ตื่นมาในร่างหมีดำ
ตื่นมาในร่างหมีดำ
ความหนาวเหน็บคือสิ่งสุดท้ายที่ไป๋ลู่จำได้ ไม่ใช่ลมหนาวพัดผ่าน แต่เป็นห้องเย็นติดลบสิบแปดองศาเซลเซียสที่กัดกินลึกเข้าไปถึงไขกระดูก
ก่อนหน้านั้นคือค่ำคืนที่ดีเกินจริง ตีสอง… ไป๋เจียอีเคาะประตูห้องทำงาน หล่อนสวมเดรสสีครีม ข้อมือมีกำไลทองคำขาวสองวงกระทบกันเสียงใสทุกครั้งที่ขยับ
หล่อนชวนพี่สาวต่างแม่ขึ้นไปยังห้องรับรองชั้นบนสุดของคลังสินค้ากลางเพื่อฉลองดีลโรงงานใหม่ ในมือหล่อนถือไวน์บอร์โดซ์ปีเดียวกับที่พ่อเกิด ไป๋ลู่จำได้ว่าตนเองยิ้ม เพราะนั่นเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่น้องสาวคนนี้เรียกเธอว่าพี่ด้วยน้ำเสียงหวานใส
แต่แก้วที่สองยังไม่ทันหมด ขาของเธอก็ไร้ความรู้สึกไปเสียก่อนภาพหลังจากนั้นขาดเป็นห้วงๆ เสียงประตูลิฟต์ขนของหมายเลขสองปิดครืด ล้อรถเข็นกระแทกรอยต่อพื้นชั้นสอง ตัวเลขชั้นสามสีแดงบนบานสแตนเลส เสียงสลักเหล็กเลื่อนเข้าที่ แล้วตามด้วยเสียงแม่กุญแจทองเหลืองกดล็อกดังกริ๊ก
เธอทุบกำปั้นลงบนประตูอย่างบ้าคลั่ง ข้างนอกนั้น เสียงกำไลกระทบกันสามครั้ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เนิบช้า ราวกับคนเคาะแก้วขอคำอวยพร
"พี่สาวคะ ไวน์ขวดนั้นแพงมากนะ อย่าดื่มทิ้งดื่มขว้างให้เสียของสิ"
ไฟในห้องเย็นดับวูบลงตอนตัวเลขบนแผงควบคุมเรืองแสงขึ้นว่า 02:17
"พวกบ้านใหญ่มันไม่เคยหวังดีหรอก! ของดีกอบโกยไปหมด พอเจอของเน่าก็โยนมาให้หลานฉัน!"
เสียงด่าแหลมสูงทะลุผนังดินเข้ามา ไป๋ลู่สะดุ้งตื่นขึ้นท่ามกลางความร้อนอบอ้าวชื้นแฉะ กลิ่นมูลหมูปนควันฟืนฉุนกึกขึ้นจมูก ร่างกายทุกส่วนปวดระบมเหมือนถูกเกวียนบรรทุกหินบดไปมาสิบรอบ ขมับขวาพันผ้าไว้หนาเตอะ
เหนือหัวคือคานไม้ดำเมี่ยมมีหยากไย่ห้อยย้อยเป็นพู่ หลอดไฟดวงเท่านิ้วโป้งแขวนอยู่ปลายสายไฟที่พันเทปดำไว้เป็นท่อนๆ หน้าต่างปิดด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์สั่นระริกตามแรงลม บนหัวเตียงมีตะกร้าเย็บผ้า ด้ายหลายสีพันแกนไม้ไว้อย่างเป็นระเบียบ
เธอยกมือขึ้นดู มันทั้งดำคล้ำ นิ้วอวบสั้นเหมือนไส้กรอกที่ยัดไส้จนแน่นตึง เล็บตัดกุดเกรียนตามประสาคนขุดดินเป็นอาชีพ
นี่ไม่ใช่มือของเธอแน่นอน…
มือของไป๋ลู่ ซีอีโอเครือลู่เซียน นิ้วเรียวยาวจนคนในวงการค้าส่งต่างแซวว่าเป็นมือทองคำเซ็นอะไรก็เป็นเงิน เธอสลัดผ้าห่มปะชุนสี่ห้าจุดออก แล้วก้มลงมองสำรวจตัวเองอีกครั้งอย่างไม่เชื่อสายตา
ภูเขา... ไม่มีคำไหนเหมาะกับร่างนี้มากไปกว่านี้อีกแล้ว ใต้เสื้อฝ้ายหยาบสีน้ำเงินซีดคือเนื้อกองโตล้นทะลัก พุงนูนเป็นเนิน ต้นขาใหญ่หนาพอๆ กับเอวของเธอในชาติก่อน ปู่พรานเคยสอนให้กะน้ำหนักกวางด้วยสายตาตั้งแต่เจ็ดขวบ สายตาเดิมนั้นบอกทันทีว่าร่างนี้หนักไม่ต่ำกว่าเก้าสิบกิโลกรัม
"ตั้งสติไว้ไป๋ลู่" เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบห้าวที่ไม่คุ้นหู "แกเคยนอนหลงป่าสามคืนตอนสิบสองขวบ แค่ตื่นมาในร่างคนอื่น ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร… เหรอวะ"
อาการเจ็บแปลบแล่นริ้วเข้าขมับราวกับถูกเหล็กเผาไฟเสียบแทง ภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
หมู่บ้านไป๋สือโกว เขาเฮยเฟิงตั้งตระหง่านหลังหมู่บ้าน ย่าเหลียงถือไม้กวาดไล่ตีพ่อทุกครั้งที่ลืมขนฟืน พ่อไป๋กุ้ยซานผู้ซื่อสัตย์จนดูโง่งม แม่โจวอวี้เหลียนที่เย็บผ้าจนดวงตาพร่าเลือน พี่ชายไป๋อวิ๋นโจวผู้มีใบหน้าซีดเซียวเป็นนิจ และน้องชายตัวกะเปี๊ยกไป๋เสี่ยวหู่
เจ้าของร่างนี้ชื่อไป๋ลู่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครเรียกชื่อนั้น คนในหมู่บ้านต่างเรียกเธอว่า "ต้าหนิว" ส่วนคนที่ไม่ชอบหน้าก็ตราหน้าว่า "นางหมีดำ" ร่างเดิมหัวช้า กินจุ แต่แรงดีจนแบกกระสอบข้าวได้ทีละสองกระสอบ บ้านใหญ่จึงใช้งานเธอเยี่ยงวัวควาย และไล่ให้มานอนในเพิงฟางข้างคอกหมูตั้งแต่อายุสิบขวบ
เตียงไม้ที่เธอนอนอยู่ตอนนี้เป็นเตียงของแม่ พ่อกับพี่ชายหามร่างนี้กลับมาเมื่อวานบ่าย หลังพบเธอนอนแน่นิ่งอยู่ก้นเนินหลังไร่ข้าวโพด
ภาพสุดท้ายของร่างเดิมคือเนินดินลาดชันนั้น กับมือคู่หนึ่งที่ผลักแผ่นหลังเธออย่างแรง มือขาวบาง ข้อมือสวมกำไลเงินเส้นเล็ก
ไป๋ลู่หรี่ตาลง มือของใครกัน?
ความทรงจำขาดห้วงไปดื้อๆ ร่างเดิมตกลงไปหัวกระแทกหินจนสิ้นใจตรงนั้น คนที่ลืมตาขึ้นมาแทนจึงเป็นเธอ วิญญาณของผู้หญิงที่เพิ่งถูกน้องสาวต่างแม่ขังตายในห้องเย็นของบริษัทตนเอง สองชาติ สองคนชื่อเดียวกัน และต้องมาตายด้วยน้ำมือของผู้หญิงที่ใส่กำไลข้อมือเหมือนกัน
เธอแค่นยิ้ม หัวเราะสั้นๆ ในลำคอ น้ำเสียงขื่นขมจนตัวเองยังนึกชัง "ก็ดี ตกถึงก้นเหวแล้ว ทางที่เหลือก็มีแต่ปีนขึ้นเท่านั้น"
ด้านนอก เสียงด่าทอยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ "ฉันจำได้แม่นยำ! จดหมายผู้เฒ่าตระกูลฮั่วเขียนชื่อต้าหนิวของฉันเต็มสองตา บอกว่าชอบสะใภ้ที่แข็งแรง แต่ยัยเหมยเหมยร้องห่มร้องไห้จะเอาให้ได้ ฉันก็ยอมถอยให้ครั้งหนึ่งแล้ว! พอได้ข่าวว่าฝ่ายชายบาดเจ็บ กลับจะโยนคืนมาอย่างนั้นหรือ!"
นั่นคือเสียงของย่าเหลียง ความทรงจำเรื่องนี้ปะติดปะต่อกันเป็นภาพ ปู่ทวดของเธอเคยแบกนายทหารคนหนึ่งหนีกระสุนในสงคราม คนคนนั้นรอดชีวิตจนได้เป็นแม่ทัพ จึงทิ้งปลอกกระสุนทองเหลืองสลักแซ่ไว้เป็นสัญญาหมั้นหมายระหว่างสองตระกูล สามเดือนก่อน จดหมายจากตระกูลฮั่วส่งมาถึงพร้อมสินสอดห้าร้อยหยวน ผ้าพับ และคูปองอีกห่อใหญ่
ห้าร้อยหยวน... ในหมู่บ้านที่แรงงานชายทำงานทั้งปีได้แต้มแลกเงินไม่ถึงร้อยหยวนด้วยซ้ำ
ไป๋เหมยเหมยลูกสาวบ้านใหญ่ร้องไห้จนตาบวมเป่ง อ้างว่าตนเองงดงามกว่า อ่านออกเขียนได้ เหมาะสมจะเป็นเมียนายทหารมากกว่านางหมีดำ ปู่ไป๋ต้าฝูผู้ลำเอียงเข้าข้างบ้านใหญ่ยิ่งกว่าลมหายใจจึงตัดสินความทันที เขียนจดหมายแจ้งตระกูลฮั่วว่าขอเปลี่ยนตัวเจ้าสาว สินสอดครึ่งหนึ่งถูกป้าต้าเฟิ่งยึดไปซื้อผ้ากับจักรเย็บผ้าเป็นสินเดิมให้ลูกสาว อีกครึ่งหายเข้ากระเป๋าปู่ไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่เมื่อห้าวันก่อน พยาบาลที่เป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่ของเหมยเหมยซึ่งทำงานในโรงพยาบาลทหารส่งจดหมายมาบอกว่า ผู้การกรมฮั่วเจิ้นเป่ยบาดเจ็บสาหัสจากภารกิจ และบาดเจ็บหนัก เพียงครึ่งวันข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ผู้การไร้น้ำยา นกเขาไม่ขัน แต่งไปก็ต้องเป็นม่ายทั้งเป็น
ไป๋ลู่เรียบเรียงความทรงจำนั้นพลางกะพริบตาช้าๆ
เดี๋ยวก่อนนะ... สามีเป็นทหาร อยู่ค่ายปีละสิบเดือน เงินเดือนสูงลิ่ว มีสวัสดิการพร้อมสรรพ แถมยังใช้งานไม่ได้ แปลว่าไม่ต้องนอนเบียดแย่งผ้าห่ม ไม่ต้องทำหน้าที่ภรรยาบนเตียง และไม่ต้องทนให้ผู้ชายเหม็นเหล้าขึ้นคร่อมรังแก?
ในยุคที่ผู้หญิงตัวคนเดียวจะถูกนินทาจนไม่มีที่ยืน หรือถูกจับยัดเยียดให้แต่งงานกับใครก็ได้ที่ยอมแลกข้าวสารสองกระสอบ สามีแบบนี้ก็คือกระต่ายป่าที่วิ่งมาชนต้นไม้ตายตรงหน้านายพรานชัดๆ
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกดังเอี๊ยด แสงแดดสาดส่องเข้ามาเป็นลำยาว
"ฟื้นแล้วรึต้าหนิว"
คนที่เดินนำเข้ามาคือป้าต้าเฟิ่ง หญิงร่างเตี้ยตันใบหน้ากลม มีไฝเม็ดโตข้างมุมปาก หล่อนฉีกยิ้มกว้าง แต่ดวงตาเล็กหยีเท่าเมล็ดถั่วกลับกวาดมองไป๋ลู่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนพ่อค้าตรวจสภาพสินค้าก่อนรับซื้อ ด้านหลังคือไป๋เหมยเหมย ร่างเพรียวบาง ผิวพรรณขาวผุดผ่องกว่าสาวชาวบ้านทั่วไป หล่อนถักเปียสองข้างผูกโบสีแดง สวมเสื้อลายดอกไม้ที่ตัดเย็บจากผ้าสินสอดของตระกูลฮั่ว
"ต้าหนิว" เหมยเหมยพูดด้วยน้ำเสียงหวานเครือ ปลายนิ้วบิดปลายเปียข้างซ้ายเป็นเกลียวแน่น แขนเสื้อร่นขึ้นจนเผยให้เห็นกำไลเงินเส้นเล็กบนข้อมือขาว "เธอตกเนินคราวนี้ ฉันเป็นห่วงแทบแย่แน่ะ"
ไป๋ลู่จ้องมองข้อมือนั้น กำไลเงินเส้นเล็ก... เธอไม่ได้เอ่ยปากพูดสิ่งใด ทำเพียงส่งยิ้มบางๆ กลับไป
ปลายเปียในมือเหมยเหมยถูกบิดเกลียวแน่นขึ้นอีกเท่าตัว
"พูดกันตรงๆ เถอะนะ" ป้าต้าเฟิ่งทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงจนไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด "เรื่องแต่งงานกับตระกูลฮั่ว เดิมทีจดหมายเขาก็จ่าหน้าชื่อหลานอยู่แล้ว ป้ามาคิดดูแล้ว เหมยเหมยร่างกายอ่อนแอ ไปอยู่ค่ายทหารคงทนไม่ไหว หลานแข็งแรงกว่าเยอะ ป้าเลยจะคืนสิทธิ์นี้ให้ตามเดิม"
"ใช่จ้ะ" เหมยเหมยช้อนสายตาขึ้นมองด้วยแววตาเปี่ยมล้นด้วยความหวังดี "เพื่อต้าหนิวแล้ว ฉันยอมเสียสละก็ได้"
เสียสละ? ไป๋ลู่ทวนคำนั้นในใจ ช่างเหมือนพวกผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ประกาศว่าจะ "เสียสละ" เทขายหุ้นทิ้งให้รายย่อยในวันที่บริษัทกำลังจะล้มละลายไม่มีผิด
"แล้วเงินสินสอดล่ะคะป้า" เธอถามเสียงเรียบเรื่อย
ใบหน้าของป้าต้าเฟิ่งกระตุกวูบ "สินสอดอะไรกัน ก็ใช้จ่ายในบ้านไปหมดแล้ว หลานก็คนในครอบครัวเดียวกัน จะมาคิดเล็กคิดน้อยทำไม"
"อีกอย่าง ทุกคนต่างก็รู้ว่าผู้การคนนั้น... เป็นแบบนั้นไปแล้ว" เหมยเหมยขบเม้มริมฝีปาก แสร้งทำสีหน้าลำบากใจ "แต่งไปก็ต้องทนเป็นม่ายทั้งเป็น ถ้าต้าหนิวไม่อยากแต่ง ก็ไม่มีใครบังคับหรอกนะจ๊ะ"
ประโยคสุดท้ายนั่นแหละคือกับดัก หากไป๋ลู่ปฏิเสธ ตระกูลไป๋ต้องคืนเงินสินสอดห้าร้อยหยวน เงินที่บ้านใหญ่ผลาญไปจนหมดสิ้นแล้ว หนี้ก้อนโตนี้ย่อมถูกโยนมาที่บ้านรองซึ่งแทบไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ จากนั้นปู่ก็จะตราหน้าว่าเธอทำให้ตระกูลเสียสัจจะ แล้วจับเธอขายให้ชายที่ไหนสักคนเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้แทน
ไป๋ลู่มองเห็นรอยเท้าทุกรอยบนเส้นทางนี้ในเวลาไม่ถึงห้าวินาที ปู่พรานเคยสอนไว้ว่าสุนัขจิ้งจอกจะฉลาดเพียงใดก็ย่อมทิ้งรอยเท้าไว้เสมอ ขอเพียงผู้ตามรอยไม่รีบร้อนจนเกินไป
ประตูถูกผลักเปิดออกอีกครั้ง ย่าเหลียงถือไม้กวาดบุกเข้ามา ผมสีดอกเลาหลุดลุ่ยจากมวยเป็นปอย พ่อกับแม่ก้าวตามหลังมาติดๆ แม่โจวอวี้เหลียนรีบถลาเข้ามาจับมือไป๋ลู่ไว้ มือของแม่เย็นเฉียบและสั่นเทา
"ลู่ลู่ไม่ต้องกลัวนะลูก" แม่กระซิบแผ่วเบา "ถ้าไม่อยากแต่ง แม่จะไปรับจ้างทำงานใช้หนี้แทนเอง"
พ่อไป๋กุ้ยซานยืนกำหมัดแน่นอยู่ข้างประตู กรามขบจนเป็นสันแต่กลับพูดไม่ออกสักคำ ถัดไปตรงช่องประตูมีเด็กชายผอมกะหร่องยืนเกาะวงกบ จ้องมองมาที่เธอด้วยดวงตาแดงก่ำ ความทรงจำของร่างเดิมบอกว่าเสี่ยวหู่แอบเก็บมันเผาครึ่งซีกไว้ให้พี่สาวทุกวัน เพราะรู้ดีว่าพี่สาวไม่เคยได้กินอิ่มท้อง
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงัน ป้าต้าเฟิ่งยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เหมยเหมยก้มหน้าบิดปลายเปีย ย่าเหลียงกำด้ามไม้กวาดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
ไป๋ลู่ยันกายลุกขึ้นนั่ง เตียงไม้ส่งเสียงเอี๊ยด"ฉันแต่งค่ะ"
"ว่าอย่างไรนะ" ป้าต้าเฟิ่งหลุดปากถามเสียงหลง
"ฉันบอกว่าฉันจะแต่ง" ไป๋ลู่ปัดเศษฝุ่นที่เกาะแขนเสื้ออย่างไม่รีบร้อน "สัญญาหมั้นหมายเขียนชื่อฉันไว้แต่แรก สินสอดก็ควรเป็นของฉันแต่แรก ในเมื่อเหมยเหมย 'เสียสละ' ให้แล้ว ฉันก็ต้องน้อมรับไว้ให้สมกับน้ำใจอันดีงาม"
เธอหันไปหาลูกพี่ลูกน้อง ยิ้มกว้างจนแก้มอูมดันดวงตาหยีเล็ก "ขอบใจนะเหมยเหมย ผ้าลายดอกบนตัวเธอสวยดี ตัดจากผ้าสินสอดของฉันใช่ไหม ใส่ให้คุ้มค่าล่ะ"
เหมยเหมยรีบปล่อยปลายเปียทันควันราวกับมันเป็นของร้อน
"ส่วนเงินสองร้อยห้าสิบหยวนที่ป้าเอาไปซื้อจักรเย็บผ้า กับอีกสองร้อยห้าสิบหยวนที่อยู่กับปู่" ไป๋ลู่พูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับกำลังนับเงินทอน "ฉันจะรอรับคืนก่อนวันแต่งงาน ไม่อย่างนั้นหากตระกูลฮั่วถามหาว่าสินสอดหายไปไหน ฉันคงต้องตอบไปตามความจริง"
ย่าเหลียงที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างประตูลดไม้กวาดในมือลง หล่อนจ้องมองหลานสาวราวกับไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน แล้วมุมปากเหี่ยวย่นก็หยักขึ้นเป็นรอยยิ้มร้ายกาจ "ได้ยินชัดเจนแล้วใช่ไหมต้าเฟิ่ง หลานฉันยอมแต่งแล้ว เงินห้าร้อยหยวนนั่น เตรียมคืนมาได้เลย!"
"แม่!" ป้าต้าเฟิ่งผุดลุกขึ้นยืนตัวสั่น "มันยังเด็กไม่รู้ความ ผัวไร้น้ำยาพรรค์นั้น..."
"ผัวไร้น้ำยาก็ยังมียศเป็นถึงผู้การ" ไป๋ลู่เอ่ยขัด "เงินเดือนเขาเพียงเดือนเดียวก็มากกว่าที่ลุงหาได้ทั้งปีแล้ว จริงไหมคะป้า"
ป้าต้าเฟิ่งอ้าปากค้าง ใบหน้าแปรเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นม่วงคล้ำ แม่โจวอวี้เหลียนบีบมือลูกสาวแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตัน หมัดที่พ่อกำไว้แน่นค่อยๆ คลายออก
ป้าต้าเฟิ่งกระชากแขนเหมยเหมยเดินกระแทกเท้าออกไป ประตูไม้ถูกปิดดังปังจนฝุ่นร่วงกราวจากคาน ไม่ถึงสิบลมหายใจ เสียงแหลมสูงของหล่อนก็แผดลั่นขึ้นกลางลานบ้าน
"ไอ้ลูกหมา! ไข่ไก่ในตะกร้าหายไปฟองหนึ่ง แกขโมยไปใช่ไหม!"
เสียงกิ่งไม้หวดลงบนเนื้อดังเพียะ ตามด้วยเสียงเด็กผู้ชายร้องไห้จ้าลั่นลานบ้าน