ผมไม่ถอน
ผมไม่ถอน
"ช้าไปสามอาทิตย์นะคะ ผู้การ" ไป๋ลู่แย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับที่เธอเคยใช้ในชาติก่อน ยามก้าวเท้าเข้าห้องประชุมแล้วรู้ดีว่าฝ่ายตรงข้ามยังไม่ได้เปิดอ่านเอกสารแนบท้ายด้วยซ้ำ
ภายในห้องโถงแคบของกระท่อมพลันเงียบสงัด ฮั่วเจิ้นเป่ยยังคงนั่งค้างอยู่บนม้านั่งครึ่งตัว หลินเพ่ยอวิ๋นมองเสื้อทหารในมือไป๋ลู่ สลับกับรอยเปียกชื้นเป็นวงบนแผ่นหลังของลูกชาย ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่เสื้อทหารอีกครั้ง ดวงตาของหล่อนเบิกกว้างขึ้นทีละน้อย ริมฝีปากขยับพึมพำไร้เสียง... "นั่นเสื้อลูกชายฉัน"
"คุณป้าเคยบอกไว้ตอนอยู่คอกวัวว่าลูกชายจะมาถอนหมั้นอาทิตย์หน้า" ไป๋ลู่ยื่นเสื้อคืนให้ชายหนุ่มด้วยสองมือ ท่าทางนอบน้อมอ่อนน้อมที่สุดเท่าที่หลานสาวชาวบ้านคนหนึ่งจะพึงกระทำ "นับถึงวันนี้ก็สามอาทิตย์พอดี ส่วนเรื่องนัดรักษา... คุณมาเร็วไปสามวันค่ะ"
ฮั่วเจิ้นเป่ยยื่นมือไปรับเสื้อมาถือไว้โดยไม่รู้ตัว สายตาคมกริบยังคงจับจ้องใบหน้าของเธอไม่วางตา "เธอรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความเป็นคำถาม และไป๋ลู่ก็ไม่ได้ตอบในฐานะผู้ถูกซักไซ้ "รู้ตั้งแต่ซาลาเปาลูกที่สี่ของแม่คุณแล้วค่ะ"
อวิ๋นโจวซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้องยกถ้วยชาขึ้นบังริมฝีปาก น้ำเสียงยังคงสุภาพนุ่มนวลเช่นเคย "เมื่อครู่ชาวบ้านลือกันว่ามีชายร่างยักษ์ตัวเท่าหมีโผล่มาแถวดงอ้อ ที่แท้ก็คนกันเอง น้ำขุ่นไว้ข้างใน น้ำใสไว้ข้างนอกสินะครับ"
นายพลฮั่วระเบิดเสียงหัวเราะลั่นเป็นคนแรก หัวเราะร่าจนต้องทุบโต๊ะดังปัง ๆ ทำเอาถ้วยชาสะดุ้งกระดอนตามจังหวะ ย่าเหลียงละมือจากไม้กวาดที่เตรียมไว้ใช้ไล่แขก นำมันไปพิงไว้กับผนัง ก่อนจะหรี่ตามองสำรวจชายหนุ่มตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นครั้งแรก
"เดี๋ยวก่อน" หลินเพ่ยอวิ๋นหันขวับไปหาลูกชาย "ลูกรู้จักหมีด... รู้จักเด็กคนนี้มาก่อนงั้นหรือ?"
ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่ได้ตอบคำถามของมารดา ในหัวของเขาเวลานี้มีเพียงถ้อยคำข้างกองไฟในป่าลึกที่ดังสะท้อนกลับมาทีละคำ… ‘ฉันหมั้นแล้ว’
คืนนั้นเขาหักกิ่งไม้โยนเข้ากองไฟทีละท่อนจนกิ่งไม้แห้งมอดหายไปเกือบครึ่ง ตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาเพียรนึกถึงใบหน้าของผู้ชายทุกคนที่อาจเป็นคู่หมั้นของโจรป่าสาว ทหารในกองพล ชาวบ้านในหมู่บ้าน หรือแม้แต่หนุ่มปัญญาชนจากในเมือง นึกแล้วก็อยากจับใบหน้าของพวกนั้นไปไถกับกำแพงอิฐให้รู้แล้วรู้รอด... ที่ไหนได้ ผู้ชายที่เขาเฝ้าหึงหวงมาตลอดสามอาทิตย์กลับเป็นตัวเขาเอง!
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อชั่วโมงก่อนเธอยังยืนเปียกโชกอยู่ในเสื้อของเขา ถามหน้าตาเฉยว่ารู้จักลูกชายของคนในคอกวัวไหม นิสัยใจคอเป็นอย่างไร แล้วเขาก็ดันตอบไปเต็มปากเต็มคำว่า... ‘นิสัยไม่ค่อยดี’
ไป๋ลู่มองเห็นลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงอย่างยากลำบาก ใบหูที่แดงก่ำลามลงมาถึงลำคอ ชายหนุ่มหลับตาลงครึ่งวินาทีราวกับนายทหารที่เพิ่งตระหนักว่าตัวเองเดินตกกับดักที่ขุดล่อไว้เอง เธอไม่ได้รู้สึกสะใจปนขบขันขนาดนี้มาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว
"เอาล่ะๆ" ผู้ใหญ่บ้านฉินกระแอมไอเสียงดังเพื่อกู้สถานการณ์ที่เริ่มอึดอัด "ในเมื่อรู้จักมักจี่กันแล้ว ฉันก็จะพูดตรงๆ ตระกูลฮั่วมาที่นี่วันนี้เพื่อตกลงเรื่องถอนหมั้นใช่ไหม หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ฉันก็ยินดีเป็นพยานให้"
หลินเพ่ยอวิ๋นยืดหลังตรง เตรียมเปิดปากพูดตามบทที่ซักซ้อมมาตลอดทั้งคืน ทว่าลูกชายของหล่อนกลับหยัดกายลุกขึ้นยืนเสียก่อน
"ผมไม่ถอน"
ห้องโถงพลันเงียบกริบ แม้แต่เสี่ยวหู่ที่แอบฟังอยู่หลังม่านยังต้องกลั้นหายใจ ไป๋ลู่เองก็ยืนนิ่งงัน เธอคาดเดาไว้แล้วว่าเขาอาจเปลี่ยนใจ แต่ไม่คิดว่าจะตัดสินใจรวดเร็วเช่นนี้
"เจิ้นเป่ย!" หลินเพ่ยอวิ๋นหันขวับมองลูกชาย "ลูกเป็นคนเขียนจดหมายมาเองไม่ใช่รึว่าไม่อยากให้ลูกสาวบ้านเขาต้องมาลำบากกับเรา บอกว่าลูก... ลูก..."
"ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ"
หลินเพ่ยอวิ๋นหันไปหาสามีหวังจะขอกำลังเสริม แต่นายพลฮั่วกลับกำลังง่วนอยู่กับการเช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมาเพราะมัวแต่หัวเราะ หล่อนจึงต้องหันกลับมามองลูกชาย สลับกับไป๋ลู่ แล้วหันกลับไปมองลูกชายอีกรอบ ท่าทางราวกับคนดูหมากล้อมที่เพิ่งรู้ตัวว่ากระดานนี้เดินล่วงหน้าไปแล้วสิบตาโดยไม่มีใครบอกกล่าว
"ทำไมล่ะคะ" ไป๋ลู่เอ่ยถามเสียงใส ทั้งที่รู้คำตอบดีกว่าใครทั้งหมดในห้องนี้
ฮั่วเจิ้นเป่ยหันมาสบตาเธอตรงๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เธอเดินเข้ามา แววตาคู่นั้นฉายชัดว่าเขารู้เท่าทันความเจ้าเล่ห์ของเธอ และเขากำลังจะเอาคืน "เธอบอกเองไม่ใช่หรือว่ารักษาได้"
"รักษาอะไรกัน?" หลินเพ่ยอวิ๋นกับย่าเหลียงโพล่งถามขึ้นพร้อมกัน
ความเงียบโรยตัวลงมาอีกหน คราวนี้เป็นความเงียบงันในแบบที่ทุกคนต่างรู้คำตอบแก่ใจดี ทว่าไม่มีใครกล้าปริปากพูดออกมา ผู้ใหญ่บ้านฉินแสร้งไอแห้งๆ แล้วแหงนมองหลังคา พ่อไป๋กุ้ยซานยกมือเกาหัวแกรกๆ ส่วนแม่โจวอวี้เหลียนก้มหน้าจนคางแทบชิดอก นายพลฮั่วหยุดหัวเราะไปได้ครึ่งหนึ่งก็เริ่มหัวเราะขึ้นมาใหม่ มีเพียงรอยยิ้มของไป๋ลู่เท่านั้นที่แข็งค้างเป็นครั้งแรก
"ขาค่ะ" เธอตอบเสียงดังฟังชัด "ขาของเขาชา ชามาตั้งแต่ตอนที่ได้รับบาดเจ็บ ฉันจะรักษาขาให้เขาเอง"
ฮั่วเจิ้นเป่ยพยักหน้ารับด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ "...อืม ขา" เขาเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง สายตาคู่นั้นนิ่งสนิททว่ากลับมีประกายบางอย่างพาดผ่าน ซึ่งเป็นประกายตาที่เธอไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน
หนึ่งต่อหนึ่ง... เธอจดแต้มนี้ไว้ในใจเงียบๆ
ทันใดนั้น ประตูไม้หน้ากระท่อมก็ถูกผลักเปิดออกเสียงดังปังก่อนที่ใครจะได้ทันพูดอะไรต่อ
"ช้าก่อน! ถอนหมั้นแล้วยังไม่ได้คืนให้คนที่ควรได้!" ป้าต้าเฟิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้องทั้งที่เส้นผมยังคงยุ่งเหยิงจากการถูกลากตัวไปที่ทำการหน่วยผลิต ด้านหลังของหล่อนคือไป๋เหมยเหมยในเสื้อลายดอกตัวเก่ง เส้นผมเปียยาวผูกโบสีแดงเส้นใหม่เอี่ยม ใบหน้าของหล่อนขาวซีดราวกับผ่านการร้องไห้มาตลอดทาง หล่อนหยุดสายตาลงที่ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มกลางห้อง ดวงตาคู่นั้นทอประกายวาบขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาใสอย่างรวดเร็ว
"พี่ฮั่วคะ" เหมยเหมยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นิ้วเรียวบิดปลายเปียตัวเองไปมา "จดหมายที่บ้านไป๋ส่งไปเขียนชื่อหนูใช่ไหมคะ หนูต่างหากคือคู่หมั้นตัวจริงของพี่ ต้าหนิวแค่แย่งไปตอนหนูป่วย"
"ใช่!" ป้าต้าเฟิ่งรีบรับคำทันควัน "จดหมายตอบตระกูลฮั่วเขียนชื่อเหมยเหมยของฉัน แล้วอีกอย่างนะ..." หล่อนปรายหางตามองไป๋ลู่ "นางหมีดำคนนี้ เมื่อเช้ายังไปทำอะไรในดงอ้อกับผู้ชายก็ไม่รู้ ผู้หญิงพรรค์นี้จะคู่ควรเป็นเมียผู้การได้อย่างไร"
ป้าต้าเฟิ่งยืดอกอย่างลำพอง รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้า ราวกับนายพรานมือใหม่ที่เพิ่งกระตุกบ่วงรัดข้อเท้าเหยื่อได้สำเร็จ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากผู้ใด... หนึ่งลมหายใจผ่านไป สองลมหายใจผ่านไป
"ผู้ชายคนนั้นคือผม" ฮั่วเจิ้นเป่ยพูดเสียงเรียบ
ป้าต้าเฟิ่งแข็งทื่ออยู่ในท่าเดิม ปากที่อ้ากว้างยังคงค้างเติ่ง
"ผมเห็นผู้ชายขี้เมาคนหนึ่งกำลังฉุดคร่าเธอในดงอ้อ" เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังให้การต่อหน้าศาลทหาร ทุกถ้อยคำเชื่องช้า ชัดเจน และไม่มีคำใดเกินเลย "ผมโยนมันลงลำธาร และมันก็สารภาพต่อหน้าชาวบ้านว่ามีคนจ้างมาด้วยเหล้าแค่ขวดเดียว เรื่องนี้ผู้ใหญ่บ้านเองก็เป็นพยานได้"
"ได้ยินชัดเจนทุกคำ!" ผู้ใหญ่บ้านฉินพยักหน้ายืนยันแข็งขัน "ฉันกำลังจะไปเขียนรายงานส่งคอมมูนอยู่พอดีเชียว"
ไฝข้างมุมปากของป้าต้าเฟิ่งกระตุกไม่หยุดราวกับแมลงวันติดกาวดัก ส่วนเหมยเหมยที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังบิดปลายเปียแน่นจนโบสีแดงร่วงหล่นลงพื้น
ฮั่วเจิ้นเป่ยเบนสายตาไปมองเหมยเหมยเป็นครั้งแรก แววตาของเขาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังมองต้นหญ้าข้างทาง
"จดหมายฉบับนั้นเขียนชื่อคุณจริงๆ และผมก็อ่านมันมาตลอดสี่เดือน" เขาพูดน้ำเสียงเย็นชา "แต่ผมไม่สนใจหรอกว่าในจดหมายจะระบุชื่อของใครไว้"
เหมยเหมยช้อนสายตาขึ้นมอง น้ำตาเอ่อคลอเต็มสองเบ้าตา เฝ้ารอคอยคำพูดถัดไปของเขาอย่างมีความหวัง
"เพราะผมจะแต่งงานกับคนที่แบกหมีป่าได้ครึ่งตัวเท่านั้น"
เหมยเหมยกะพริบตาปริบๆ หนึ่งหน... สองหน น้ำตาที่เอ่อคลอค้างเติ่งอยู่ที่ขอบตาไม่ยอมไหลรินลงมา ก่อนที่หล่อนจะหลุดปากพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิว "หนู... หนูแบกไม่ไหวหรอกค่ะ"
พลันนั้น ทั้งห้องก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่น นายพลฮั่วหัวเราะร่าจนน้ำตาเล็ด หลินเพ่ยอวิ๋นรีบยกมือขึ้นป้องปากแต่หัวไหล่กลับสั่นระริกด้วยความขบขัน ผู้ใหญ่บ้านฉินถึงกับต้องเบือนหน้าเข้าหาผนังห้อง ส่วนเสี่ยวหู่หัวเราะก๊ากออกมาจากหลังม่าน มีเพียงอวิ๋นโจวเท่านั้นที่ยังคงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบเงียบ ราวกับคนดูงิ้วที่ล่วงรู้ตอนจบอยู่ก่อนแล้ว
ย่าเหลียงฉวยโอกาสคว้าไม้กวาดขึ้นมาในจังหวะนั้นพอดี "ไสหัวออกไปจากบ้านฉันประเดี๋ยวนี้!" ย่าเหวี่ยงไม้กวาดสุดวงแขน ป้าต้าเฟิ่งไหวตัวทันรีบก้มหัวหลบพัลวัน ไม้กวาดต้นข้าวฟ่างจึงฟาดเข้ากลางหลังของไป๋กุ้ยซานที่ยืนเซ่อขวางทางอยู่เต็มแรง ชายวัยกลางคนร้องลั่น "โอ๊ย! แม่!"
"หลบไม่เป็นหรืออย่างไร!" ย่าเหลียงตวาดพลางฟาดซ้ำลงไปอีกที ก่อนจะวิ่งไล่กวดแม่ลูกบ้านใหญ่ออกไปจนพ้นประตูรั้ว
ไป๋กุ้ยซานลูบหลังตัวเอง พลางเหลือบมองว่าที่ลูกเขยที่ยังคงยืนตัวตรงตระหง่านอยู่กลางห้องโถง ชายวัยกลางคนถอนหายใจยาวเหยียด "เอ๊ะ... ก็นั่นน่ะสินะ"
ไป๋ลู่ถูกผู้ใหญ่ทั้งสองบ้านส่งตัวออกมาข้างนอกพร้อมเขา ย่าพูดทิ้งท้ายไว้สั้นๆ เพียงว่า "ไปคุยกันเองให้รู้เรื่อง ผู้ใหญ่จะคุยเรื่องสินสอด" ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าคนทั้งคู่ทันที
บ่อน้ำหลังกระท่อมก่อด้วยหินกลม ขอบบ่อมีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะกุม ไป๋ลู่ยืนกอดอกพิงขอบบ่อ ส่วนเขายืนห่างออกไปสองก้าว ร่างสูงเหยียดตรงราวกับกำลังเข้าแถวรอรับคำสั่ง แสงแดดสายส่องผ่านทิวใบหลิว ทอดเงาของคนทั้งคู่ให้ทาบซ้อนกันอยู่บนผิวน้ำในบ่อ
"ทำไมไม่บอกในดงอ้อ" เขาเป็นฝ่ายเปิดฉากถามขึ้นก่อน
"บอกแล้วจะได้เห็นหน้าคุณเมื่อกี้เหรอคะ"
"คุ้มไหม"
"คุ้ม" ไป๋ลู่ตอบจากใจจริง "ฉันจะจำไปจนตาย" น้ำเสียงของเธอจริงจังไร้แววล้อเล่น ตลอดชีวิตเธอเคยเห็นคนหน้าแตกมานับไม่ถ้วน ทุกรายล้วนหน้าซีดเผือด มีเพียงเขาคนเดียวที่หน้าแตกแล้วหูแดงก่ำ
มุมปากของเขากระตุกคล้ายจะยิ้ม แต่ความขัดเขินกลับตัดรอนอารมณ์นั้นไปเสียก่อน "ผ้าเช็ดหน้าผืนที่ผมให้เธอบนหน้าผา... ตรงมุมมีชื่อผมปักอยู่" สายตาคมกริบเลื่อนมาสบประสาน "แม่ผมปักให้ทุกผืน เธอเห็นมันแล้วใช่ไหม ถึงได้รู้"
"ผืนนั้นฉันไม่คืน" ไป๋ลู่เชิดคางขึ้นท้าทาย "จะเก็บไว้เป็นหลักฐาน... ว่าครั้งหนึ่งเคยมีผู้การหนุ่มหึงตัวเองข้ามวันข้ามคืน"
ใบหูของเขาแดงขึ้นมาอีกหน แต่คราวนี้เขาไม่ยอมหันหน้าหนีอีก ภาพตรงหน้าทำให้ไป๋ลู่นึกถึงหมาป่าหนุ่มที่ปู่พรานเคยชี้ให้ดูในวัยเยาว์ ยามมันก้าวพลาดติดกับดัก แม้จะดิ้นรนหลุดออกมาได้ แต่กลับไม่ยอมหนีหายไปจากทุ่งกว้าง มันเพียงแต่นั่งลงเฝ้าอยู่ตรงขอบเขตอันตราย จ้องมองคนวางกับดักตาไม่กะพริบ
"คุณมาเพื่อถอนหมั้น" เธอรุกต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งหลัก "ในเมื่อถอนแล้วก็รักษาได้เหมือนกัน ทำไมถึงไม่ถอน"
"ผมจะถอนเพราะไม่อยากให้ใครต้องเป็นม่ายทั้งเป็น" น้ำเสียงของเขาเนิบช้าแต่หนักแน่น "ไม่อยากให้ผู้หญิงคนไหนต้องอยู่กับผู้ชายที่ใช้การไม่ได้ไปตลอดชีวิต"
"แล้วตอนนี้ล่ะ"
"ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเป็นพิษ ไม่ใช่แผล" เขาก้าวเข้าหาเธอหนึ่งก้าว "และหมอคนเดียวที่รักษาผมได้ ก็คือคู่หมั้นของผมเอง"
แผ่นหลังของไป๋ลู่ชนเข้ากับขอบบ่อจนไร้ทางถอย เธอจำต้องเงยหน้าขึ้นสบตา ระยะห่างที่ร่นกระชั้นทำให้เห็นรอยสากของหนวดเคราที่เพิ่งโกนเมื่อเช้า รอยแผลเป็นเล็กๆ ใต้คาง และนัยน์ตาคมที่ไม่ยอมละสายตาไปไหนแม้แต่เสี้ยววินาที
ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสีย เธอจึงตัดสินใจหงายไพ่ใบสุดท้าย คนที่เพิ่งกลั่นแกล้งเขามาตลอดทั้งเช้า ควรมีความกล้าพอจะเอ่ยความจริงออกมาสักประโยค
"ฉันตกลงแต่งงานเพราะคิดว่าคุณไร้น้ำยา" เธอโพล่งออกไปตรงๆ "ไม่ต้องทำหน้าที่ภรรยา ไม่ต้องนอนเบียดกัน และไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตฉัน นั่นคือข้อตกลงที่ฉันต้องการ"
ร่างสูงใหญ่ชะงักนิ่ง ไป๋ลู่คิดว่าเขาคงโกรธจัด หรือไม่ก็เสียหน้าจนต้องสะบัดหน้าหนี แต่เขากลับขยับรุกคืบเข้ามาอีกก้าว โน้มตัวลงมาจนเงาร่างทาบทับบดบังเธอไว้ทั้งตัว ฝ่ามือหนาทาบลงบนขอบบ่อข้างเอวบาง กลิ่นสบู่ผสมกลิ่นอายยางสนสะอาดสะอ้านโชยเข้าจมูก น้ำเสียงของเขาแหบพร่าต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบที่ผ่านใบหู
"ถ้ารักษาผมหาย เธอต้องรับผิดชอบ"