อิฐสามพันก้อน
อิฐสามพันก้อน
อิฐแดงสามพันก้อน กระเบื้องดินเผาแปดร้อยแผ่น ไม้ซุงสนสิบสองต้น และปูนขาวยี่สิบกระสอบ... รายการวัสดุก่อสร้างทั้งหมดถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินลงบนใบเสร็จของเตาเผาอิฐประจำคอมมูนเฉียนจิ้น ทว่าสิ่งที่สะดุดตาที่สุดกลับเป็นช่องผู้ชำระเงินที่มีสองชื่อเคียงคู่กัน ‘ฮั่วเจิ้นเป่ย และ ไป๋ลู่’
หญิงสาวพับใบเสร็จเก็บลงในกระเป๋าเสื้อด้านใน ตำแหน่งเดียวกับที่เธอเคยใช้ซ่อนเงินค่าโสม แล้วตบเบาๆ สองทีเพื่อความอุ่นใจ
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มเมื่อรถแทรกเตอร์ของคอมมูนลากอิฐเข้ามาเป็นเที่ยวที่สาม ตามติดด้วยเกวียนวัวอีกสองเล่มที่เช่ามาจากหน่วยผลิตข้างเคียงในราคาคันละหกสิบเฟิน ความครึกโครมนี้ทำเอาชาวบ้านไป๋สือโกวถึงกับทิ้งจอบทิ้งเสียมมายืนมุงดูจนล้นคันนา เด็กซนพากันปีนต้นหลิวชะโงกหน้าจนกิ่งแทบหัก ส่วนพวกแม่บ้านก็เบิกตากว้างจนเผลอทำตะกร้าผักหลุดมือโดยไม่รู้ตัว
ใครจะรู้ว่าเรื่องเอิกเกริกทั้งหมดนี้... เริ่มต้นขึ้นจากประโยคเดียวที่ข้างบ่อน้ำเมื่อสามวันก่อน
วันนั้น ฮั่วเจิ้นเป่ยโน้มตัวลงมาใกล้จนลมหายใจอุ่นจัดรดรินขอบหู เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า ‘ถ้ารักษาหาย เธอต้องรับผิดชอบ’
ไป๋ลู่จำได้ว่าเธอใช้เวลาดึงสติที่กระเจิดกระเจิงอยู่สามวินาทีเต็ม ก่อนจะงัดเอาความเยือกเย็นระดับเดียวกับที่เคยใช้ฟาดฟันคู่แข่งในห้องประชุมชั้นสามสิบเมื่อชาติที่แล้วกลับมา
‘ได้... แต่ค่ารักษาของฉันไม่ถูกนะ’ เธอบอกพลางชี้มือไปยังหลังคากระท่อมซอมซ่อที่มีหญ้าขึ้นเป็นกระจุก ‘คิดเป็นบ้านอิฐหนึ่งหลัง หลังคาต้องไม่รั่ว ผนังต้องไม่ร้าว ย่ากับพี่ชายฉันต้องอยู่พ้นหน้าหนาวปีนี้ได้อย่างอบอุ่น’
เธอแค่พูดกึ่งประชด แต่ชายหนุ่มกลับตอบสั้นๆ เพียงคำเดียวว่า ‘อืม’
และเช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ปั่นจักรยานยืมของผู้ใหญ่บ้านตรงไปที่เตาเผาอิฐคอมมูน กลับมาพร้อมใบเสนอราคา ก่อนจะวางเงินเดือนทั้งเดือนของเขากองแหมะลงบนโต๊ะ... ร้อยห้าสิบสองหยวนถ้วน
ไป๋ลู่จ้องกองเงินนั้นอยู่ครู่หนึ่ง สมองคำนวณตัวเลขอย่างรวดเร็ว ก่อนจะล้วงเอาเงินค่าโสมของตัวเองออกมานับ แล้ววางปักลงข้างกันในจำนวนที่ ‘เท่ากันเป๊ะ’
“บ้านหลังนี้ย่าฉันเป็นคนอยู่ ฉันจะออกครึ่งหนึ่ง” เธอประกาศกร้าว “ส่วนใบเสร็จต้องเขียนสองชื่อ วันหน้าถ้ามีใครหน้าไหนมาสอดรู้สอดเห็นว่า ผู้การกรมเอาเงินที่ไหนมาสร้างบ้านให้ครอบครัวคู่หมั้น เราจะได้มีกระดาษฟาดหน้ามันได้”
ฮั่วเจิ้นเป่ยหลุบตามองกองเงินสองกองนั้นนิ่งนาน ก่อนจะพยักหน้ารับโดยไม่ปริปากเถียงสักคำ
"พี่สะใภ้!" เสียงเรียกคุ้นหูทำให้ไป๋ลู่หลุดจากภวังค์ หม่าเสี่ยวกังกระโดดลงจากจักรยานที่ขี่มาจากสถานีรถไฟ เขายิ้มกว้างจนเห็นเหงือก ด้านหลังมีทหารหนุ่มอีกสองคนเดินลากเป้ใบเขียวตามมาติดๆ
"พวกผมยื่นใบลาพักประจำปีพร้อมกันสามคนเลยครับ! ลากิจส่วนตัว ไม่ได้มาในนามกองทัพแน่นอน ผู้การสั่งกำชับเด็ดขาดว่าห้ามใส่เครื่องแบบ แล้วก็ห้ามแตะของหลวงแม้แต่ตะปูตัวเดียว!"
คำเรียกขานว่า ‘พี่สะใภ้’ ทำเอาไป๋ลู่กะพริบตาปริบๆ ไม่ถึงเดือนก่อน ไอ้ทหารตัวผอมกะหร่องคนนี้ยังหัวเราะเยาะเรียกเธอว่าโจรป่าจนน้ำตาเล็ดอยู่เลย
"แล้วหลี่ต้าจ้วงล่ะ?" เธอถามถึงทหารอีกคน
"ไปตรวจร่างกายละเอียดที่โรงพยาบาลมณฑลแล้วครับ" หม่าเสี่ยวกังลดเสียงลง สีหน้าขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง "มันเครียดจนไม่ยอมพูดอะไรเลย แต่ก่อนผมจะออกมา มันฝากบอกไว้ว่า... ถ้าผลตรวจออกมาตรงตามที่พี่บอกไว้เป๊ะ มันจะกลับมากราบพี่แน่"
ไป๋ลู่เพียงพยักหน้าช้าๆ ไม่ได้รู้สึกยินดีที่ตัวเองวินิจฉัยโรคถูก คนที่รู้ตัวเร็วคือคนที่รอดชีวิต สำหรับคนเป็นหมอ... แค่นั้นก็พอแล้ว
จังหวะนั้นเอง ฮั่วเจิ้นเป่ยก็เดินออกมาจากหลังกองอิฐ ในชุดเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าตัวเก่าซีดจาง สวมกางเกงผ้าฝ้ายของพ่อเธอที่สั้นเต่อจนเห็นข้อเท้า ชายหนุ่มปรายตามองกองอิฐ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าของหญิงสาว
"ไป๋ลู่" นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อเธอ เสียงทุ้มลึกเนิบนาบ คล้ายคนกำลังค่อยๆ ลิ้มรสชาติของคำคำใหม่ในโพรงปาก... ชื่อที่ย่าของเธอเคยบอกเขาในวันที่ผู้ใหญ่สองบ้านคุยกันเรื่องสินสอด
"ชื่อเพราะดี" คำชมสั้นๆ ทว่าทรงอานุภาพ ทำเอาใบหน้าของไป๋ลู่ร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู ร้อนจนเธอต้องรีบหันขวับไปตะโกนสั่งพ่อให้ไปช่วยขนไม้แก้เก้อ และถ้าเพียงแต่เธอจะใจกล้าหันกลับไปมองสักนิด คงได้เห็นว่ามุมปากที่มักจะเรียบตึงอยู่เสมอของเขา... กำลังยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเช่นกัน
เพียงเจ็ดวัน โครงสร้างบ้านอิฐสามห้องก็ตั้งตระหง่าน ผนังถูกฉาบด้วยปูนขาวจนสะอาดตาน่ามอง ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาไม่มีใครไม่เหลียวมอง บางคนถึงขั้นอดใจไม่ไหว เอื้อมมือไปลูบคลำผนังราวกับกำลังลูบคลำของศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ปาน
ไป๋ลู่รับหน้าที่แบกอิฐทีละสี่สิบก้อนบนแคร่ไม้ไผ่ เดินขึ้นนั่งร้านวันละหลายสิบเที่ยว ทำเอาทหารหนุ่มที่แบกได้เต็มที่แค่ทีละสิบห้าก้อนถึงกับยอมแพ้ตั้งแต่เข้าสู่วันที่สอง หม่าเสี่ยวกังตั้งฉายาให้เธออย่างนับถือว่า ‘รถบรรทุกพี่สะใภ้’ ก่อนจะโดนเธอปาเปลือกถั่วใส่หัวไปหนึ่งที
การทำงานหนักทำให้น้ำหนักเธอลดฮวบ เสื้อที่แม่เพิ่งตัดให้เมื่อเดือนก่อนหลวมโครกจนต้องเย็บเก็บตะเข็บเข้าถึงสองรอบ ทว่าสิ่งที่เย็บเก็บไม่ได้คือปากของชาวบ้าน... พวกเขาแค่เปลี่ยนหัวข้อซุบซิบ
“ผู้การฮั่วหล่อล่ำขนาดนั้น น่าเสียดายนะที่ไร้น้ำยา”
“นังหมีดำนั่นอุตส่าห์ได้ผัวดีทั้งที กลับได้ผัวที่ใช้การไม่ได้!”
บ่ายวันที่หกของการสร้างบ้าน ทหารนายหนึ่งปั่นจักรยานจากค่ายมาส่งซองเอกสารสีน้ำตาลให้ถึงมือผู้การ ฮั่วเจิ้นเป่ยเปิดอ่านอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะยื่นมันส่งให้เธอโดยไม่อธิบายอะไร
มันคือหนังสือสอบถามจากฝ่ายการเมืองของกองพล ลงชื่อผู้ตรวจการ ‘สือเหวินจง’ แจ้งว่าได้รับจดหมายร้องเรียนแบบไม่ลงนาม กล่าวหาว่าผู้การกรมที่เจ็ดลุแก่อำนาจ นำทหารและรถหลวงมาสร้างบ้านให้ครอบครัวคู่หมั้นในชนบท พร้อมสั่งให้ทำหนังสือชี้แจงภายในสิบวัน
ไป๋ลู่กวาดสายตาอ่านแค่รอบเดียว แล้วล้วงเอาใบเสร็จจากเตาเผาอิฐในกระเป๋าเสื้อออกมา ยื่นส่งคืนให้เขาพร้อมกับใบลาพักร้อนสามใบที่หม่าเสี่ยวกังพกติดตัวมาด้วย
"ส่งสำเนาพวกนี้กลับไปให้หมด" เธอกล่าวเสียงเรียบทว่าหนักแน่น "รถแทรกเตอร์เป็นของคอมมูน เกวียนวัวเราเช่าจากหน่วยผลิตข้างเคียง ทหารสามคนลาพักส่วนตัว และเงินค่าอิฐก็มีชื่อเราสองคนจ่ายร่วมกัน... ใครก็ตามที่เขียนจดหมายพรรค์นี้เพราะอยากเห็นหนังสือลงดาบทางวินัยของคุณ คงต้องอกแตกตายเพราะได้กลับไปแค่กระดาษเปล่า"
"คนเขียนจงใจส่งตรงไปที่กองพล..." เขาเอ่ยเสียงเรียบ แววตาคมกริบฉายแววเยือกเย็น "ไม่ส่งเข้ากรม ไม่ส่งเข้าคอมมูน"
ไป๋ลู่เงยหน้าขึ้นสบตา เข้าใจความหมายแฝงนั้นทันที
ชาวบ้านไป๋สือโกวที่แค่อิจฉาเรื่องบ้านอิฐ อย่างมากก็คงไปฟ้องแค่ระดับคอมมูน เพราะทั้งใกล้และง่ายกว่า แต่การข้ามขั้นส่งเรื่องตรงไปถึงกองพล... ย่อมต้องเป็นฝีมือของคนที่รู้โครงสร้างสายการบังคับบัญชาในค่ายเป็นอย่างดี และรู้แน่ชัดว่า ‘ใคร’ ในกองพลที่จ้องจะเล่นงานหาข้ออ้างปลดผู้การกรมที่เจ็ดอยู่
คำสอนของปู่พรานแวบเข้ามาในหัว... รอยเท้าสัตว์ที่สามารถเดินหลบเลี่ยงบ่วงดักทุกอันได้อย่างแม่นยำ ไม่มีทางเป็นรอยของหมาจิ้งจอกธรรมดาแน่นอน
คืนนั้น... ท่ามกลางความมืดมิด ไป๋ลู่ปีนขึ้นไปนั่งห้อยขาบนผนังบ้านด้านตะวันออกที่เพิ่งก่อเสร็จสูงระดับอก ในมือถือหมั่นโถวสองลูกกับห่อผักดอง ส่วนอีกมือมีดินสอกับด้านหลังของใบเสนอราคาเตาเผาอิฐที่ไม่ได้ใช้แล้ว
ไม่นาน ฮั่วเจิ้นเป่ยก็ปีนตามขึ้นมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ โดยไม่ต้องมีใครเอ่ยชวน ไออุ่นจากแสงแดดตอนกลางวันยังคงกรุ่นอยู่ในเนื้ออิฐ เบื้องล่างมีเสียงกรนของหม่าเสี่ยวกังดังสลับกับเสียงกบร้องระงม
หญิงสาวพลิกกระดาษ วางทาบลงบนหน้าขา จับดินสอด้วยมือซ้าย แล้วเริ่มตวัดเขียนหัวกระดาษตัวบรรจง
…สัญญาสามข้อ…
"ข้อหนึ่ง..." เธอขยับปากอ่านขณะที่มือยังคงเขียน "ระหว่างการรักษา คนไข้ห้ามซักไซ้เด็ดขาดว่ายาพวกนี้มาจากไหน"
"หมอเทวดาในฝันบอกมา" เขาต่อบทให้หน้าตาเฉย
"ถูกต้อง ข้อสอง บ้านหลังนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของบ้านรองตระกูลไป๋ เงินใครจ่ายไปเท่าไหร่ให้จดบันทึกไว้ชัดเจน วันหน้าห้ามมาทวงคืน"
"อืม"
ไป๋ลู่ชะงักปลายดินสอ เว้นบรรทัดลงมา ค้างมืออยู่นานกว่าข้อก่อนหน้า ก่อนจะกดน้ำหนักดินสอเขียนลงไปช้าๆ ทีละคำ...
"ข้อสาม ถ้ารักษาหายขาดแล้ว... ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการยกเลิกการแต่งงาน สามารถเลิกได้ทันที"
เสียงกบร้องเบื้องล่างคล้ายจะเงียบหายไปชั่วจังหวะหนึ่ง ราวกับพวกมันเองก็กำลังรอฟังคำตอบ
ชายหนุ่มดึงกระดาษแผ่นนั้นจากหน้าขาของเธอไปดู เขาใช้เวลาจ้องมองตัวอักษรสามบรรทัดนั้นนานผิดปกติ แสงจันทร์สาดส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมคาย ไป๋ลู่ลอบเห็นสันกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนเด่น
"ทำไมถึงเขียนหนังสือมือซ้าย?" จู่ๆ เขาก็โพล่งถามขึ้นมา
"เพราะมือขวา... ฉันเก็บไว้ใช้ต่อยคน"
"ข้อสาม... เธออยากได้มันงั้นเหรอ?" เขาถามตรงประเด็น
"ใช่"
ฮั่วเจิ้นเป่ยดึงดินสอออกจากมือเธอ ปลายนิ้วสัมผัสเฉียดหลังมือเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะจรดปลายดินสอเซ็นชื่อตัวเองลงใต้ข้อสาม ลายมือของเขาหนักแน่น และกดลึกจนกระดาษแทบขาดทะลุ จากนั้นเขาก็พับกระดาษทบเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็ก ยัดมันลงในกระเป๋าเสื้อหน้าอกข้างซ้าย แล้วติดกระดุมทับอย่างแน่นหนา
"ผมเซ็น... ก็เพราะเธออยากให้เซ็น" เขาเอ่ยเสียงเรียบ สายตาทอดมองไปยังยอดเขาเฮยเฟิงที่ตั้งตระหง่านดำทะมึนอยู่ใต้แผ่นฟ้ากว้าง "แต่นั่นไม่ได้แปลว่า... ผมอยากจะใช้สิทธิ์ข้อนั้น"
ไป๋ลู่อ้าปากเตรียมจะเถียง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะหุบปากลง เธอยื่นหมั่นโถวลูกหนึ่งส่งให้เขาแทนคำตอบ ชายหนุ่มรับไปกัดคำโตโดยไม่พูดอะไรต่อ
ทั้งสองคนนั่งเคี้ยวหมั่นโถวอยู่บนผนังบ้านอิฐที่ยังไร้หลังคา ไหล่ห่างกันเพียงระยะหนึ่งฝ่ามือ ความเงียบโรยตัวปกคลุมจนกระทั่งหมั่นโถวหมดลูก
ชาติก่อน... ไป๋ลู่เซ็นสัญญาธุรกิจมาแล้วเป็นพันๆ ฉบับ แต่สาบานได้เลยว่า... ไม่เคยมีสัญญาฉบับไหนที่เซ็นเสร็จแล้ว จะทำให้เธอกระสับกระส่ายจนนอนไม่หลับไปทั้งคืนแบบนี้มาก่อนเลย!
หลังจากคืนนั้น ทุกค่ำคืนเมื่อปลอดคน ไป๋ลู่จะแอบเข้ามิติส่วนตัว ขึ้นไปเก็บสมุนไพรล้ำค่าจากเรือนกระจกดินดำมาตากแห้งเตรียมไว้ เธอจัดเตรียมยาต้มไว้ถึงหกตำรับ พร้อมกับเข็มเงินสามสิบหกเล่มที่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อและห่อผ้าไว้อย่างมิดชิด รอเพียงวันที่เธอจะสืบรู้ถึง ‘ต้นตอ’ ของพิษในร่างเขาให้แน่ชัด ก่อนจะลงเข็มแรก
แต่อาการของฮั่วเจิ้นเป่ยกลับไม่ได้ดีขึ้นเลยสักนิด ทั้งที่เขาอยู่ห่างจากโรงพยาบาลมาเกือบสองเดือนแล้ว
หญิงสาวลอบสังเกตเห็นว่า ทุกเช้าและเย็น เขาจะปลีกตัวหายไปหลังกองอิฐครู่หนึ่ง และเมื่อกลับมา บนตัวเขาจะมีกลิ่นฉุนๆ ของยาผงบางอย่างติดมาด้วยเสมอ... เธอจดจำเบาะแสนี้ฝังไว้ในหัว เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาชำระความ
คืนหนึ่ง ขณะที่เธอย่องเอาหมั่นโถวไปส่งที่คอกวัว ไป๋ลู่เห็นหลินเพ่ยอวิ๋นกำลังนั่งเย็บผ้าแพรสีแดงสดอยู่ใต้แสงตะเกียงสลัว ทันทีที่ฝ่ายนั้นเห็นเธอ ก็สะดุ้งสุดตัว รีบยัดผ้าผืนนั้นซ่อนเข้าใต้กองฟางอย่างลุกลนจนเข็มทิ่มนิ้วตัวเอง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นพูดเสียงแข็งปั้นปึ่งว่า "ฉันแค่ปะเสื้อเก่า! ไม่ใช่กงการอะไรของเธอ!"
ทั้งที่ไป๋ลู่รู้ดีแก่ใจ... ว่าในคอกวัวซอมซ่อแห่งนี้ ไม่มีเสื้อตัวไหนเลยที่เป็น ‘สีแดง’
เข้าสู่วันที่แปด หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลทหารก็เดินทางมาถึงไป๋สือโกว ตามนโยบาย ‘ทหารรับใช้ประชาชน’ พวกเขาตั้งโต๊ะตรวจโรคกันที่กลางลานนวดข้าว ชาวบ้านพากันมาต่อแถวยาวเหยียด นอกจากนี้ยังมีคำสั่งพิเศษจากคอมมูน กำชับให้ตรวจสุขภาพของคนในคอกวัวทั้งสามคนด้วย
เช้าวันนี้ฮั่วเจิ้นเป่ยไม่อยู่ เขาออกเดินทางไปที่ทำการคอมมูนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อยื่นเอกสารขอจดทะเบียนสมรส
ไป๋ลู่ทำหน้าที่ประคองนายพลฮั่วและหมอเฒ่าหยางมาถึงลานนวดข้าว โดยมีหลินเพ่ยอวิ๋นเดินกระบิดกระบวนตามหลังมาติดๆ พลางบ่นกระปอดกระแปดว่าแดดแรงจะทำลายผิวพรรณ
ทันทีที่พวกเธอปรากฏตัว หัวหน้าหน่วยแพทย์ก็ลุกจากโต๊ะตรวจ เดินตรงเข้ามาต้อนรับด้วยตัวเอง
หล่อนเป็นหญิงสาววัยราวยี่สิบสี่ปี ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดลออแบบฉบับคนเมืองที่ไม่เคยต้องกรำแดดกรำฝน เรือนผมสีดำขลับถูกเกล้ามวยอย่างประณีต เสื้อกาวน์ที่สวมใส่ถูกรีดจนเรียบกริบไม่มีรอยยับแม้แต่องศาเดียว ป้ายชื่อบนหน้าอกสลักตัวอักษรชัดเจน... ‘เซี่ยอวี้ถิง’
รอยยิ้มที่หล่อนส่งมาให้ดูหอมหวานประดุจน้ำตาลกรวด... หวานเลี่ยนเสียจนไป๋ลู่รู้สึกเสียวฟันขึ้นมาตงิดๆ
"คุณคงจะเป็นคู่หมั้นของผู้การฮั่วสินะคะ" เซี่ยอวี้ถิงยื่นมือนุ่มนิ่มมาจับมือเธอ ดวงตาเรียวยาวที่กรีดอายไลเนอร์บางๆ กวาดมองไป๋ลู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า คล้ายหมอที่กำลังประเมินสภาพคนไข้
"ฉันเป็นหมอเจ้าของไข้ของผู้การค่ะ ดูแลเขามาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันแรกที่เขาถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาล... ยาประจำตัวที่เขาต้องใช้ทุกสัปดาห์ ก็เบิกจ่ายออกจากแผนกของฉันนี่แหละค่ะ... ยินดีด้วยนะคะเรื่องงานแต่ง"
"ขอบคุณค่ะ" ไป๋ลู่ยิ้มตอบบางๆ ทว่าสัมผัสจากฝ่ามือที่ถูกกุมอยู่ กลับรับรู้ได้ถึงแรงบีบที่แฝงเจตนาร้าย มากเกินกว่าจะเป็นแค่การทักทายตามมารยาท
ชาวบ้านที่กำลังต่อแถวพากันเงียบกริบเพื่อรอฟังบทสนทนา ป้าบ้านตะวันออกถึงกับเอียงคอเงี่ยหูจนแทบจะหลุดออกจากแถว
เซี่ยอวี้ถิงยังคงไม่ยอมปล่อยมือ หล่อนเอียงคอเล็กน้อย ปั้นสีหน้าห่วงหาอาทรแบบฉบับแพทย์ผู้หวังดีที่จำใจต้องแจ้งข่าวร้ายแก่ญาติคนไข้ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส... ที่จงใจเปล่งให้ดังพอจนคนได้ยินกันไปถึงท้ายแถว
"แต่ในฐานะหมอเจ้าของไข้... ฉันขอแนะนำด้วยความหวังดีนะคะ ว่าคุณควรจะคิดทบทวนเรื่องการ ‘มีทายาท’ ให้ดีเสียก่อน... ก่อนที่จะตกลงปลงใจแต่งงานกับเขา"