LNCrawler

คนแปลกหน้าที่คุ้นกลิ่น

ทะลุมิติยุค 70 เกิดใหม่เป็นสาวร่างยักษ์ แถมต้องแต่งกับผู้การ (ที่ลือว่า) ไร้น้ำยา! — novel.dek d.com · All chapters

คนแปลกหน้าที่คุ้นกลิ่น

ฮั่วเจิ้นเป่ยมาถึงไป๋สือโกวก่อนกำหนดสามวัน

เขาบอกตัวเองว่าเพราะภารกิจลุล่วงเร็ว รถไฟเที่ยวแรกมีที่ว่าง และเขาอยากเห็นหน้าพ่อแม่ที่ถูกส่งมาอยู่คอกวัวให้เร็วที่สุด

ที่สำคัญ เรื่องถอนหมั้นควรจบลงเสียที จดหมายจากบ้านไป๋เมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิ กับจดหมายของแม่ที่ตามมาอีกฉบับเขียนไว้ตรงกัน ตระกูลไป๋เปลี่ยนตัวคู่หมั้นเป็นหลานสาวบ้านใหญ่ชื่อเหมยเหมย เธออ่านออกเขียนได้ รูปร่างบอบบาง ผู้หญิงแบบนั้นไม่ควรต้องรอผู้ชายไร้น้ำยาอย่างเขาแม้แต่เพียงวันเดียว

เหตุผลทุกข้อล้วนเป็นความจริง แต่ไม่มีข้อไหนอธิบายได้ว่า ทำไมเขาถึงเลือกเดินเลาะลำธารจากถนนอำเภอเข้าหมู่บ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และทำไมตั๋วรถไฟขากลับในกระเป๋าเสื้อถึงระบุปลายทางเป็นสถานีหย่งอัน ไม่ใช่สถานีหน้าค่ายทหาร

*ตรอกโรงสีในอำเภอหย่งอัน ถามหาหลานสาวลุงเถา*

ประโยคนั้นดังก้องอยู่ในหัวเขามาตลอดสามสัปดาห์ ดังยิ่งกว่าเสียงปืนในสนามซ้อม เสร็จธุระที่นี่เมื่อไร เขาจะไปที่ตรอกนั้นทันที

เสียงเป็ดป่าแตกฮือกลางดงอ้อทำให้เขาชะงักเท้า ตามด้วยเสียงผู้ชายพูดยานคางและกลิ่นเหล้าบูดลอยมาตามลม ก่อนจะมีเสียงร่างหนักล้มกระแทกโคลน ฮั่วเจิ้นเป่ยแหวกต้นอ้อเข้าไปสามก้าว ภาพที่เห็นคือชายหน้าตาหยาบกร้านกำลังคร่อมอยู่บนหลังผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งคว่ำหน้าจมโคลน มือของมันกระชากคอเสื้อเธอจนขาดวิ่น

"ปล่อยเธอ" น้ำเสียงเขาราบเรียบแต่ทรงพลัง

ชายขี้เมาหันขวับ ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์เหล้า "แกเป็นใคร! ไสหัวไปซะ นี่มันเรื่องของผัวเมีย!"

ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่ตอบ สายตาจับจ้องนิ่ง เขาเห็นแล้วว่าผู้หญิงใต้ร่างไม่ได้นอนรอความช่วยเหลือ มือซ้ายเปื้อนโคลนของเธอคว้าข้อมือขวาของไอ้ขี้เมาไว้ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ก่อนจะออกแรงบิดไปข้างหลังช้า ๆ จนข้อต่อผิดรูป ชายขี้เมาเพิ่งรู้สึกตัว ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดแล้วอ้าปากร้องลั่น

เขาก้าวเข้าไปคว้าคอเสื้อและเข็มขัดของมันยกขึ้นทั้งตัว ออกแรงเหวี่ยงเพียงครั้งเดียว ร่างนั้นก็ลอยข้ามกออ้อ ตกลงกลางลำธารช่วงที่ลึกที่สุดเสียงดังตูมใหญ่

ไป๋ลู่ยันกายลุกขึ้นจากโคลน แต่ยังไม่ทันทรงตัวได้มั่น ดินริมตลิ่งใต้เท้าก็พังทลายลงลำธาร ส่งร่างเธอหงายหลังร่วงตกน้ำตามไปอีกคน สายน้ำเย็นเยียบท่วมท้นถึงอก ชะล้างคราบโคลนบนใบหน้าให้ละลายหายไปพร้อมกับลมหายใจที่ขาดห้วง

ทันใดนั้น มือหนาคว้าหมับเข้าที่แขน ฉุดดึงเธอขึ้นจากน้ำ แรงดึงมหาศาลส่งให้เธอเซถลาเข้าปะทะแผงอกกว้างอย่างจัง

กลิ่นอายคุ้นเคยพุ่งเข้ากระทบจมูกก่อนดวงตาจะลืมขึ้นเต็มที่... กลิ่นสบู่ก้อนสีเหลืองของค่ายทหาร กลิ่นยางสน และกลิ่นผ้าฝ้ายตากแดดจัด มันคือกลิ่นเดียวกับที่เธอเคยซบหน้าหลับใหลบนหลังของคนคนหนึ่ง ตลอดเส้นทางลงจากเขาเฮยเฟิง

คิ้วดกหักมุมตรงปลายหาง สันจมูกโด่งตรงราวกับใบดาบ แนวกรามคมคายถอดแบบมาจากชายผมหงอกในคอกวัวไม่มีผิดเพี้ยน ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่ได้มองหน้าเธอ แต่กลับทอดต่ำลงไปยังคอเสื้อที่กระดุมหลุดเผยว้างสองเม็ด... ตรงจุดที่นกหวีดทองเหลืองของเขาห้อยอยู่บนเชือกเส้นเล็ก แนบชิดกับผิวเนื้อเปียกชื้นระหว่างเนินอกทั้งสองข้าง

ใบหูของเขาแดงซ่านขึ้นมาในพริบตา แดงก่ำเสียจนเธอเกือบได้ยินเสียงฉ่าร้อน

ชายหนุ่มสะบัดหน้าหนีฉับพลันจนคอแทบเคล็ด มือข้างหนึ่งยังคงยึดแขนเธอไว้แน่น ส่วนอีกมือรีบปลดกระดุมเสื้อทหารตัวนอกออกทีละเม็ดโดยไม่ยอมละสายตาลงมามองแม้แต่น้อย ก่อนจะสะบัดคลุมลงบนไหล่บาง ดึงสาบเสื้อปิดทับตั้งแต่ลำคอลงมาจนมิดชิด เสื้อตัวหนายังคงอบอวลด้วยไออุ่นจากร่างกายเขา อุ่นเสียจนความหนาวเหน็บจากน้ำในลำธารถดถอยไปกว่าครึ่ง

ไป๋ลู่ก้มหน้าลงเพื่อซ่อนมุมปากที่หยักโค้งขึ้นเองตามธรรมชาติ คู่หมั้นของเธอเพิ่งจะโยนผู้ชายอีกคนลงน้ำเพื่อช่วยเธอ โดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าช่วยใครไว้ และตอนนี้เขาก็กำลังหูแดงซ่านเพียงเพราะได้เห็นหน้าอกหน้าใจของว่าที่ภรรยาที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน

"ยังไม่ถึงเดือนเลยนะ" เธอพูดขึ้น

"อืม"

"แล้วมาทำอะไรที่นี่เร็วขนาดนี้ล่ะคะ"

"ธุระ" เขาตอบสั้นๆ โดยไม่ยอมหันกลับมามอง ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังต้นหลิวฝั่งตรงข้ามลำธาร ราวกับว่ามันเป็นสิ่งน่าสนใจที่สุดในโลก

"ธุระอะไรคะ" เธอแสร้งถามเสียงใส "เรื่องถอนหมั้นหรือเปล่า? ทั้งหมู่บ้านลือกันให้แซ่ดว่าลูกชายของคนคอกวัวจะเดินทางมาถอนหมั้นในวันที่ยี่สิบนี้ คุณเองก็เป็นทหารเหมือนกัน พอจะรู้จักเขาบ้างไหม"

แผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มพลันแข็งทื่อไปทั้งแผ่น "...รู้จัก"

"แล้วเขาเป็นคนยังไงคะ"

เขาเงียบไปอึดใจใหญ่ "ไม่ค่อยดีเท่าไหร่"

ไป๋ลู่ต้องลอบกัดกระพุ้งแก้มแน่นเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะไม่ให้เล็ดลอดออกมา

ณ กลางลำธาร สวีเหล่าซานโผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมาสำลัก แขนขวาห้อยร่องแร่งไร้เรี่ยวแรง ทันใดนั้น เสียงแหลมสูงอันคุ้นหูก็ดังแว่วมาจากทางเดินริมตลิ่ง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของกลุ่มคนจำนวนไม่น้อย

"มาเร็วเข้า! ฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องลั่นอยู่ในดงอ้อ! ผู้ใหญ่บ้าน เร็วๆ เข้า มาเป็นพยานที!"

อีกไม่ถึงสิบลมหายใจ ป้าต้าเฟิ่งคงจะพาชาวบ้านเกือบครึ่งหมู่บ้าน พร้อมด้วยผู้ใหญ่บ้านที่หล่อนอุตส่าห์ลากตัวมาจากหน้าที่ทำการตั้งแต่ไก่โห่ มาพบภาพหญิงสาวในสภาพเปียกโชก เสื้อผ้าขาดวิ่น และมีเสื้อคลุมของชายแปลกหน้าห่มคลุมกาย ยืนอยู่ท่ามกลางอ้อมแขนของบุรุษผู้นั้นในดงอ้อ ละครฉากใหญ่ที่ป้าต้าเฟิ่งเขียนบทเอาไว้ดำเนินไปตามแผนทุกประการ ขาดก็เพียงแต่ตัวพระเอกที่ถูกเปลี่ยนตัวไปเท่านั้น

หญิงสาวรีบกระชากข้อมือหนาฉุดให้เขาทรุดตัวลงนั่งยองๆ ซ่อนตัวอยู่หลังกออ้อหนาทึบที่สุด ร่างสูงใหญ่จำต้องขดตัวลีบจนหัวเข่าแทบชนกับแผ่นอกของเธอ ไป๋ลู่เอื้อมมือขึ้นปิดปากเขาไว้แน่น ส่วนอีกมือช่วยกดแผงอกกว้างให้ต่ำลงไปอีก

"เงียบนะคะ" เธอกระซิบแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปทันที เงียบเสียจนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดผ่านง่ามนิ้ว และแรงเต้นของหัวใจที่รัวเร็วอยู่ใต้แผงอกแกร่ง... มันเต้นระรัวเร็วเกินกว่าที่ชายหนุ่มผู้เพิ่งจะโยนคนตัวโตๆ ลงน้ำราวกับโยนกระสอบฟางควรจะเป็น

เสียงฝีเท้าหยุดลงริมตลิ่ง ห่างไปไม่ถึงสามวา

"ต้าหนิว! ต้าหนิวอยู่ไหน!" ป้าต้าเฟิ่งตะโกนเสียงหวานผิดปกติ "ป้าได้ยินเสียงเธอร้องนะ! ใครทำอะไรเธอ!"

แล้วหล่อนก็เงียบไปกลางประโยค ภาพตรงหน้าคือสวีเหล่าซานเปียกโชกเหมือนหมาตกน้ำ แขนขวาห้อยต่องแต่ง กระเสือกกระสนขึ้นตลิ่งพลางร้องโอดโอย

"ต้าเฟิ่ง!" สวีเหล่าซานตะโกนใส่หน้าหล่อน ยังเมาไม่สร่าง "แกหลอกฉัน! ให้เหล้าขวดเดียว บอกให้มาปล้ำนางหมีดำ ไม่บอกว่ามันมีผู้ชายตัวเท่าหมีมาด้วย! แขนฉันหักแล้ว! แกต้องเป็นคนจ่ายค่ายา!"

ทั้งตลิ่งเงียบกริบไปอึดใจ แล้วเสียงซุบซิบก็ระเบิดขึ้นรอบทิศ ใครคนหนึ่งพูดเสียงดังว่าเห็นป้าหิ้วเหล้าขวดนั้นไปบ้านสวีเหล่าซานเมื่อคืนก่อนจริงๆ

"มัน...มันเมาพูดเพ้อเจ้อ!" ป้าต้าเฟิ่งร้องลั่น

"เธอลากฉันมาเป็นพยานเองนะต้าเฟิ่ง" เสียงผู้ใหญ่บ้านฉินเย็นเยียบ "ฉันก็เป็นให้แล้ว ได้ยินชัดทุกคำ"

หลังกออ้อ ไป๋ลู่กัดริมฝีปากจนไหล่สั่น ชายหนุ่มที่ถูกเธอปิดปากก้มมองเธอในระยะไม่ถึงคืบ ดวงตาสีเข้มจับอยู่บนหน้าเปื้อนโคลนของเธอโดยไม่หันไปทางตลิ่งเลย

สายตานั้นหนักหน่วงขึ้นทุกวินาที เธอเผลอลดมือลงจากปากเขา ปลายนิ้วเลื่อนผ่านริมฝีปากล่างที่ร้อนและนุ่มกว่าที่คิด สัมผัสนั้นทำเอาเขาหายใจสะดุดไปครั้งหนึ่ง

ส่วนฮั่วเจิ้นเป่ยรู้แค่ว่าเลือดทั้งตัวกำลังสูบฉีดขึ้นหัว ร่างกายครึ่งบนตอบสนองต่อผู้หญิงตรงหน้าทุกอย่าง ใบหูร้อน ลำคอแห้ง นิ้วสั่นอยากยกขึ้นเช็ดโคลนที่หางตาเธอ

แต่ครึ่งล่างยังเย็นชาเหมือนเดิม ความตายด้านข้างล่างนั้นอยู่กับเขามาสามเดือน และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดมันยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะผู้หญิงคนนี้หมั้นแล้ว และเขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเกลียดมัน

ผู้ใหญ่บ้านสั่งคนหามสวีเหล่าซานไปที่ทำการหน่วยผลิต ป้าต้าเฟิ่งถูกลากตามไปทั้งที่ยังแหกปาก เสียงคนห่างออกไปจนเหลือแต่เสียงน้ำไหล

ไป๋ลู่ถอยออกมานั่งห่างหนึ่งศอก "ทำไมไม่เป่านกหวีด" เขาถามเสียงแหบ

"สั้นสามยาวหนึ่ง คุณสอนเองว่าแปลว่าผมอยู่นี่" เธอเลิกคิ้ว "ไม่ได้แปลว่าช่วยด้วย แล้วคุณก็อยู่นี่แล้วนี่"

"ถ้าผมไม่อยู่ล่ะ"

"อีกนิดเดียวแขนมันหัก ฉันจัดการเองได้"

"ผมรู้"

"รู้แล้วเข้ามาทำไม"

ฮั่วเจิ้นเป่ยนิ่งไปอึดใจ แล้วตอบเสียงเรียบเหมือนรายงานผลการรบ "อยากเข้า"

ไป๋ลู่หาคำเถียงไม่เจอ หน้าร้อนผ่าวทั้งที่ตัวยังเปียกน้ำเย็น เธอเพิ่งรู้ว่าการรู้ความลับของอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ชนะทุกยก

"ตอนนี้บอกชื่อได้หรือยัง" เขาถาม

"เรียกโจรป่าก็ได้" เธอลุกขึ้น ดึงเสื้อทหารปิดตัวให้แน่น "เดี๋ยวคุณก็รู้เอง เสื้อตัวนี้ฉันจะซักแล้วเอาไปคืน"

"คืนที่ไหน"

"ไปทำธุระของคุณให้เสร็จก่อนเถอะ" เธอยิ้มหวาน "ได้ยินว่าคู่หมั้นบ้านนี้ถอนหมั้นยาก ขอให้โชคดีนะคะ"

เธอหันหลังเดินไปได้สามก้าว แล้วหันกลับมา หยิบนกหวีดทองเหลืองขึ้นแตะริมฝีปาก เป่าเบาๆ สั้นสามครั้ง ยาวหนึ่งครั้ง... ฉันอยู่นี่ ตรงหน้าคุณนี่แหละ

ผู้ชายกลางดงอ้อยืนนิ่งเหมือนถูกยิง มองตามเธอไปด้วยสีหน้าของคนที่ได้ยินรหัสลับแต่ไม่เข้าใจความหมาย ไป๋ลู่เดินต่อโดยไม่หันกลับไปอีก

"พี่ต้าหนิว!" เสียงเสี่ยวหู่แผดมาจากทางเดินหลังบ้าน "ย่าตามให้กลับบ้าน! ด่วนเลย!"

ไป๋ลู่เปลี่ยนเสื้อ ล้างโคลนออกจากผม แล้วถึงได้ฟังเสี่ยวหู่เล่าจนรู้เรื่อง ครอบครัวตระกูลฮั่วมาจากคอกวัว มีผู้ใหญ่บ้านฉินที่เพิ่งจัดการสวีเหล่าซานเสร็จเดินตามมาเป็นพยาน พร้อมลูกชายของพวกเขาที่เพิ่งมาถึงเมื่อเช้า นั่งรออยู่ในห้องโถงเล็กๆ ของกระท่อม

"มาถอนหมั้นแน่เลยพี่" เสี่ยวหู่กระซิบ ตาแดงๆ "ย่าหน้าบึ้งเหมือนจะกินคน"

"ไม่ต้องกลัว" ไป๋ลู่ลูบหัวน้องชาย แล้วหยิบเสื้อทหารที่พับไว้ขึ้นมาถือ ตั้งใจถือไว้ตรงหน้า ให้ปกเสื้อทหารสีเขียวกับรอยโคลนรูปมือเธอบนสาบหันออกด้านนอก "พี่ไปเก็บดอกเบี้ยเขาหน่อย"

เธอผลักม่านผ้าที่กั้นห้องโถงออก ทุกสายตาหันมาทางเธอ ย่า พ่อ แม่ อวิ๋นโจวที่ยิ้มมุมปาก นายพลฮั่วที่คิ้วกระตุก หลินเพ่ยอวิ๋นที่เชิดหน้า ผู้ใหญ่บ้านฉิน และผู้ชายร่างสูงที่นั่งหันหลังให้ประตู เสื้อเชิ้ตขาวแขนสั้นเปียกเป็นดวงตรงหลัง เหมือนเพิ่งดึงใครขึ้นมาจากลำธาร

เขาหันมา สายตาเขาตกลงบนหน้าเธอก่อน แล้วเลื่อนลงไปที่เสื้อทหารในมือเธอ เสื้อตัวที่เขาเพิ่งถอดคลุมให้ใครคนหนึ่งเมื่อไม่ถึงชั่วโมงก่อน ใบหน้าที่นิ่งเหมือนก้อนหินแข็งค้างอยู่ตรงนั้น ริมฝีปากเผยอออกช้าๆ

"เธอคือ... คู่หมั้นผม?"