็หลุดร่วงลงบนผ้าสีแดง ปลายด้านที่หลุดออกปรากฏคราบใสเหนียวเหนอะหนะติดอยู่จางๆ
"สามปีค่ะ" เธอตอบอย่างมั่นใจ "นี่เป็นโสมสวนที่ปลูกขึ้นมา ตัวโสมถูกดัดด้วยเชือกตั้งแต่ยังเล็กเพื่อให้มีรูปร่างคล้ายคน ส่วนหนวดรากก็ใช้กาวข้าวเหนียวต่อเข้าทีละเส้น สำหรับข้อที่คอรากนี่" เธอชี้นิ้วลงไป "เป็นการใช้ปลายมีดกรีดเอาค่ะ หากเป็นข้อของจริงมันจะต้องนูนเด่นขึ้นมาจากเนื้อโสม แต่ข้อพวกนี้กลับบุ๋มลึกลงไป ทว่าคนทำก็ถือว่าฝีมือประณีตมาก ดีกว่าพวกช่างทำของปลอมทั้งหมดที่ฉันเคยพบเจอมาเสียอีก"
เถาเหล่าซานนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนที่มุมปากข้างที่มีรอยแผลเป็นลากผ่านจะยกยิ้มขึ้นเป็นครั้งแรก
"ร้านยานี่เพิ่งรับซื้อโสมจากฉันไปสองรากในราคาโสมป่าอายุห้าสิบปี" เขาจัดการห่อผ้าสีแดงเก็บกลับเข้าไว้ในอกเสื้อตามเดิม "ตามมา"
บ้านของเถาเหล่าซานตั้งอยู่สุดตรอกหลังโรงสี บริเวณปากตรอกมีร้านรับจำนำขนาดหน้าแคบตั้งอยู่ ตลอดสองข้างทางมีผู้คนนั่งอยู่หน้าบ้านตนเองสามสี่คน ทุกคนต่างมีตะกร้าที่มีผ้าคลุมปิดไว้อย่างมิดชิด ทุกคนตกอยู่ในความเงียบสงัด และทุกคนต่างพากันเหลือบมองเขาด้วยสายตาแบบที่ลูกน้องใช้มองผู้เป็นเจ้านาย
นี่คือตลาดมืดแห่งตรอกโรงสี และชายผู้เป็นเจ้าของตลาดแห่งนี้กำลังเดินนำเธอเข้าสู่ตัวบ้าน
ภรรยาของเถาเหล่าซานนอนซมอยู่บนเตียงเตาภายในห้องมืดทึบที่ปิดหน้าต่างสนิททุกบาน ในกระโถนที่วางอยู่ข้างเตียงมีคราบเสมหะปนเลือดไหลเป็นเส้นสีแดงคล้ำ ไป๋ลู่เข้าไปจับชีพจร ตรวจดูลิ้น และฟังเสียงไอของอีกฝ่าย เพียงเท่านั้นเธอก็ล่วงรู้คำตอบได้ทันที
โรควัณโรคปอด... ตอนนี้ยังไม่สายเกินแก้ แต่หากปล่อยให้ผ่านพ้นไปอีกเพียงหน้าหนาวเดียวก็คงจะสายเกินเยียวยา
"เปิดหน้าต่างออกค่ะ" คำสั่งแรกของเธอทำให้เถาเหล่าซานถึงกับขมวดคิ้ว "โรคนี้ติดต่อกันทางลมหายใจ ห้องที่อับทึบเช่นนี้เปรียบเหมือนการเพาะเลี้ยงเชื้อโรค ชามและช้อนของป้าต้องแยกออกต่างหากและนำไปต้มในน้ำเดือดทุกวัน ส่วนคนอื่นๆ ในบ้านก็ห้ามนอนร่วมห้องเดียวกันจนกว่าอาการป้าจะหายดี"
เธอลงมือฝังเข็มลงบนแขนทั้งสองข้างเพื่อระงับอาการไอเป็นเลือด และปักอีกสามจุดที่แผ่นหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอให้เบาบางลง หญิงชราบนเตียงเริ่มหายใจได้ทั่วท้องและยาวขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้เถาเหล่าซานที่ยืนกอดอกเฝ้ามองอยู่ตรงมุมห้องขยับกายเล็กน้อย
ท้ายที่สุด เธอจึงล้วงห่อกระดาษขนาดเล็กสองห่อออกมาจากย่าม ด้านในบรรจุยาเม็ดสีขาวและสีส้มแดงที่เธอแกะออกมาจากแผงยาในคลังมิติชั้นสาม ยาพวกนี้ในยุคสมัยปัจจุบันถือเป็นของที่หายากยิ่งกว่าทองคำ และในคลังของเธอก็มีปริมาณเพียงพอสำหรับรักษาคนไข้แค่คนเดียวเป็นเวลาครึ่งปีเต็มเท่านั้น หากใช้หมดแล้วก็จะหมดไปตลอดกาล
เธอรู้ดีแก่ใจว่าตนเองกำลังยอมสูญเสียสิ่งใดไป หากในวันข้างหน้าอวิ๋นโจวหรือคุณย่าเกิดติดโรคนี้ขึ้นมาบ้าง ก็จะไม่มีตัวยาเม็ดเหล่านี้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
"ให้กินทุกเช้า ห้ามขาดเลยแม้แต่สักวันเดียว พอยาหมดทุกๆ สิบวันฉันจะนำมาส่งให้ใหม่ ยานี้ต้องกินติดต่อกันให้ครบครึ่งปี หากลุงสั่งให้หยุดยากลางคันเพียงเพราะเห็นว่าอาการเริ่มดีขึ้น เชื้อโรคจะเกิดอาการดื้อยาขึ้นมา และถึงตอนนั้น ต่อให้เป็นเทวดาก็คงช่วยชีวิตป้าไม่ได้แล้ว"
เถาเหล่าซานรับห่อยาไปถือไว้ในอุ้งมืออันหยาบกร้านและใหญ่โต จ้องมองมันอยู่นานก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ "ยาหน้าตาแบบนี้ แม้แต่ในร้านยาของรัฐก็ยังไม่มีขาย เธอไปได้มันมาจากที่ใดกัน"
"หากเรื่องนี้สามารถบอกได้ ฉันก็คงบอกลุงไปนานแล้วค่ะ"
ชายหน้าบากจ้องมองเธอเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ "ในตรอกแห่งนี้ ความลับของใครก็ย่อมเป็นของคนนั้น ฉันจะไม่ซักไซ้" เขาเว้นจังหวะไปเล็กน้อย "แต่จงจำเอาไว้ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ฉันรู้แล้วว่าเธอมีของวิเศษที่คนอื่นไม่มี และคนประเภทที่ล่วงรู้ความลับเช่นนี้จะมีอยู่ด้วยกันสองแบบ... คือแบบที่ช่วยปกปิด กับแบบที่เอาไปขายต่อ"
"แล้วลุงเป็นคนประเภทไหนหรือคะ"
"แบบที่เมียยังไม่หายดีอย่างไรเล่า" เขาตอบเสียงเรียบ "พวกเราลองเดินร่วมทางกันไปสักครึ่งปี แล้วหลังจากนั้นค่อยรู้ก็แล้วกัน"
ไป๋ลู่คลี่ยิ้มออกมา ความเชื่อใจที่ได้มาเปล่าๆ โดยไม่มีสิ่งใดแลกเปลี่ยนย่อมไม่เคยทนทาน ทว่าความเชื่อใจที่มีตัวประกันวางอยู่บนโต๊ะเจรจาทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ กลับเหนียวแน่นทนทานกว่ามากนัก เธอหยิบดีหมีออกมาจากย่ามแล้ววางลงตรงหน้า "ค่ารักษาฉันไม่คิดเงินค่ะ ขอเพียงแค่ขายของชิ้นนี้ในราคาตลาด และในวันข้างหน้าหากฉันมีของป่ามาขายอีก ลุงช่วยเป็นธุระหาช่องทางระบายของให้ก็พอ"
"ฉันให้เก้าสิบหยวน" เขาประเมินราคา "ในตัวอำเภอนี้ไม่มีใครกล้าให้ราคาดีไปกว่านี้อีกแล้ว วันหลังหากมีของป่าอะไรก็ให้เอามาส่งที่นี่ได้เลย แล้วบอกกับคนคุมหน้าตรอกว่าเป็นหลานสาวของลุงเถา หากใครมันกล้าโกงเงินเธอแม้แต่แดงเดียว ฉันจะเป็นคนหักมือมันด้วยตัวเอง"
หลานสาวลุงเถา... ไป๋ลู่ต้องพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ในลำคอ คำโกหกคำโตของเธอเพิ่งจะกลายมาเป็นความจริงขึ้นมาได้สำเร็จ ก่อนที่จะมีใครมาทวงถามหาความจริง โดยใช้เวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น
"หากวันข้างหน้ามีผู้ชายตัวสูงใหญ่มาคอยถามหาหลานสาวของลุง" เธอเอ่ยขึ้นขณะจัดแจงเก็บเงินสดเข้าย่ามสะพาย "ท่าทางของเขาดูคล้ายกับทหาร ใบหน้านิ่งสนิทราวกับแผ่นหิน รบกวนลุงช่วยส่งข่าวบอกฉันด้วยนะคะ"
เถาเหล่าซานเลิกคิ้วข้างที่มีรอยแผลเป็นขึ้นสูง "คนร้ายหรือคนดีล่ะ"
"เป็นคนไข้ค่ะ"
"คนไข้รึ" เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พลางปรายตามองพวงแก้มของหญิงสาวที่จู่ๆ ก็ขึ้นสีแดงระเรื่อร้อนผ่าวขึ้นมาเองโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนจะหันไปเปิดหน้าต่างบานที่สองเพื่อระบายอากาศให้ภรรยาโดยไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้อะไรต่ออีก
รถแทรกเตอร์ของคอมมูนจอดรอเทียบท่าอยู่ที่บริเวณลานกว้างหน้าสถานีรถไฟ ไป๋ลู่เดินย้อนกลับมาถึงที่นั่นในช่วงบ่ายคล้อย พร้อมด้วยเงินสดจำนวนสามร้อยห้าสิบหยวนที่ซุกซ่อนอยู่อย่างมิดชิดในกระเป๋าเสื้อด้านใน
ขบวนรถไฟเพิ่งจะแล่นเข้าเทียบชานชาลา กลุ่มคนสวมปลอกแขนสีแดงของคอมมูนเฉียนจิ้นสี่ห้าคนกำลังยืนส่งเสียงตะคอกใส่ผู้คนที่เพิ่งจะก้าวลงมาจากขบวนรถ ป้ายกระดาษแผ่นหนึ่งถูกชูขึ้นสูงเด่น เขียนด้วยน้ำหมึกสีดำเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ใจความว่า 'ส่งตัวลงไปรับการอบรมใหม่ที่หน่วยผลิตไป๋สือโกว'
แถวของผู้คนค่อยๆ ทยอยเดินลงมาจากชานชาลาอย่างเชื่องช้า ทุกคนต่างหอบหิ้วห่อผ้าเก่าๆ พลางก้มหน้าก้มตาด้วยความหม่นหมอง ทว่าชายผู้ที่เดินนำอยู่หัวแถวกลับไม่ได้ก้มศีรษะลงเลยแม้แต่น้อย
ชายชราผู้มีเส้นผมขาวโพลนทั่วทั้งศีรษะคนนั้นสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีซีดจางจนเกือบจะกลายเป็นสีเทาหม่น แขนเสื้อข้างหนึ่งขาดวิ่นจนรุ่งริ่ง ทว่าแผ่นหลังของเขากลับยังคงเหยียดตรงแน่วแน่ ราวกับปืนยาวที่เพิ่งจะถูกดึงออกมาจากคลังแสงทหาร