LNCrawler

ซาลาเปาเนื้อในคอกวัว

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ซาลาเปาเนื้อในคอกวัว

รถแทรกเตอร์กระเด้งตกหลุมบนถนนลูกรังเป็นรอบที่สิบ กระสอบปุ๋ยเคมีบนกระบะไถลครูดไปทางซ้าย หญิงวัยห้าสิบกว่าที่นั่งเบียดอยู่บนนั้นเสียหลัก ไป๋ลู่ยื่นแขนไปคว้าข้อศอกของหล่อนไว้ได้ทันก่อนที่ศีรษะจะฟาดเข้ากับขอบกระบะเหล็ก

"ปล่อย!" หล่อนสะบัดแขนออกทันที น้ำเสียงแหลมสูงสำเนียงคนใต้ปากแม่น้ำ "ไม่ต้องมาจับ มือเปื้อนดิน"

ไป๋ลู่ปล่อยมือ มองเสื้อผ้าไหมสีเทาหม่นที่บัดนี้เปื้อนรอยปุ๋ยเป็นทางยาว ผมดัดลอนที่เคยหวีเรียบร้อยมีรอยหงอกแซมขาว มือขาวนุ่มที่ไม่เคยต้องงานหนักกำลังกำขอบกระสอบแน่น

เธอไม่พูดอะไร เพียงขยับไปนั่งฝั่งซ้ายของกระบะ ใช้ร่างกายตัวเองกั้นแทนราวเหล็ก เมื่อรถตกหลุมอีกครั้ง ร่างที่เสียหลักจึงไถลมาชนไหล่อวบหนาของเธอแทนขอบกระบะแข็งๆ

หล่อนเม้มปากแน่น ไม่พูดขอบคุณ แต่ก็ไม่ยอมขยับหนี

บนกระบะมีผู้โดยสารสี่คน นอกจากไป๋ลู่แล้วยังมีชายผมหงอกหลังตรง หญิงปากร้ายที่น่าจะเป็นเมียของเขา และชายชราผอมแห้งวัยราวเจ็ดสิบปีที่ส่งเสียงไอโขลกๆ ไม่หยุดตั้งแต่ออกจากตัวอำเภอ ส่วนชายร่างท้วมสวมปลอกแขนแดงที่นั่งเบาะข้างคนขับคอยตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ตลอดทาง คนขับเรียกเขาว่า ‘รองประธานกัว’

"สามคนนี้เป็นพวกฝ่ายขวา ตัวอันตรายที่ต้องส่งมาดัดสันดาน" รองประธานกัวต้าหย่งหันมาชี้หน้าทีละคน ก่อนจะตวัดสายตามองไป๋ลู่ "สหายหญิงจำไว้ให้ดี ใครส่งข้าวส่งน้ำให้พวกมัน ถือว่าเป็นพวกเดียวกันหมด!"

"ค่ะ" ไป๋ลู่ตอบเสียงใส

ชายชราผอมแห้งไอหนักจนตัวงอ รองประธานกัวแค่นเสียงเฮอะแล้วถุยน้ำลายลงข้างทาง ไป๋ลู่มองมือที่ชายชราใช้ปิดปาก นิ้วเรียวยาวคู่นั้นมีรอยด้านเล็กๆ ตรงข้อนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ด้านในทั้งสองข้าง... ตำแหน่งเฉพาะของคนที่จับเข็มฝังเข็มมาทั้งชีวิต เหมือนอย่างที่ปู่พรานของเธอเคยมี

รอยเท้าบนดินบอกได้ว่าสัตว์ตัวไหนเคยเดินผ่าน รอยด้านบนนิ้วก็บอกเรื่องราวได้ไม่ต่างกัน

คอกวัวตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ติดกับคูน้ำเสียที่ส่งกลิ่นเปรี้ยวโชยในหน้าร้อน หลังคาฟางผุพังยุบลงไปครึ่งหนึ่ง ผนังดินแตกร้าวจนแมลงวันบินเข้าออกได้ตามใจชอบ วัวสองตัวของหน่วยผลิตเคี้ยวเอื้องอยู่อีกฝั่งคอก ห่างจากกองฟางที่จะใช้เป็นที่นอนเพียงไม่กี่ก้าว

ชาวบ้านพากันมามุงดูแน่นลาน ผู้ใหญ่บ้านฉินรับตัวทั้งสามคนจากรองประธานกัวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขารับคำสั่งให้จัดงานหนักที่สุดให้พวกนี้ทุกวัน แล้วยืนมองรถแทรกเตอร์แล่นจากไป

ป้าต้าเฟิ่งยืนอยู่หน้าวงคนมุง ตัวยังมีกลิ่นปุ๋ยคอกติดมาจากงานลงโทษวันสุดท้าย แต่ปากยังมันแผล็บด้วยน้ำมันขาหมีที่หล่อนแบกไปโรงครัวรวมเมื่อสามวันก่อน พอเห็นไป๋ลู่ลงจากรถพร้อมพวกฝ่ายขวา ดวงตาก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที

"ดูสิ นางหมีดำนั่งรถมากับพวกตัวอันตราย! ไปคบค้าสมาคมกันตั้งแต่เมื่อไรล่ะนั่น"

"นั่งรถคันเดียวกันก็เป็นพวกเดียวกันเหรอคะป้า" ไป๋ลู่ยิ้มหวาน "งั้นป้าก็คงเป็นพวกเดียวกับปุ๋ยคอกสิคะ ขนมาตั้งสามวัน กลิ่นยังติดตัวไม่หายเลย"

ทั้งลานหัวเราะครืน ป้าต้าเฟิ่งหน้าเสีย สะบัดหน้าเดินหนีทันที หญิงชาวเมืองที่ยืนอยู่หน้าคอกวัวเหลียวกลับมา กวาดสายตามองไป๋ลู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าช้าๆ แล้วเหยียดมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง

"หมีดำ" หล่อนทวนคำนั้นเสียงดัง "ก็สมชื่อดีนี่"

เสียงหัวเราะของชาวบ้านชะงักกึก ไม่มีใครกล้าหัวเราะต่อ ไป๋ลู่มองผู้หญิงที่เพิ่งตัวสั่นเทาอยู่บนกระสอบปุ๋ยเมื่อชั่วโมงก่อน บัดนี้กลับยืดหลังตรงเชิดคางราวกับกำลังยืนอยู่ในห้องรับแขกหรูหราของตัวเอง ทั้งที่เบื้องหลังคือคอกวัวซอมซ่อ

เธอไม่ได้โกรธ ชาติก่อนเจอพวกผู้ถือหุ้นใหญ่ประเภทนี้มานักต่อนัก พวกที่ยิ่งขาดทุนย่อยยับยิ่งต้องเชิดหน้าไว้ก่อน เพราะหากยอมก้มหัวลงครั้งเดียว จะไม่มีวันได้เงยขึ้นมาอีกเลย

"ขอบคุณค่ะคุณป้า" ไป๋ลู่ตอบหน้าตาย "หมีดำแข็งแรง กินจุ ทำงานหนักได้ หน้าหนาวก็ไม่ตายง่ายๆ ชื่อนี้ฉันชอบค่ะ"

หลินเพ่ยอวิ๋นกะพริบตาปริบๆ คล้ายไม่เคยเจอใครโดนด่าแล้วยังโค้งขอบคุณกลับมาหน้าตาเฉย

เนื้อหมีส่วนที่หน่วยผลิตแบ่งคืนให้คนล่าคือสามจิน ไป๋ลู่จัดการสับละเอียดผสมกับต้นหอมป่า ขิงแก่ และน้ำมันหมีที่เจียวเตรียมไว้ ย่าเหลียงมองแป้งสาลีขาวละเอียดกองโตบนกระด้งแล้วหรี่ตาลงอย่างจับผิด

"แป้งขาวขนาดนี้ ไปเอามาจากไหน"

"ลุงเถาในอำเภอช่วยหาให้ค่ะ" ไป๋ลู่นวดแป้งต่อไปไม่หยุดมือ

ย่าเหลียงจ้องหน้าหลานสาวนิ่ง สุดท้ายก็หันไปจุดไฟใต้ลังถึงโดยไม่ซักไซ้ต่อ แป้งกระสอบนี้เธอหยิบออกมาจากคลังกลาง เทใส่กระสอบป่านเก่าแล้วเผาถุงพลาสติกทิ้งในเตาไฟตั้งแต่ก่อนย่าจะตื่น ส่วนชื่อลุงเถาที่เพิ่งอ้างขึ้นมาหมาดๆ ก็นับว่าใช้งานได้คุ้มค่ากว่าที่คิด

ซาลาเปาสิบสองลูกนึ่งเสร็จตอนดึก ผิวแป้งขาวฟูราวกับก้อนเมฆ ยามบีบเบาๆ มีน้ำมันใสซึมเยิ้มออกมาตามรอยจีบ เสี่ยวหู่ที่หลับสนิทไปแล้วถึงกับสะดุ้งตื่นขึ้นมาดมกลิ่นทั้งที่ตายังปิดสนิท ไป๋ลู่ยัดซาลาเปาใส่มือให้ลูกหนึ่งแล้วไล่กลับไปนอน ส่วนอีกสิบเอ็ดลูกที่เหลือห่อด้วยผ้าสะอาดใส่ตะกร้า แล้วใช้ผักกาดเหี่ยววางทับปิดบังไว้

เวลาล่วงเลยเข้าสู่ตีสอง หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบสงบ มีเพียงเสียงกบร้องระงมในคูน้ำ เธอย่องลัดเลาะตามคันนาจนถึงท้ายคอกวัว เคาะผนังดินเบาๆ สามครั้ง

ประตูไม้ผุพังแง้มออก ชายผมหงอกยืนขวางอยู่ตรงนั้น เขาตื่นอยู่แล้วเหมือนทหารที่คุ้นชินกับการนอนระแวดระวัง สายตาคมกริบกวาดมองเธอปราดหนึ่งก่อนจะเลื่อนลงมองตะกร้าในมือ

"เธอไม่กลัวโดนเพ่งเล็งว่าเป็นพวกเดียวกับพวกฉันหรือไง"

"กลัวค่ะ" ไป๋ลู่ยื่นตะกร้าส่งให้ "ถึงได้มาตอนตีสองนี่ไงคะ"

ชายผมหงอกหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของคนเคยสั่งการทหารนับหมื่น แม้จะพยายามกดให้เบาที่สุดแล้วก็ยังสั่นสะเทือนจนใบไม้แห้งบนหลังคาร่วงกราว เขาเบี่ยงตัวเปิดประตูให้เธอเข้าไปด้านใน

แสงตะเกียงน้ำมันดวงน้อยส่องสว่างรำไร เผยให้เห็นชายชราผอมแห้งนอนขดตัวอยู่บนกองฟาง และหลินเพ่ยอวิ๋นที่นั่งพิงผนังดินทำเป็นหลับใหล ไป๋ลู่เปิดผ้าห่อออก กลิ่นหอมของซาลาเปาเนื้อหมีและขิงโชยฟุ้งจนวัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยังต้องเหลียวหน้ามามอง

ชายผมหงอกกัดซาลาเปาคำเดียวหายไปครึ่งลูก เคี้ยวพลางหลับตาพริ้ม ชายชราผอมแห้งพยุงตัวลุกขึ้นมารับไปลูกหนึ่งด้วยมือที่สั่นเทา ไป๋ลู่รินน้ำขิงอุ่นจากกระบอกไม้ไผ่ส่งให้จิบ อาการไอโขลกของเขาเริ่มทุเลาลงหลังดื่มไปได้สองอึก

"คุณป้าไม่ทานหรือคะ"

"ไม่หิว" หล่อนตอบทั้งที่ยังหลับตา "ของบ้านนอกคอกนา ไม่รู้สะอาดหรือเปล่า"

แต่ท้องของหล่อนกลับส่งเสียงร้องโครกครากประจานออกมาทันที เสียงดังลั่นจนวัวอีกฝั่งสะบัดหูพึ่บพั่บ

ชายผมหงอกยื่นซาลาเปาไปจ่อตรงหน้าภรรยา ถือค้างไว้เงียบๆ หลินเพ่ยอวิ๋นลืมตาขึ้นถลึงใส่สามีทีหนึ่ง ก่อนจะคว้าไปกัดคำเล็กๆ ตามจริตคุณนายที่ถูกอบรมสั่งสอนมาดี คำที่สองเริ่มใหญ่ขึ้น คำที่สามยิ่งใหญ่กว่าเดิม

ไป๋ลู่นั่งยองๆ นับจำนวนในใจ หล่อนกินไปถึงสี่ลูก ลูกสุดท้ายน้ำมันไหลเปื้อนลงมาถึงข้อมือก็เผลอเลียออกโดยไม่รู้ตัว พอได้สติก็รีบเอามือไพล่หลัง เชิดคางขึ้นสูงราวกับต้องการเก็บกู้ศักดิ์ศรีที่ร่วงหล่นกลับคืนมา

"ก็... พอกินได้" หล่อนพึมพำ

ไป๋ลู่ละสายตาจากหล่อนกลับมามองชายผมหงอก แสงตะเกียงสลัวตกกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา คิ้วดกหนาที่หักมุมตรงปลาย สันจมูกตรงแข็งแกร่งราวกับใบดาบ และแนวกรามที่ขบเป็นสันนูนยามเคี้ยวอาหาร

เธอเคยเห็นแนวกรามแบบนี้... ขบแน่นเป็นสันอยู่ข้างกองไฟ ขณะที่เจ้าของหักกิ่งไม้โยนเข้ากองเพลิงทีละท่อน

ความคิดนั้นแวบผ่านเข้ามาเร็วเกินกว่าจะจับประเด็นได้ทัน ชายผมหงอกล้วงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อด้านในที่เย็บปิดไว้อย่างแน่นหนา เขาหมุนมันเล่นในอุ้งมือ ผิวทองเหลืองสะท้อนแสงตะเกียงวาววับ มันคือปลอกกระสุนเก่าขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ผิวสัมผัสสึกกร่อนจนขึ้นเงาจากการถูกลูบคลำมานานหลายสิบปี

ไป๋ลู่ชะงักงัน… ปลอกกระสุนแบบเดียวกันนี้ นอนสงบนิ่งอยู่ก้นหีบไม้ของย่าเหลียงข้างสมุดบัญชี ห่อด้วยผ้าแดงผืนเก่า ย่าเคยบอกว่ามันคือของหมั้นที่ปู่ทวดได้รับมาจากแม่ทัพคนหนึ่ง อักษรที่สลักอยู่บนปลอกกระสุนของย่าคือคำว่า "ฮั่ว"

ส่วนปลอกกระสุนในมือของชายผมหงอกที่หันด้านสลักอักษรเข้าหาแสงไฟ ปรากฏคำว่า "ไป๋"

"รู้จักไหม" เขาถาม สายตาจับจ้องใบหน้าของเธอเขม็ง "ตระกูลไป๋ในหมู่บ้านนี้ บ้านที่ปู่ทวดเคยแบกคนหนีกระสุนข้ามแม่น้ำมาด้วยกัน"

"...ปู่ทวดของฉันเองค่ะ"

ชายผมหงอกตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ "ฉันคิดไว้ไม่มีผิด! ไม่มีหลานบ้านไหนกล้าแบกซาลาเปามาส่งให้คนในคอกวัวตอนตีสองแบบนี้หรอก นอกจากสายเลือดของไอ้เฒ่าไป๋!" เขาผายมือไปรอบคอก "ฉันชื่อฮั่วกั๋วตง นี่หลินเพ่ยอวิ๋นเมียฉัน ส่วนนั่นหมอหยาง ถือว่ารู้จักกันแล้วนะ"

หลินเพ่ยอวิ๋นหันขวับ สีหน้าเปลี่ยนจากมึนงงเป็นเข้าใจ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง ดวงตาจับจ้องพิจารณารูปร่างของไป๋ลู่อีกครั้ง ช้าและละเอียดกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

"เดี๋ยวนะ" หล่อนพูดเสียงหลง "หลานสาวตระกูลไป๋ที่หมั้นกับลูกชายฉัน ไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่ชื่อเหมยเหมย ตัวผอมๆ อ่านออกเขียนได้หรอกหรือ ฉันเขียนจดหมายบอกลูกไปแล้วด้วยซ้ำว่าเป็นชื่อนั้น"

"เหมยเหมยเสียสละคืนสิทธิ์นี้ให้ฉันแล้วค่ะ" ไป๋ลู่ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ "หลังจากได้ข่าวว่าลูกชายของคุณป้าได้รับบาดเจ็บ"

ความเงียบเข้าปกคลุมคอกวัวทันที มีเพียงเสียงเคี้ยวเอื้องของแม่วัว ชายชราผอมแห้งถึงกับสำลักซาลาเปา ฮั่วกั๋วตงหัวเราะร่าจนต้องยกมือปิดปาก ขณะที่หลินเพ่ยอวิ๋นหน้าแดงสลับซีด ก่อนจะระเบิดคำพูดออกมาเป็นชุดราวกับปืนกลที่อัดอั้นมาตลอดทั้งวัน

"ลูกชายฉันเป็นถึงผู้การกรม! อายุแค่ยี่สิบเจ็ดก็คุมกำลังพลตั้งสามพันนาย! ที่บาดเจ็บตรงชายแดนก็นอนรักษาตัวในโรงพยาบาลทหารแค่สามเดือน หมอบอกว่าขาชาต้องทำใจ แต่แล้วยังไงล่ะ! ลูกชายฉันลุกขึ้นมากลับไปคุมกรมได้ตั้งแต่เดือนก่อน แถมยังออกล่าตัวอะไรในป่าในเขาได้แล้วด้วย ใครจะมาดูถูก..."

ฮั่วกั๋วตงแตะแขนภรรยาเบาๆ ทีเดียว หล่อนก็หุบปากฉับ แต่ข้อมูลสำคัญที่ควรจะปิดบังกลับหลุดออกมาจนหมดสิ้นแล้ว

ไป๋ลู่ก้มหน้าลงเก็บผ้าห่อซาลาเปาช้าๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและให้มือไม้ได้ทำงาน

ผู้การกรม บาดเจ็บที่ชายแดน รักษาตัวสามเดือน อาการขาชา ออกล่าสัตว์ในป่าเขา...

ภาพของผู้ชายคนหนึ่งที่ยื่นข้อมือมาให้เธอตรวจชีพจรข้างกองไฟแวบเข้ามาในหัว ทหารของเขาเรียกเขาว่าหัวหน้าด้วยน้ำเสียงยำเกรงแบบที่ใช้กับผู้กุมอำนาจคุมคนนับพัน เขาไม่เคยบอกแซ่ และยามที่เธอบอกว่าตัวเองมีคู่หมั้นแล้ว สีหน้าของเขาก็ดำดิ่งลงทันทีราวกับถ่านร้อนที่โดนราดน้ำเย็น

หากเดาไม่ผิด ผู้ชายคนนั้นกำลังหึงหวงคู่หมั้นของเธอ โดยที่ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเขากำลังหึงตัวเอง และเข้าใจผิดคิดว่าคู่หมั้นของตนชื่อเหมยเหมย

พรานที่ดีจะไม่ลั่นไกเพียงเพราะเห็นรอยเท้า แต่ต้องรอจนกว่าจะเห็นตัวเหยื่อชัดเจน เธอเก็บงำความคิดนั้นไว้ในส่วนลึกของสมองแล้วรูดเชือกปิดสนิท ใบหน้ายังคงเรียบเฉยราวกับหญิงชาวบ้านผู้โง่เขลาเบาปัญญาที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

หลินเพ่ยอวิ๋นใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กซับคราบน้ำมันที่มุมปาก ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นสูงเท่าที่ลำคอจะเอื้ออำนวย

"ลูกชายฉันจะเดินทางมาถอนหมั้นในอาทิตย์หน้า เธออย่าได้หวังสูงเกินไปนักเลย"