LNCrawler

ดงอ้อกลางเดือนเจ็ด

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

ดงอ้อกลางเดือนเจ็ด

ข่าวลือในไป๋สือโกวเดินทางเร็วกว่าเกวียนขนปุ๋ย เช้าวันนี้มันวิ่งมาถึงบ่อน้ำกลางหมู่บ้านก่อนที่ไป๋ลู่จะทันหย่อนถังลงไปด้วยซ้ำ

"ได้ยินหรือยัง ลูกชายคนคอกวัวไม่มาแล้ว เลื่อนไปอีก"

"ก็บอกแล้วว่าพิการ จะเดินทางไหวได้ยังไง"

"ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าโทรเลขมาจากค่ายทหารนะ ติดภารกิจ วันที่ยี่สิบถึงจะมา"

"มาถอนหมั้นนางหมีดำไง ใครๆ ก็รู้"

ไป๋ลู่สาวเชือกขึ้นทีละช่วงแขน ทำเป็นไม่ได้ยิน กำหนดการ "อาทิตย์หน้า" ที่หลินเพ่ยอวิ๋นเคยประกาศไว้ในคอกวัวล่วงเลยมาสามสัปดาห์แล้ว มีแต่โทรเลขสองบรรทัดส่งถึงที่ทำการหน่วยผลิต

ถังน้ำเต็มเปี่ยมสองถังขึ้นคานบ่า ขณะกำลังหันหลังเดินกลับ เสียงผิวปากยาวเหยียดก็ดังมาจากใต้ต้นหลิว

"สหายหญิง!" ชายหนุ่มผิวเกรียมแดดกระโดดลงจากรากหลิว ยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวเก เขาคือลูกชายบ้านคนเลี้ยงหมูฝั่งตะวันออกที่เพิ่งกลับจากการขุดดินที่อ่างเก็บน้ำหงฉี "มาจากหมู่บ้านไหนครับ ไม่เคยเห็นหน้า ถังหนักขนาดนั้นให้ผมช่วยไหม"

วงสนทนาข้างบ่อน้ำเงียบกริบลงทันตา บางคนเอามือป้องปาก

ไป๋ลู่จ้องหน้าเขา ความทรงจำของร่างเดิมผุดขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มคนนี้เคยยืนกลางลานนวดข้าว ชี้หน้าต้าหนิวแล้วตะโกนลั่น "นางหมีดำมาแล้ว ระวังบ่อน้ำแห้ง!" เด็กทั้งหมู่บ้านพากันหัวเราะร่า ปล่อยให้ต้าหนิวแอบไปร้องไห้หลังกองฟางทั้งบ่าย

"ขอบคุณค่ะ" เธอยิ้มหวาน "แต่ไม่ต้องห่วง ฉันตักทีละนิด บ่อน้ำไม่แห้งหรอก"

รอยยิ้มบนใบหน้าชายหนุ่มแข็งค้าง เขามองดวงตากลมโตสองชั้น โหนกแก้มที่เริ่มเด่นชัดใต้ผิวเนียนละเอียด และคานบ่าที่แบกน้ำสองถังเต็มราวกับไร้น้ำหนัก สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนทันที

"ต้า...ต้าหนิว?"

หญิงวัยกลางคนข้างบ่อน้ำหลุดหัวเราะเป็นคนแรก ก่อนที่คนอื่นจะพากันหัวเราะตาม มีเสียงตะโกนแซวว่าผิวปากเรียกหมีดำขนาดนี้ เดือนหน้าคงต้องให้แม่ไปสู่ขอ ชายหนุ่มหน้าแดงก่ำลามไปถึงลำคอ เขาถอยหลังชนรากหลิวแล้วซอยเท้าหนีไปทางไร่ รองเท้าหลุดทิ้งไว้ข้างหนึ่งก็ไม่คิดจะหันกลับมาเก็บ

เมื่อวานเธอแอบขึ้นตาชั่งของหน่วยผลิต ตัวเลขหยุดที่เจ็ดสิบแปดกิโลกรัม หกสัปดาห์น้ำหนักลดลงไปถึงสิบสี่กิโลกรัม ด้วยการทำงานหนักเป็นสองเท่าของผู้ชาย ควบคู่กับการดื่มชาจากเรือนกระจกดินดำที่ขมปี๋

ตัวเลขบนคานชั่งไม่มีใครเห็น แต่ใบหน้าเหวอของคนที่เคยล้อเลียนเธอ บัดนี้คนทั้งหมู่บ้านได้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว

ตลอดสามสัปดาห์ ไป๋ลู่แบ่งเวลาช่วงกลางคืนราวกับจัดตารางเวร ทุกสิบวันเธอจะเข้าอำเภอเพื่อนำยาไปให้ภรรยาของลุงเถา ซึ่งตอนนี้อาการไอเป็นเลือดทุเลาลงจนเกือบหายสนิท ลุงเถาตอบแทนด้วยการรับซื้อสมุนไพรและเห็ดหลินจือในราคาที่ไม่มีใครในอำเภอกล้าสู้ และที่สำคัญ ยังไม่มีทหารร่างสูงคนไหนไปถามหาหลานสาวของเขาเลย

ทุกสามคืนเธอย่องไปคอกวัว นำซาลาเปา ไข่ต้ม และยาต้มแก้ไอไปให้หมอเฒ่าหยาง ชายชราที่เคยไอจนนอนไม่ได้บัดนี้หลับรวดเดียวถึงเช้า และเริ่มจับจ้องมือเธอขณะฝังเข็มด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา

หลินเพ่ยอวิ๋นยังคงเรียกเธอว่าหมีดำอยู่คนเดียวในบ้าน ทั้งที่ทุกคืนกินอาหารฝีมือเธอจนเกลี้ยงจาน ลูกค้าประเภทที่ปากบ่นด่าแต่ควักเงินซื้อทุกวันเช่นนี้ ในวงการค้าปลีกเรียกว่าลูกค้าผู้ภักดี

คืนหนึ่งขณะที่เธอเก็บชามเปล่า หลินเพ่ยอวิ๋นซึ่งนั่งเย็บผ้าอยู่มุมคอกพูดขึ้นลอยๆ โดยไม่เงยหน้า "ถ้าลูกชายฉันมาถอนหมั้นจริง เธอจะร้องไห้ไหม"

"ร้องค่ะ" ไป๋ลู่ตอบทันควัน "เสียดายสินสอดห้าร้อยหยวน ย่าฉันทวงคืนจากบ้านใหญ่มาได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน"

ปลายเข็มในมือหลินเพ่ยอวิ๋นทิ่มนิ้วตัวเองดังจึก นายพลฮั่วที่นอนหันหลังอยู่บนกองฟางตัวสั่นเทิ้ม เห็นได้ชัดว่ากำลังกลั้นหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

วันรุ่งขึ้น หลินเพ่ยอวิ๋นดันไข่ต้มครึ่งฟองส่งคืนให้เธอ มันถูกห่อไว้ในผ้าเช็ดหน้าสะอาดเพื่อกันฝุ่น "คนทำงานหนักต้องกิน" พูดจบก็สะบัดหน้าหนีไปทางคอกวัว

ไป๋ลู่คลี่ผ้าออก แล้วมือของเธอก็ชะงักกึก

มันคือผ้าฝ้ายสีขาวผืนเล็ก มุมหนึ่งปักลวดลายดอกไม้สีขาวงาช้างเป็นกลีบแหลมหกกลีบ ด้ายสองเส้นปักไขว้จนกลีบนูนเด่นขึ้นมาจากเนื้อผ้า ข้างดอกไม้มีอักษรตัวเล็กปักด้วยด้ายสีเดียวกัน อ่านได้ว่า "อวิ๋น"

ค่ำนั้นเมื่อกลับถึงกระท่อม เธอล้วงมือเข้าไปใต้หมอน หยิบของที่ซ่อนไว้ตลอดสามสัปดาห์ออกมา ผ้าเช็ดหน้าที่ผู้ชายคนนั้นใช้เช็ดเลือดบนใบหน้าเธอที่ผาเขาเฮยเฟิงแล้วยัดใส่มือบอกให้เก็บไว้ บัดนี้รอยเลือดถูกซักจนเหลือเพียงคราบจางสีน้ำตาล และเธอไม่เคยพลิกดูมุมที่พับซ้อนอยู่ด้านในเลยสักครั้ง

ดอกไม้หกกลีบ ด้ายสองเส้นปักไขว้ และข้างดอกมีอักษรตัวเดียวปักอยู่... "เป่ย"

ไป๋ลู่นั่งนิ่งบนเตียงเตา เพ่งมองผ้าสองผืนในมือแต่ละข้างภายใต้แสงตะเกียงสลัว

ใบหน้าของนายพลที่มีโครงกรามแบบเดียวกัน คำบอกเล่าของคนเป็นแม่ที่ว่าลูกชายเป็นผู้การกรมและได้รับบาดเจ็บจากชายแดนต้องพักรักษาตัวสามเดือน ประกอบกับลายปักของคนคนเดียวกันบนผ้าสองผืนนี้ บัดนี้ไม่ใช่แค่รอยเท้าเสืออีกต่อไป แต่เธอเห็นตัวมันเต็มสองตาแล้ว

ผู้ชายที่เธอสัญญาว่าจะรักษาอาการไร้น้ำยาให้หายขาด คือคนเดียวกับที่ชาวบ้านลือกันสนุกปากว่าไร้น้ำยา และเป็นคู่หมั้นที่เธอตอบตกลงแต่งงานด้วยเพียงเพราะคิดว่าไม่ต้องทำหน้าที่ภรรยา ยิ่งไปกว่านั้น เขากำลังเดินทางมาเพื่อขอถอนหมั้นกับผู้หญิงชื่อเหมยเหมย

เธอหลุดหัวเราะออกมาจนต้องรีบยกมือปิดปาก เสี่ยวหู่ที่นอนอยู่ข้างๆ ละเมอพึมพำถามว่าพี่สาวหัวเราะอะไร

"ไม่มีอะไร นอนเถอะ"

เธอจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร ทั้งย่า หลินเพ่ยอวิ๋น หรือส่งข่าวไปหาใครทั้งสิ้น ผู้ชายที่แอบหงุดหงิดงุ่นง่านมาทั้งคืนเพราะเรื่องคู่หมั้น สมควรได้รับบทเรียนให้ยืนหน้าแตกด้วยตัวเองสักครั้ง

วินาทีนี้ ไม่มีอะไรในโลกที่เธออยากเห็นมากไปกว่าสีหน้าของเขาในตอนนั้นอีกแล้ว

"เมื่อวานเหมยเหมยได้รับจดหมาย" อวิ๋นโจวพูดเสียงเรียบขณะนั่งปอกถั่วลิสงกับเธอหน้ากระท่อมยามพลบค่ำ ริมฝีปากที่เคยซีดเซียวของเขาเริ่มมีสีเลือดฝาด เขาสามารถเดินไปถึงหัวไร่ได้โดยไม่ต้องหยุดพัก และเริ่มมีเวลาว่างมาทำสิ่งที่ถนัดที่สุด นั่นคือการสืบรู้เรื่องราวของคนทั้งหมู่บ้าน "จากลูกพี่ลูกน้องที่เป็นพยาบาลคนเดิม"

"คราวนี้เขียนว่าอะไร"

"ไม่รู้" อวิ๋นโจวยิ้มบาง "แต่คืนเดียวกัน ป้าหิ้วเหล้าขาวขวดหนึ่งไปบ้านสวีเหล่าซาน แล้วกลับออกมามือเปล่า"

สวีเหล่าซานคืออันธพาลประจำหมู่บ้าน อายุสามสิบกว่าแต่ยังไม่มีเมีย เขามักชอบนั่งยองๆ ตรงปากทางไปบ่อน้ำ คอยส่งเสียงแซวผู้หญิงที่เดินผ่าน ร่างเดิมของเธอเคยถูกเขาดักลวนลามจับก้นตอนไปตักน้ำ จนต้องวิ่งร้องไห้กลับบ้านโดยไม่กล้าบอกใคร

"ลูกศรในที่แจ้งหลบง่าย ลูกศรในที่ลับป้องกันยาก" อวิ๋นโจวเตือน "ระวังตัวด้วย"

บ่ายวันถัดมา ขณะที่ไป๋ลู่แบกฟ่อนข้าวสาลีผ่านหัวไร่บ้านใหญ่ เหมยเหมยยืนรออยู่ใต้ต้นท้อราวกับเป็นเรื่องบังเอิญ ผมเปียยาวสองข้างผูกด้วยโบสีแดงผืนใหม่

"พี่ต้าหนิวสวยขึ้นเยอะเลยนะ" หล่อนพูดเสียงหวาน ดวงตาใสซื่อ "ลูกชายผู้การมาเห็นคงเสียดายแย่ ว่าแต่พี่ยังกล้าขึ้นเขาคนเดียวอีกเหรอ ฉันเป็นห่วงนะ ทางแถวนี้อันตรายจะตาย"

ไป๋ลู่วางฟ่อนข้าวลง ขยับก้าวเข้าไปใกล้จนเงาร่างของเธอทาบทับบดบังร่างบางนั้นไว้มิด ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างใบหู เสียงแผ่วเบายิ่งกว่าสายลมพัดผ่านใบท้อ "เนินหลังไร่ข้าวโพด... ลื่นนะ"

เหมยเหมยตัวแข็งทื่อ สีเลือดฝาดบนแก้มอันตรธานหายไปในพริบตา ไป๋ลู่ถอยออกมาส่งยิ้มให้ แบกฟ่อนข้าวขึ้นบ่าแล้วก้าวเดินต่อไปโดยไม่คิดจะหันกลับไปมอง เธอไม่จำเป็นต้องหันไปดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่ใต้ต้นท้อต้นนั้น

พรานเฒ่าเคยบอกไว้ หากอยากรู้ว่าสัตว์ตัวไหนเคยกินเหยื่อในบ่วง ให้ลองเขย่าบ่วงดู ตัวที่ตื่นตระหนกและวิ่งหนีเร็วที่สุดก็คือตัวนั้นแหละ

ภายในห้องนอนของบ้านใหญ่ เหมยเหมยนั่งกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงเตา ปลายผมเปียข้างขวาถูกบิดม้วนรอบนิ้วมือจนพันกันเป็นก้อนกลม "มันรู้" หล่อนกระซิบ เสียงสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ "แม่... มันรู้เรื่องเนินนั่น"

"มันจะไปรู้อะไร มันจำอะไรได้ที่ไหน ตอนนั้นมันนอนแน่นิ่งจนต้องหามกลับบ้านแท้ๆ" ป้าต้าเฟิ่งกระแทกเสียงพูด แต่ดวงตากลับเหลือบมองไปทางประตูห้องถึงสองหน "อีกอย่าง เรื่องนั้นไม่มีใครเห็นสักคน"

เหมยเหมยไม่ตอบ นิ้วมือบิดปลายเปียแน่นขึ้นจนหนังศีรษะตึงเปรี๊ยะ จดหมายจากลูกพี่ลูกน้องยังคงวางอยู่บนตัก เนื้อความระบุชัดเจนว่าผู้การกรมฮั่วไม่ได้ถูกปลดประจำการ ซ้ำยังกลับไปคุมกรมทหารตั้งแต่เดือนก่อน ทุกคนในค่ายต่างยำเกรงเขา ร่างกายสูงเกือบร้อยเก้าสิบเซนติเมตร หน้าตาหล่อเหลาที่สุดในกองพล ต่อให้ร่างกายส่วนนั้นจะใช้การไม่ได้ แต่เขาก็ยังมียศเป็นถึงผู้การ เงินเดือนมากกว่าผู้ชายทั้งหมู่บ้านรวมกัน ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านพักทหาร และได้กินข้าวขาวทุกมื้อ

"ของที่ควรเป็นของหนู" หล่อนเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำ "ต้องไม่อยู่กับคนที่กุมความลับของหนู ถ้ามันได้เป็นเมียผู้การ แล้วเกิดวันหนึ่งมันปากสว่างพูดขึ้นมา..."

ป้าต้าเฟิ่งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างจนไฝเม็ดใหญ่ข้างมุมปากยกสูงขึ้น

"สวีเหล่าซานรับเหล้าไปแล้ว พรุ่งนี้เช้าแม่จะจัดการให้ แม่ได้ยินมันบอกย่าว่าจะไปเก็บไข่เป็ดที่ดงอ้อ" หล่อนกดเสียงต่ำลง "มันแรงเยอะก็จริง แต่ถ้าผู้หญิงเสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนอยู่กับผู้ชายกลางดงอ้อ ต่อให้มันต่อยผู้ชายตายคามือ คนทั้งหมู่บ้านก็ไม่มีวันเชื่อว่ามันยังบริสุทธิ์ ถึงตอนนั้นตระกูลฮั่วต้องเป็นฝ่ายขอถอนหมั้นเอง แล้วตระกูลไป๋จะเหลือใครให้รักษาสัญญาอีก"

นิ้วมือที่บิดปลายเปียหยุดชะงัก มุมปากบางของเหมยเหมยหยักขึ้นเล็กน้อย

มันเป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่ร่างเดิมของไป๋ลู่ได้เห็นเป็นภาพสุดท้าย ก่อนที่มือขาวบางคู่นั้นจะยื่นมาผลักแผ่นหลังของเธอให้ร่วงหล่นลงเนินเขา

สายหมอกยามเช้าลอยต่ำเหนือลำธาร ดงอ้อสูงท่วมหัวไหวเป็นคลื่นสีเขียวเงิน เสียงเป็ดป่าร้องก้องดังมาจากใจกลางดง ไป๋ลู่ถอดรองเท้าผ้าวางไว้บนโขดหินริมตลิ่ง ม้วนพับขากางเกงขึ้นถึงเข่า ก่อนจะก้าวลุยน้ำเย็นเฉียบเข้าไปตามรอยทางที่ฝูงเป็ดเหยียบย่ำไว้

อวิ๋นโจวต้องการโปรตีนไปฟื้นฟูร่างกาย หมอเฒ่าหยางต้องการของบำรุง ส่วนหลินเพ่ยอวิ๋นที่บ่นอุบทุกคืนว่าซาลาเปารสชาติจืดชืด คงจะยอมเงียบปากไปได้สักสองวันหากได้ลิ้มรสไข่ตุ๋นนุ่มละมุนลิ้น

เธอพบรังแรกในกออ้อที่โน้มกิ่งลงแตะผิวน้ำ ไข่หกฟองนอนเรียงรายอยู่บนฟางแห้ง หญิงสาวก้มลงหยิบพวกมันใส่ตะกร้าทีละฟอง ตรงคอเสื้อของเธอ นกหวีดทองเหลืองที่ห้อยเชือกแนบผิวเนื้อแกว่งไกวไปมาตามจังหวะการเคลื่อนไหว

สั้นสามครั้ง ยาวหนึ่งครั้ง... เจ้าของนกหวีดเคยสอนไว้ก่อนจากกันว่ามันหมายถึง 'ผมอยู่นี่' แม้เธอจะไม่เคยเป่ามันเลยสักครั้ง แต่ก็ไม่เคยถอดมันออกจากคอเลยสักคืนเดียว

จู่ๆ สายลมก็เปลี่ยนทิศ กลิ่นเหล้าขาวบูดโชยปนกับกลิ่นเหงื่อไคลสะสมลอยมาตามลมตะวันออก ปู่พรานเคยสอนไว้ว่าสัตว์ป่ามักจะรู้ตัวว่ามีผู้ล่าตามล่าจากกลิ่นสาบก่อนจะได้ยินเสียงเสมอ ไป๋ลู่รีบยืดตัวขึ้น แต่ยังไม่ทันได้หันกลับไปมอง แขนหยาบหนาสองข้างก็ตวัดรัดเข้าที่เอวของเธอจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว

"เก็บไข่คนเดียวไม่เหงาเหรอต้าหนิว" เสียงแหบพร่าของสวีเหล่าซานกระซิบชิดพลางพ่นกลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งรดท้ายทอย "พี่มาช่วยเก็บนะ"

ไป๋ลู่ทิ้งน้ำหนักตัวลงต่ำตามสัญชาตญาณการต่อสู้ แต่ดินโคลนใต้ฝ่าเท้าลื่นเกินกว่าจะยันกายไว้ได้ สวีเหล่าซานเตะเข้าที่ข้อพับขาของเธอเต็มแรง ก่อนจะโถมน้ำหนักตัวทับลงมาทั้งร่าง

ร่างของเธอคว่ำคะมำลงกลางกออ้อ น้ำโคลนสาดกระเซ็นเข้าตาและปาก ตะกร้าใส่ไข่กระเด็นหายไปคนละทิศละทาง มือหยาบกร้านกระชากคอเสื้อของเธอจากด้านหลังจนกระดุมหลุดกระเด็นไปสองเม็ด

หญิงสาวกำดินโคลนไว้แน่น ยันข้อศอกขึ้นเตรียมจะพลิกตัวสู้ ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเฉียบราวกับน้ำในลำธารยามรุ่งสางก็ดังขึ้นจากขอบดงอ้อด้านหลัง

"ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้"